รู้จัก Dario Amodei ผู้ก่อตั้ง Anthropic ผู้อยู่เบื้องหลัง Claude ที่คนทั้งโลกกำลังหลงรัก

Business

Business Strategy

Tag

รู้จัก Dario Amodei ผู้ก่อตั้ง Anthropic ผู้อยู่เบื้องหลัง Claude ที่คนทั้งโลกกำลังหลงรัก

Date Time: 25 พ.ค. 2569 14:27 น.

Video

วิเคราะห์ Google เดิมพันใหญ่ AI อินไซต์จากงาน Google Cloud Next 2026 | Digital Frontiers EP.64

Summary

ดาริโอ อาโมเดอี ผู้ก่อตั้ง Anthropic อดีตผู้บริหาร OpenAI เน้นพัฒนา AI ปลอดภัย

  • Anthropic พัฒนา AI Claude ที่เน้นลูกค้าองค์กร และคาดว่าจะทำกำไรปี 2026
  • บริษัทระดมทุน 3 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ดันมูลค่าบริษัทแตะ 9 แสนล้านดอลลาร์ฯ
  • อาโมเดอีเคยร่วมงานกับ Google Brain และ Baidu ก่อนมา OpenAI
  • Anthropic ได้รับเงินสนับสนุนจาก Microsoft และ Nvidia จำนวนมาก

Latest


หากพูดถึงบุคคลสำคัญในยุค AI แบบนี้ หลายคนจะนึกถึงชื่อของบิ๊กเทคเจ้าใหญ่ ๆ ที่แห่กันลงทุน หรือเจ้าของ ChatGPT ที่สร้างกระแส AI ให้โลกนี้ แต่ยังมีอีกหนึ่งคนสำคัญที่เมื่อไม่นานมานี้ ชื่อของเขาไม่ได้เป็นที่รู้จักแค่ในซิลิคอนวัลเลย์ แต่เป็นชื่อที่ทั่วโลกกำลังจับตา นั่นคือ “Dario Amodei” (ดาริโอ อาโมเดอี)

เขาคนนี้คือผู้ร่วมก่อตั้งสตาร์ทอัพ AI อย่าง “Anthropic” บริษัทเทคโนโลยีที่เรียกตัวเองว่าเป็น AI Safety และ Research หรือก็คือวิจัยเพื่อสร้างปัญญาประดิษฐ์ที่ปลอดภัย ผู้พัฒนา AI ที่ในอนาคตอันใกล้นี้มีรายงานออกมาว่าจะปิดรอบระดมทุนครั้งใหม่ และคาดว่าจะดันมูลค่าบริษัทไปอยู่ที่ 900,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สตาร์ทอัพที่มีอายุเพียง 5 ปีนี้ กำลังถูกตลาดจับจ้อง ทั้งจากความสำเร็จของโปรดักต์ Claude ที่คนมากมายยอมรับ และจากผลงานการทำเงินของบริษัท ที่ในไตรมาสสิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2026 นี้ คาดว่าจะเป็นครั้งแรกที่สตาร์ทอัพผู้สร้าง AI รายใหญ่นี้จะทำกำไรได้ และจะแซงหน้าคู่แข่งทั้ง OpenAI และ xAI ไปก่อนแน่นอน

หนึ่งในเบื้องหลังของการพา Anthropic ไปมีชัยชนะเหนือคู่แข่ง (ในแง่ของการทำกำไร) คือซีอีโอหนุ่ม Dario Amodei ที่คอยผลักดันการพัฒนา AI ที่ปลอดภัยเพื่อมนุษยชาติมาต่อเนื่อง ชายที่ออกมาเตือนโลกอย่างตรงไปตรงมาอยู่ต่อเนื่องว่า ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจาก AI นั้นมาเร็วมาก และมันจะกระทบกับคนหลายกลุ่ม จนได้รับคำวิจารณ์ว่า เขาเองก็สร้าง AI แต่ทำไมถึงยังมองโลกในแง่ร้าย?

“การยอมรับความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่น ๆ คือจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา” Dario Amodei ให้สัมภาษณ์ในงานของ The New York Times สิ่งนี้จึงเป็นที่มาให้การพัฒนา AI ของเขายังคงดำเนินไปตามแนวคิดที่ว่า AI ต้อง “ปลอดภัย โปร่งใส ควบคุมได้ และสอดคล้องกับคุณค่าของมนุษย์”

บทความนี้ Thairath Money ในคอลัมน์ How to Make Money จะพาไปเจาะลึกทำความรู้จักกับ Dario Amodei ต้นคิด ที่ตัดสินใจลาออกจาก OpenAI มาสร้างอาณาจักร Anthropic ออกแบบ AI ตามแนวคิดและหลักการของตัวเอง สร้างจุดยืนที่มั่นคงในตลาดมาต่อเนื่อง จนบริษัทเติบโตแซงหน้าเจ้าใหญ่หลายราย และตัวเขาเองก็ยังติดโผ Time 100 เป็นผู้ทรงอิทธิพลของโลกอีกด้วย เขาทำได้ยังไงกัน?


เด็กชายผู้หลงใหลใน “วิทยาศาสตร์”

Dario Amodei เกิดในปี 1983 และเติบโตมาในเมืองแห่งเทคโนโลยี อย่างซานฟรานซิสโก แต่เบื้องหลังของครอบครัวนั้นแทบจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเลย เขาเป็นลูกชายคนโตของบ้าน คุณพ่อ Riccardo Amodei เป็นชาวอิตาลีที่อพยพมาสหรัฐอเมริกา ประกอบอาชีพเป็นช่างทำเครื่องหนัง ส่วนคุณแม่ Elena Engel ชาวอเมริกัน ทำงานด้านการรีโนเวทและโครงการก่อสร้างห้องสมุด

Dario มีน้องสาวหนึ่งคน คือ Daniela Amodei เกิดในปี 1987 ซึ่งต่อมาเธอคนนี้จะมาร่วมก่อตั้ง Anthropic ด้วยกันกับพี่ชาย ในวัยเด็กความสนใจของ Dario ก็มุ่งตรงไปที่ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ โดย Daniela เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า พี่ชายของเธอเป็นเด็กที่มีสมาธิมาก ๆ เขาสามารถนับเลขได้ทั้งวัน เพื่อให้รู้ว่าจะไปสิ้นสุดได้ที่ตรงไหน

หลังจากที่ Dario จบการศึกษาจาก Lowell High School โรงเรียนรัฐที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของสหรัฐฯ เขาก็เข้าเรียนต่อด้านฟิสิกส์ที่ California Institute of Technology หรือ Caltech มหาวิทยาลัยชั้นนำด้านเทคโนโลยี ก่อนจะย้ายไปศึกษาต่อและจบปริญญาตรีที่ Stanford University ในสาขาวิทยาศาสตร์เมื่อปี 2006 ด้วยวัย 23 ปี

ในปีเดียวกับที่เขาจบการศึกษานั้น เกิดเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตของ Dario ไป พ่อของเขามาเสียชีวิตจากโรคหายาก ซึ่งไม่กี่เดือนหลังจากนั้นโลกก็สามารถหาวิธีชะลอการกำเริบของโรคนี้ได้ อัตราการตายจากโรคนี้จึงลดลง สิ่งนี้ทำให้เขาตระหนักได้ว่า หากเทคโนโลยีพัฒนาได้ยิ่งเร็วเท่าไหร่ก็จะสามารถช่วยชีวิตคนได้มากขึ้นเท่านั้น ทำให้เขาเบนสายไปศึกษาด้านชีววิทยาร่วมด้วย

หลังจากนั้นเขาก็เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกที่ Princeton University หนึ่งในมหาวิทยาลัยกลุ่ม Ivy League ในสาขาชีวฟิสิกส์ เพื่อนำหลักการเชิงทฤษฎีทางฟิสิกส์มาทำความเข้าใจกลไกการทำงานของสิ่งมีชีวิต การเรียนที่นั่นเขาเองยังได้รับทุน Hertz Fellow ที่จะคัดเลือกเฉพาะนักเรียนที่มีความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ โดยจะมอบทุนให้เต็มจำนวน และเขาก็สำเร็จการศึกษาออกมาในปี 2011


จากสายวิทย์ สู่วงการ AI

ในระหว่างที่กำลังศึกษาอยู่นั้น Dario Amodei ได้เข้าร่วมงานกับหลากหลายบริษัทและสถาบัน ไม่ว่าจะเป็น

  • ช่วงปี 2003 เขาฝึกงานกับ Applied Minds ทำงานในฝั่งการวิจัยกับสตูดิโอออกแบบและพัฒนานวัตกรรม
  • ต่อมาในปี 2004 รับหน้าที่เป็นนักธรณีฟิสิกส์ที่ Schlumberger บริษัทเทคโนโลยีและน้ำมันข้ามชาติ
  • หลังจากนั้นในปี 2008 ระหว่างที่ศึกษาและทำวิจัยที่ Princeton University ได้กลับไปเป็นที่ปรึกษาให้กับ Applied Minds ช่วยวิจัยและสร้างระบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ต้นแบบที่ซับซ้อน
  • ในระหว่างนั้นเอง ช่วงปี 2011 เขายังรับงานเสริม เป็นนักวิจัยที่ Stanford University ให้กับคณะแพทย์
  • ช่วงปี 2013 เขายังรับงานพาร์ทไทม์เพิ่มอีกหนึ่งอย่าง คือเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ให้กับ Skyline Targeted Proteomics Environment พัฒนาซอฟต์แวร์เชิงคำนวณสำหรับการวิเคราะห์โปรตีน
  • กระทั่งปี 2014 เขาได้รับคำเชิญจาก ศาสตราจารย์ Andrew Ng ให้ไปร่วมพัฒนา Deep Speech ระบบแปลงเสียงเป็นข้อความทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน ให้กับ Baidu
  • และในปีต่อมา 2015 เขาได้เข้าร่วมทำงานในแผนกวิจัยเชิงลึกของ Google Brain มุ่งเน้นเรื่องการขยายขนาดของโครงข่ายประสาทเทียม และที่นี่เองเขาได้ร่วมเขียนบทความวิจัยด้านความปลอดภัยที่เป็นรากฐานสำคัญของวงการ AI อย่าง “Concrete Problems in AI Safety”

จุดเปลี่ยนสำคัญนั้นเกิดขึ้นครั้งหนึ่งตอนที่เขาร่วมงานกับ Baidu เขาเริ่มสังเกตเห็นทฤษฎี Scaling AI นั่นคือ ยิ่งเพิ่มข้อมูล เพิ่มขนาดโมเดล และเพิ่มพลังประมวลผลมากเท่าไร โมเดล AI ก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยสิ่งนี้ได้กลายมาเป็นพื้นฐานที่สำคัญมากในการพัฒนา Large Language Model ในเวลาต่อมา


จาก OpenAI สู่ Anthropic

ก่อนการก่อตั้ง OpenAI ทาง Dario Amodei ถูกเชิญไปร่วมรับประทานอาหารค่ำกับ Elon Musk และ Sam Altman พร้อมกับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในด้าน AI ณ ตอนนั้น โดย Wired รายงานว่า คืนนั้นประเด็นที่พูดคุยคือจะมีโอกาสที่จะสร้างบริษัท AI ที่จะชนะ Google ได้ไหม ซึ่งนั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ OpenAI ในเวลาต่อมา

แต่ในระหว่างนั้น Dario Amodei เลือกที่จะไปทำงานกับ Google Brain ก่อน เขาตีพิมพ์งานวิจัยสำคัญเกี่ยวกับความเสี่ยงของ AI แต่หลังทำงานได้เพียงประมาณ 10 เดือน เขาก็ตัดสินใจย้ายไป OpenAI ในฐานะหัวหน้าทีมด้านความปลอดภัยของ AI (AI Safety) ในปี 2016

เขามีบทบาทสำคัญในการพัฒนา GPT-2 และ GPT-3 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุค Large Language Model สมัยใหม่ ในระหว่างการทำงานร่วมกับ OpenAI ที่ตอนเริ่มมุ่งเน้นไปที่การพัฒนา AI เพื่อมนุษยชาติ

เขาก็เป็นหนึ่งในผู้ร่วมคิดค้น Reinforcement Learning from Human Feedback หรือ RLHF เป็นวิธีการสอน AI ของ OpenAI ที่ AI จะตอบคำถามหรือทำตัวได้ถูกใจมนุษย์ โดยใช้การตัดสินใจของมนุษย์มาเป็นเกณฑ์ให้คะแนน

ซึ่งก่อนที่จะมีเทคนิคนี้ AI อาจจะฉลาดมากเพราะมี Data เยอะ อ่านข้อมูลมามาก แต่มันไม่รู้ว่าควรคุยกับมนุษย์อย่างไร บางครั้งอาจจะพูดจาหยาบคาย ตอบกวน หรือให้ข้อมูลที่เป็นอันตราย แต่เมื่อใช้ RLHF เข้ามาช่วยขัดเกลา AI จะเริ่มซึมซับคุณค่า ความปลอดภัย และมารยาทที่มนุษย์ต้องการเข้าไปในระบบ ส่งผลให้แชตบอตที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน สามารถคุยกับเราได้อย่างเป็นธรรมชาติ สุภาพ และช่วยเหลือเราได้อย่างปลอดภัยนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม แม้เขาจะเชื่อมั่นในพลังของ Scaling มากขึ้นเรื่อย ๆ แต่อีกด้านหนึ่ง เขาก็ยิ่งเชื่อว่า AI จำเป็นต้องมีระบบความปลอดภัยและการกำกับดูแลที่จริงจัง เขามองว่า การขยายขนาดเพียงอย่างเดียว และการใช้ RLHF ไม่สามารถรับประกันได้ว่า AI จะประพฤติสอดคล้องกับคุณค่าและเจตนารมณ์ของมนุษย์

“คุณไม่สามารถสร้างคุณค่าทางศีลธรรมให้ AI ได้ แค่เพิ่มคอมพิวต์เข้าไป” Dario Amodei กล่าว และเมื่อเวลาผ่านไป เขาเริ่มรู้สึกแล้วว่า ผู้นำของ OpenAI อาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นความปลอดภัยมากเท่าที่เขาคาดหวัง และในปี 2020 หลังจากขึ้นเป็นรองประธานฝ่ายวิจัย เขาตัดสินใจลาออกจากบริษัท

หลังจากขัดแข้งขัดขากับกลุ่มผู้ร่วมก่อตั้ง OpenAI ต่อมาเขาก็มาก่อตั้งบริษัท AI เป็นของตัวเอง และเป็นจุดเริ่มต้นให้มี Anthropic ขึ้นมาในปี 2021 และบริษัทก็ยึดเอาหลักที่ว่า “การสร้าง AI ที่ทรงพลังเพียงอย่างเดียวนั้นไม่พอ หากระบบเหล่านั้นไม่สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์ได้อย่างปลอดภัยในระยะยาว”


อาณาจักร Anthropic ที่หลายคนหลงรัก

Anthropic ก่อตั้งโดย Dario Amodei ร่วมกับน้องสาว Daniela Amodei และผู้บริหารกับนักวิจัยจาก OpenAI ในช่วงแรกสตาร์ทอัพนี้ถูกมองว่า อาจจะไล่ตามคู่แข่งที่เกิดมาก่อนไม่ทัน แต่ในระยะเวลาไม่ถึง 2 ปี Anthropic ก็ขึ้นแท่นเป็นยูนิคอร์น

Anthropic เลือกที่จะเปิดตัวโมเดล AI หลังจาก ChatGPT เปิดตัวไปแล้วเกือบหนึ่งปี โดย Claude ที่เปิดตัวนั้นจะโฟกัสไปที่ลูกค้ากลุ่มองค์กร แข็งแกร่งด้านการเขียนโค้ด ขณะที่ OpenAI จะโฟกัสไปที่ลูกค้าผู้บริโภคทั่วไป

แนวคิดเบื้องหลังโมเดลตระกูล Claude จะเป็น Constitutional AI คือการฝึกและควบคุม AI ด้วยกฎเหล็กที่คล้ายกับรัฐธรรมนูญ ใช้เป็นกรอบให้ AI ปฏิบัติตาม ใช้อ้างอิงในการตัดสินใจหรือประเมิน ปรับปรุงคำตอบของตัวเอง

โดยเป้าหมายหลักของแนวคิดนี้คือให้ AI ปลอดภัย เป็นกลาง และมีประโยชน์ต่อมนุษย์มากที่สุด โดยที่ลดการพึ่งพามนุษย์ในการคัดกรอง และลดอคติที่เกิดจากการตัดสินใจของมนุษย์ลง

จุดแข็งสำคัญของ Anthropic คือการเน้นลูกค้าองค์กร ซึ่งทำให้บริษัทมีรายได้ที่มั่นคงและมีมาร์จิ้นดีกว่าบริษัทที่เน้นตลาดผู้บริโภค อีกทั้ง ยังพยายามเดินเกมอย่างระมัดระวัง ระหว่างการลงทุนมหาศาลใน Data Center กับการควบคุมความเสี่ยงทางธุรกิจ ขณะที่บางบริษัทในวงการ AI กำลังเดินหน้าทุ่มทุกอย่างโดยไม่สนความเสี่ยงมากนัก

ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา Anthropic ประกาศดีลใช้พลังประมวลผลบน Microsoft Azure มูลค่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมได้รับเงินสนับสนุนจาก Microsoft สูงสุด 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจาก Nvidia สูงสุด 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ล่าสุด ตามรายงานของ Financial Times ระบุว่า รายได้ของ Anthropic ในไตรมาส 2 ปี 2026 จะอยู่ที่ประมาณ 10,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจาก 4,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสแรกของปี

รายได้ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้ จะส่งผลให้บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงาน หรือ Operating Profit อยู่ที่ราว 559 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ บริษัทกำลังเข้าใกล้การปิดดีลระดมทุนมูลค่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะผลักดันมูลค่าบริษัทขึ้นไปแตะระดับ 900,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ ในปี 2026 นี้ Anthropic คาดว่าจะ IPO ซึ่งคาดว่ามูลค่าบริษัทอาจจะทะลุ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และตามรายงานของ Forbes ปัจจุบันความมั่งคั่งสุทธิของ Dario Amodei นั้นอยู่ที่ 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นผลมาจากการเติบโตของ Anthropic นั่นเอง


ที่มา: Dario Amodei, Business Insider, Forbes, Time, Founder File, Financial Times [1][2]


ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney



Author

Thanthida Thongphet

Thanthida Thongphet
Digital Economy & Future of Finance