เมื่อเร็วๆนี้ มีการแชร์ภาพและข้อมูลเกี่ยวกับการเปิดตัวโรงพยาบาลรถไฟ ที่เรียกว่า “หยี ต้ง หาง ชาง ยี ย่วน” หรือ Mobile square cabin hospital ของรัฐบาลจีน ซึ่งถือว่าเป็นโรงพยาบาลรถไฟที่ทันสมัย เหมือนโรงพยาบาลขนาดย่อมๆ ที่มีทั้งห้องผู้ป่วย ห้องแล็บ ห้อง ICU ห้องกักตัว ห้องผ่าตัด ฯลฯ เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้ได้รับบาดเจ็บ เข้าถึงประชาชนทุกคนและนำส่งผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลปกติได้อย่างปลอดภัยด้วยการช่วยเหลือเบื้องต้นที่มีคุณภาพ มาตรฐานจริงๆแล้ว รูปแบบของบริการสาธารณสุขแบบ “โรงพยาบาลรถไฟ” หรือ Train Hospital นี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ถ้าไม่นับรวมการปรับปรุงรถไฟให้เป็นสถานที่ให้การรักษาพยาบาลทหารที่บาดเจ็บ หรือขนส่งเวชภัณฑ์ อุปกรณ์การแพทย์ในสมัยสงครามโลกในยุโรป ก็ต้องนับว่า ประเทศแรกที่มีโรงพยาบาลรถไฟแบบเป็นเรื่องเป็นราว หรือที่เรียกว่า world's first hospital on a train ได้แก่ “อินเดีย” โรงพยาบาลรถไฟขบวนแรก มีชื่อว่า “Life Line Express” เปิดตัวเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ.2534 โดยได้รับความช่วยเหลือจากการรถไฟของอินเดียและกระทรวงสาธารณสุขของอินเดีย รวมทั้งทุนจากกลุ่มองค์กรพันธมิตรส่วนตัว บริหารกิจการโดยมูลนิธิอิมแพคอินเดียLife Line Express ใช้เส้นทางรถไฟของอินเดีย 70,000 กิโลเมตร เพื่อเดินทางไปยังพื้นที่ที่ห่างไกลที่สุดของประเทศ เพื่อมอบสิ่งอำนวยความสะดวกทางการแพทย์ฟรีให้กับคนยากไร้ที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์นอกจากการรักษาโรคทั่วไปแล้ว Life Line Express ยังรักษาโรคซับซ้อนบางโรค เช่น การผ่าตัดฟื้นฟูสายตา การเคลื่อนไหว การได้ยิน แก้ไขความผิดปกติของใบหน้าและการป้องกัน การรักษาโรคลมบ้าหมู ที่การทำงานของเซลล์ประสาทในสมองถูกรบกวนทำให้เกิดอาการชัก รวมทั้งปัญหาทางทันตกรรม นอกจากนี้ยังให้การวินิจฉัยเฉพาะจุดสำหรับการรักษาก่อนและหลังการผ่าตัดด้วย คนอินเดียเรียกรถไฟสายนี้ว่า “รถไฟวิเศษแห่งอินเดีย” ที่ ปัจจุบันดำเนินงานมานานถึง 30 ปีแล้ว ทำโครงการเข้าถึงคนอินเดียที่ด้อยโอกาสมากกว่า 170 โครงการ ใน 18 รัฐของอินเดีย ในรัศมี 200,000 กิโลเมตรZelma Lazarus ผู้ก่อตั้งกรรมการและซีอีโอของ NGO Impact India Foundation ซึ่งเป็นผู้บริหาร Life Line Express บอกว่า พันธกิจของเรา คือ การเข้าถึงคนยากจนและคนชายขอบในสังคม เราเริ่มต้นด้วยแนวคิดง่ายๆว่า ถ้าผู้คนไม่สามารถเข้าถึงโรงพยาบาลได้ ให้โรงพยาบาลไปหาพวกเขาเธอบอกว่า ทันทีที่รถไฟเคลื่อนขบวน นั่นหมายความว่า บนรถจะมีทั้งแพทย์อาสา ศัลยแพทย์ เจ้าหน้าที่และทีมงานด้านการแพทย์สาธารณสุขทั้งจากอินเดีย และต่างประเทศ ที่อุทิศตนเองเพื่อคนยากไร้ ออกเดินทางไปด้วยกัน และเราจะอยู่ที่หมู่บ้านประมาณ 3-4 สัปดาห์เพื่อดูแลพวกเขา สำหรับคนที่ผ่าตัด เราจะดู จนกว่าเขาจะอยู่ในระยะที่ปลอดภัยแล้ว และส่งต่อหน้าที่ให้กับแพทย์ระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิในพื้นที่ต่อไปความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับ Life Line Express คือ ความจำกัด แม้บนรถไฟจะมีอุปกรณ์การแพทย์ครบครันและสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมด เรียกได้ว่าเป็นโรงพยาบาลที่สมบูรณ์แบบเลยทีเดียว และเราเชื่อว่า Life Line Express คือ ความหวังอันแสนวิเศษที่ผู้คนหลายแสนคนในอินเดีย รอคอยให้เราไปหาเขาในวันหนึ่ง เพื่อรับคำปรึกษาทางการแพทย์ที่ดีที่สุดโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย Zelma บอกด้วยว่า มันเป็นไปไม่ได้เลย ที่เราจะไปได้ทุกที่ในดินแดนชมพูทวีปอันกว้างใหญ่ไพศาล แต่เราก็เชื่อว่า วิธีการและรูปแบบการทำงานของเราจะเปลี่ยนแปลงความคิดของคนในภาครัฐที่จะออกไปดูแลประชาชนให้มากขึ้น โดยเฉพาะผู้นำรัฐที่จะลุกขึ้นมาปรับปรุงระบบการดูแลสุขภาพของคนในชนบท ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID -19 หลายประเทศได้ใช้รูปแบบ “โรงพยาบาลรถไฟ” ดูแลประชาชน ทั้งอิตาลี ฝรั่งเศส รวมถึงรัสเซีย ทำให้ผู้ป่วยจำนวนนับหมื่นคนได้รับการดูแลที่ดีก่อนส่งถึงมือแพทย์ในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ และสามารถช่วยคนที่อยู่ห่างไกลให้ได้รับบริการทางการแพทย์ที่ไม่เหลื่อมล้ำอีกด้วยหรือว่าบางทีในยุค New Normal เราอาจต้องเรียนรู้วิธีคิดและบริหารจัดการแบบอินเดียบ้าง เพราะแม้แต่ยุโรป ก็ยังหันมามอง Mindset ของคนภารตะแบบ west meet East กันมากขึ้นเลย.