
เปิดวิจัย Savills เจาะธุรกิจ “สวนสนุก–สวนน้ำไทย”เบื้องหลังเครื่องเล่นใหญ่และเสียงหัวเราะ คือโจทย์ต้นทุนสูงและกำไรที่ไม่ง่าย
จากสวนสยามขาดทุนต่อเนื่อง ถึงสวนสนุกในห้างรายได้พันล้านแต่กำไรบาง
ข่าวประกาศขาย “สยามอะเมซิ่งพาร์ค” หรือ สวนสยาม ในระดับราคาหมื่นล้านบาท ท่ามกลางผลกระทบจากน้ำท่วม และผลประกอบการขาดทุนต่อเนื่อง ของครอบครัว “เหลืองอมรเลิศ” ทำให้พื้นที่ความทรงจำของคนหลายรุ่นกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง
แต่เมื่อมองพ้นเครื่องเล่นสีสด สไลเดอร์สูง และเสียงหัวเราะของครอบครัว คำถามที่ตามมาคือ ธุรกิจที่ขายความสุขให้คนจำนวนมาก สร้างผลตอบแทนให้เจ้าของได้มากแค่ไหน?
งานวิจัย Theme Park & Water Park ของ Savills (Thailand) ล่าสุด ที่ “ภัทรชัย ทวีวงศ์” ผู้อำนวยการอาวุโส แผนกวิจัยตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท ซาวิลล์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยกับ Thairath Money ช่วยเปิดภาพอีกด้านของธุรกิจนี้ได้อย่างชัดเจนขึ้น ผ่านข้อมูลพื้นที่ให้บริการ จำนวนผู้เข้าชม ราคาบัตร และผลประกอบการของผู้ประกอบการในไทย
โดยพบว่า ปัจจุบัน ตลาด Theme Park & Water Park ยังคงมีการลงทุนและขยายพื้นที่ต่อเนื่อง ขณะที่ความสามารถในการทำกำไรแตกต่างกันอย่างมาก แม้จะขายประสบการณ์ความสนุกเหมือนกันก็ตาม
Savills ระบุว่า ณ ครึ่งแรกของปี 2569 ตลาดธีมพาร์คและวอเตอร์พาร์คในไทยมีพื้นที่ให้บริการรวมประมาณ 1.90 ล้านตารางเมตร
สวนน้ำที่เป็นจุดหมายปลายทางหลักของการเดินทาง หรือ Destination-led Water Parks มีสัดส่วนมากที่สุด 61% ตามด้วยธีมพาร์คประเภทจุดหมายปลายทาง 29% ส่วนที่เหลือเป็นสวนน้ำภายในรีสอร์ต สวนสนุกและสวนน้ำในศูนย์การค้า
โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของตลาดไทยอยู่ในธุรกิจที่ต้องทำให้ลูกค้า “ตั้งใจเดินทางมาเที่ยว” ผู้ประกอบการจึงต้องสร้างแรงดึงดูดให้มากพอ ทั้งสำหรับคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มพื้นที่และเปิดโครงการใหม่เป็นเพียงด้านหนึ่งของตลาด อีกด้านคือ รายได้ที่เกิดขึ้นสามารถรองรับต้นทุนและเปลี่ยนเป็นกำไรได้หรือไม่
ข้อมูลผลประกอบการที่ Savills รวบรวมจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า Siam Park มีผลขาดทุนสุทธิทุกปีในช่วง 2562-2568 รวม 7 ปี ประมาณ 686.85 ล้านบาท
ตัวเลขที่สะท้อนแรงกดดันได้ชัดคือ ปี 2568 บริษัทมีต้นทุนขาย 263.61 ล้านบาท สูงกว่ารายได้ที่รายงานไว้แล้ว และยังมีค่าใช้จ่ายดำเนินงานอีก 73.59 ล้านบาท จึงชี้ให้เห็นว่า ความท้าทายทางธุรกิจมีอยู่ก่อนแล้ว ส่วนความเสียหายและภาระฟื้นฟูจากน้ำท่วมยิ่งซ้ำเติมหนัก
อย่างไรก็ดี ภาพของสวนสยามไม่ได้หมายความว่าสวนสนุกและสวนน้ำทุกแห่งกำลังขาดทุน ข้อมูลปี 2568 ในวิจัยสะท้อนผลประกอบการหลายรูปแบบ
ทั้งนี้ Dream World ยังทำกำไรได้ในปี 2568 แต่กำไรลดลงจาก 102.44 ล้านบาท ในปี 2566 เหลือ 38.08 ล้านบาท ขณะที่รายได้ลดลงจาก 483.11 ล้านบาท เหลือ 419.41 ล้านบาท
ส่วน Columbia Pictures พลิกจากขาดทุน 27.84 ล้านบาท ในปี 2567 มาเป็นกำไร 3.25 ล้านบาท ในปี 2568 แต่เมื่อเทียบกับรายได้เกือบ 300 ล้านบาท กำไรสุทธิคิดเป็นเพียงประมาณ 1.1%
ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นว่า การกลับมามีกำไรกับการสร้างผลตอบแทนที่แข็งแรงยังเป็นคนละขั้นของการฟื้นตัว รายได้อาจเพิ่มขึ้น แต่กำไรที่เหลืออาจบางจนรับแรงกระแทกจากต้นทุนหรือจำนวนผู้เข้าชมที่ลดลงได้จำกัด
อย่างไรก็ดี หนึ่งในโมเดลที่ Savills มองว่ามีความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจมากกว่า คือสวนสนุกในร่มที่อยู่ภายในศูนย์การค้า
HarborLand มีรายได้ปี 2568 สูงที่สุดในกลุ่มผู้ประกอบการที่วิจัยนำมาเปรียบเทียบ อยู่ที่ 1,184.62 ล้านบาท ผ่านโมเดลหลายสาขาในศูนย์การค้า เช่น เมกาบางนา ไอคอนสยาม ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต
พื้นที่แต่ละแห่งประมาณ 2,500-12,000 ตารางเมตร มีขนาดเล็กกว่าสวนสนุกปลายทางขนาดใหญ่ และได้ประโยชน์จากลูกค้าที่เดินทางมายังศูนย์การค้าอยู่แล้ว ทั้งเพื่อกินอาหาร ซื้อสินค้า และใช้เวลาร่วมกันในครอบครัวแต่แม้โมเดลนี้จะช่วยเข้าถึงลูกค้าและขยายสาขาได้ รายได้สูงก็ยังไม่ได้แปลว่ากำไรสูงตาม
Savills ระบุว่า สวนสนุกปลายทางต้องใช้เงินลงทุนและค่าใช้จ่ายดำเนินงานสูง ความสามารถในการทำกำไรจึงอ่อนไหวต่อจำนวนผู้เข้าชม ขณะที่สวนสนุกและสวนน้ำในชลบุรียังมีความแตกต่างของจำนวนลูกค้าระหว่างวันธรรมดา วันหยุด และฤดูกาลท่องเที่ยว อีกทั้ง การเดินทางและราคาก็ต้องไปด้วยกัน
ทั้งนี้ สวนสนุกไทยอยู่ในตลาดที่อ่อนไหวต่อราคา โดยราคาบัตรผู้ใหญ่ของโครงการไทยที่นำมาเปรียบเทียบอยู่ประมาณ 799-1,380 บาท ขณะที่ Disney และ Universal ในบางตลาดมีราคาสูงกว่า 3,000 บาท
แบรนด์ระดับโลกมีทั้งตัวละคร เรื่องราว และประสบการณ์ที่ผู้คนอยากเดินทางไปสัมผัส ช่วยรองรับทั้งจำนวนผู้เข้าชมและระดับราคาบัตร นอกจากแบรนด์แล้ว การเดินทาง ถนน ระบบขนส่งสาธารณะ ที่จอดรถ และโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว ก็สำคัญ เพราะความน่าสนใจของเครื่องเล่นต้องมาคู่กับความสะดวกในการเดินทางมาใช้บริการด้วย
ทำให้ผู้ประกอบการที่มีแบรนด์แข็งแรง รายได้หลากหลาย และสร้างรายได้เพิ่มเติมจากอาหารและเครื่องดื่ม อีเวนต์ ร้านค้า และกิจกรรมอื่น มีแนวโน้มจะอยู่รอด และ รับมือกับความผันผวนได้ดีกว่า เพราะเบื้องหลัง ธุรกิจที่ขาดความสนุก คือ กิจการที่ต้องมีรายได้เพียงพอสำหรับเดินเครื่อง ดูแลพื้นที่ และลงทุนสร้างประสบการณ์ครั้งใหม่ เพื่อให้ลูกค้าอยากกลับมาซ้ำอีกครั้ง.
อ่านข่าวธุรกิจ กลยุทธ์การตลาด และสัมภาษณ์พิเศษ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/business_marketing
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney