การที่ “มิเชล โหย่ว” คว้ารางวัลออสการ์ สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่อง “Everything Everywhere All at Once ซือเจ๊ทะลุมัลติเวิร์ส” ตอนอายุ 60 ปีเต็ม ไม่เพียงสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการฮอลลีวูด ในฐานะนักแสดงหญิงเอเชียคนแรกที่ได้ครองออสการ์ แต่เธอยังสร้างแรงบันดาลใจมหาศาลให้กับผู้หญิงทั้งโลกและชุมชนคนเอเชีย ซึ่งมักถูกด้อยค่าในสังคมตะวันตกที่ผู้ชายเป็นใหญ่มาข้ามศตวรรษ“ถึงเด็กชายเด็กหญิงทุกคนที่คล้ายฉัน นี่คือสัญญาณแห่งความหวังและความเป็นไปได้ นี่คือข้อพิสูจน์ว่าฝันให้ใหญ่ แล้วฝันนั้นจะกลายเป็นจริงได้...ถึงผู้หญิงทุกคน อย่าให้ใครมาบอกคุณว่า เธอแก่เกินจะเฉิดฉายแล้ว จงอย่ายอมแพ้!!”...สปีชทรงพลังบนเวทีประกาศรางวัลออสการ์ของ “มิเชล โหย่ว” ปลุกขวัญกำลังใจความฮึกเหิมให้ชุมชนคนเอเชียทั่วโลก ขณะเดียวกันก็สะท้อนถึงความทรหดรากเลือดของวงการฮอลลีวูด ที่เธอต้องฝ่าฟันมาตลอดหลายทศวรรษ เพื่อก้าวผ่านอคติทางเพศ และการกีดกันทางเชื้อชาติ เรียกว่าเลือดตาแทบกระเด็นกว่าจะมาถึงจุดที่ได้รับการยอมรับอย่างทุกวันนี้“ฉันเข้าสู่วงการหนังบู๊ เพราะไม่เคยเชื่อว่า ผู้หญิงต้องเป็นสาวน้อยสวยหวานเสมอไป เรื่องราวของผู้หญิงควรได้รับการบอกเล่าอย่างถูกต้อง” ตอนที่เธอไปถึงอเมริกาครั้งแรก ผู้คนคิดว่าต้องพูดกับเธอช้าๆ แต่เธอกลับรู้สึกต่างออกไป “พวกเขาตกใจมากที่ฉันพูดภาษาอังกฤษได้ ตอนนั้นฉันไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันไม่เข้าใจความหมายของการถูกเรียกว่าคนกลุ่มน้อย ฉันมาจากมาเลเซียที่เป็นสังคมพหุเชื้อชาติ และเรายอมรับในความแตกต่างของคนอื่นมาตลอด”“มิเชล โหย่ว” เป็นซือเจ๊ขาลุยในชีวิตจริงไม่แพ้บทบาทในจอ เธอไม่ได้แค่ต่อสู้เพื่อหาที่ยืนให้คนเอเชีย แต่ยังเป็นกระบอกเสียงให้กับนักแสดงหญิงอาวุโสทั้งโลกด้วย...“พวกเราหลายคน โดยเฉพาะผู้หญิง เข้าใจว่าเมื่อคุณอายุมากขึ้น คุณจะถูกจัดอยู่ในกรอบบางอย่าง ในฐานะนักแสดง บทบาทของคุณจะเล็กลงและไร้ความสำคัญลงเรื่อยๆ ในเมื่อเรามีนักแสดงชาย อายุ 60–70 ปี เล่นเป็นฮีโร่กอบกู้โลกได้ แต่ทำไมผู้หญิงจะทำอย่างนั้นไม่ได้” เธอพิสูจน์ให้แฟนๆเห็นแล้วว่า มนุษย์ป้าธรรมดาๆ ก็สามารถเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ได้ ในแบบฉบับของ “ซือเจ๊ทะลุมัลติเวิร์ส”ย้อนกลับไปดูเส้นทาง การเติบโตของ “มิเชล โหย่ว” เธอมีชื่อจีนว่า “หยาง จื่อฉยง” เกิดวันที่ 6 สิงหาคม 1962 ในเมืองอิโปห์ รัฐเปรัก ประเทศมาเลเซีย ครอบครัวของเธอมีเชื้อสายฮกเกี้ยน บิดาเป็นทนายความและนักการเมืองสังกัดพรรคสมาคมชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน เธอมีพรสวรรค์ตั้งแต่เด็ก ชอบเล่นเปียโนและรักศิลปะ ตอนเป็นวัยรุ่นสนใจเรื่องการเต้น จึงไปร่ำเรียนต่อที่สถาบันเต้นรำ “รอยัล อะคาเดมี ออฟ แดนซ์” ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ หลังเรียนจบปริญญาตรีด้านนฤมิตศิลป์ ตั้งใจจะเอาดีทางการเต้นบัลเล่ต์ แต่โชคร้ายเกิดอุบัติเหตุที่หลังซะก่อน ทำให้ต้องยุติความฝัน จึงผันตัวมาเข้าประกวดนางงาม และคว้ามงกุฎมิสมาเลเซียมาครอง ประตูวงการบันเทิงเปิดกว้างขึ้น เมื่อเธอได้มีโอกาสแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกในฮ่องกง ประชันบทกับหลิน จื่อเสียง และหงจินเป่า แต่มาโด่งดังในฐานะราชินีนักบู๊ ตอนเล่นหนังแอ็กชัน “Yes, Madam! โอ้โห ซือเจ๊” กวาดรายได้มากกว่า 10 ล้านเหรียญฮ่องกง จากนั้นก็มีผลงานการแสดงในฮ่องกงอย่างต่อเนื่องกว่า 17 เรื่อง โดยส่วนใหญ่เป็นหนังแนวแอ็กชันและกำลังภายใน ก่อนจะกระโดดเข้าสู่วงการฮอลลีวูดครั้งแรก รับบทเป็นสาวบอนด์ที่บู๊ได้ประกบ “เพียร์ซ บรอสแนน” ในภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ ตอน “Tomorrow Never Dies” ตามมาด้วยความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่จากการรับบทนำประชัน “โจว เหวินฟะ” ในหนังแอ็กชัน-กำลังภายในเรื่อง “Crouching Tiger, Hidden Dragon” ของ “อั้งลี่” ทำเงินทะลุหลักร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ พร้อมคว้า 4 รางวัลออสการ์ ทั้งภาพยนตร์ต่างประเทศ ยอดเยี่ยม, กำกับภาพยอดเยี่ยม, ดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และกำกับศิลป์ยอดเยี่ยม แต่ไม่ติดโผนักแสดงนำยอดเยี่ยม อย่างไรก็ดี แม้จะมีผลงานการแสดงออกมาอย่างต่อเนื่องไม่หยุด รวมถึงรับบทเด่นๆ อย่าง “ออง ซาน ซูจี”, ได้รับเชิญไปร่วมพิทักษ์จักรวาลกับค่ายมาร์เวล, ร่วมแสดงภาพยนตร์มหากาพย์ฟอร์มยักษ์ “อวตาร” และร่วมนำแสดงในภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้กะเทาะเปลือกชาวเอเชีย “Crazy Rich Asians” ประสบความสำเร็จทั้งรายได้และคำวิจารณ์ แต่ปีทองของ “มิเชล โหย่ว” เพิ่งเริ่มต้นก็ในปี 2022 เมื่อเธอได้รับเลือกจากนิตยสารไทม์ให้เป็นไอคอนแห่งปี 2022 ในฐานะดาราดังระดับดาวค้างฟ้าของเอเชีย ที่สร้างผลงานไว้มากมายกว่า 60 เรื่อง และครองชื่อเสียงมายาวนานหลายทศวรรษ ก่อนจะมาพีกสุดประสบความสำเร็จอย่างสูง สร้างประวัติศาสตร์นักแสดงหญิงเอเชียคนแรกที่ได้ครองออสการ์ และเป็นคนผิวสีคนที่สองที่ได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในรอบศตวรรษต้องยอมรับว่า “มิเชล โหย่ว” คือหญิงแกร่งแห่งวงการภาพยนตร์ ซึ่งสามารถทะลุมัลติเวิร์ส สร้างความเท่าเทียมกันให้เกิดขึ้นบนเวทีออสการ์ ที่ชุมชนคนเอเชียถูกมองข้ามมานาน เช่นเดียวกับมนุษย์ป้าก็แทบจะไม่มีที่ยืนแล้วในวงการฮอลลีวูด...สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงกำลังจะเกิดขึ้น เพราะนี่คือชัยชนะของคนเอเชีย และที่สุดแห่งความภูมิใจของมนุษย์ป้าทั้งโลก.ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ