สำหรับคนที่กำลังวางแผนจัดทริปพักผ่อนรับลมหนาวปลายปี การเปรียบเทียบส่วนลดระหว่างโครงการรัฐบาลกับการจองตรงโรงแรม จะช่วยให้เลือกตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุด
"ไทยเที่ยวไทยพลัส" รัฐช่วยจ่ายเท่าไหร่ มีคูปองอะไรบ้าง?
โครงการ "ไทยเที่ยวไทยพลัส" ปรับรูปแบบการสนับสนุนมาเป็นแบบ Flat Rate เพื่อให้ผู้ใช้นำไปวางแผนเดินทางได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเปิดให้ลงทะเบียนรับสิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง และมีรายละเอียดวงเงินสนับสนุนดังนี้
1. ส่วนลดค่าที่พัก Flat Rate
รัฐบาลช่วยสนับสนุนค่าห้องพักตามจริงสูงสุดไม่เกิน 1,500 บาทต่อคืนต่อสิทธิ์ โดยเปิดให้สิทธิ์สูงสุดคนละ 5 สิทธิ์ (5 คืน) หากค่าห้องพักคืนละ 1,200 บาท รัฐจะจ่ายให้ตามจริง 1,200 บาท แต่หากค่าห้องพักคืนละ 3,000 บาท รัฐจะช่วยจ่าย 1,500 บาท ส่วนต่างที่เหลือ 1,500 บาทผู้เดินทางเป็นผู้ชำระเอง
2. คูปองท่องเที่ยวดิจิทัล (E-Voucher)
มอบวงเงินสนับสนุนรูปแบบร่วมจ่าย (Co-payment 50:50) สำหรับใช้จ่ายร้านอาหาร สปา หรือบริการท่องเที่ยว โดยแบ่งตามพื้นที่เดินทาง ดังนี้
- เมืองหลัก รับคูปองสนับสนุนสูงสุด 1,500 บาทต่อสิทธิ์
- เมืองรอง รับคูปองสนับสนุนสูงสุด 2,000 บาทต่อสิทธิ์
ข้อดีของการ "จองตรงกับโรงแรม" ส่วนลดและสิทธิประโยชน์ลับที่รัฐให้ไม่ได้
แม้โครงการรัฐจะให้ส่วนลดเห็นๆ แต่การจองตรงกับโรงแรมโดยไม่ผ่านโครงการ ก็มีสิทธิประโยชน์เฉพาะตัวที่ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าและยืดหยุ่นในการเดินทาง
ส่วนลดสมาชิกและการสะสมแต้ม
โรงแรมส่วนใหญ่มักมีราคาสมาชิก (Member Rate) ที่มอบส่วนลดทันที 10-20% พร้อมรับแต้มสะสมไว้แลกห้องพักฟรีหรืออัปเกรดในอนาคต
- สิทธิพิเศษเพิ่มเติม จองตรงมักมาพร้อมข้อเสนอพิเศษ เช่น ฟรีอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน สิทธิ์อัปเกรดห้องพักไปยังระดับที่สูงขึ้น เลทเช็กเอาต์ได้ถึง 14.00 น. หรือเครดิตเงินสดสำหรับใช้บริการห้องอาหารและสปาภายในโรงแรม
- เงื่อนไขยืดหยุ่นกว่า การจองตรงมักเปิดโอกาสให้ยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงวันเข้าพักได้ฟรีล่วงหน้า 24-48 ชั่วโมง ต่างจากการใช้สิทธิ์รัฐที่ไม่สามารถยกเลิกหรือขอคืนเงินได้หากเปลี่ยนแผนเดินทาง
สถานการณ์แบบไหนควรใช้โครงการ vs แบบไหนควรจองตรง
ความคุ้มค่าของการเลือกช่องทางจองห้องพัก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขส่วนลดเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับระดับราคาโรงแรมและรูปแบบทริปของคุณด้วย
กรณีที่ควรใช้สิทธิ์ "ไทยเที่ยวไทยพลัส"
- โรงแรมราคาประหยัดถึงระดับกลาง (1,000 – 2,500 บาท) ส่วนลด 1,500 บาทต่อคืน คิดเป็นสัดส่วนที่สูงมาก เช่น ห้องพักราคา 2,000 บาท คุณจ่ายเพิ่มเพียง 500 บาทเท่านั้น
- เน้นเดินทางเที่ยวเมืองรอง การได้รับคูปอง E-Voucher สูงสุด 2,000 บาท ช่วยลดค่ากินดื่มและกิจกรรมในพื้นที่ลงได้ถึงครึ่งหนึ่ง
- เดินทางนอกช่วงเทศกาล เหมาะกับทริปที่วางแผนเดินทางในช่วงเปิดใช้สิทธิ์ปกติ (ช่วงพฤศจิกายน หรือ มกราคม–กุมภาพันธ์)
กรณีที่ควรเลือก "จองตรงกับโรงแรม"
- โรงแรมหรู 5 ดาว หรือรีสอร์ตพรีเมียม (5,000 บาทขึ้นไป) ส่วนลด 1,500 บาทจากรัฐคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อย เมื่อเทียบกับแพ็กเกจจองตรงที่มักแถมเครดิตอาหาร ฟรีอาหารเช้า และอัปเกรดห้อง ซึ่งรวมมูลค่าแล้วคุ้มกว่า 1,500 บาทเห็นๆ
- เดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่ (15 ธ.ค. – 15 ม.ค.) ช่วงเวลาดังกล่าวเป็น Blackout Period ของโครงการรัฐ ช่องทางจองตรงจึงเป็นตัวเลือกหลักและมักมีโปรโมชันต้อนรับปีใหม่
- ทริปที่มีความเสี่ยงต้องปรับเปลี่ยนวันเดินทาง การจองตรงช่วยลดความเสี่ยงจากการเสียเงินฟรี หากแผนการเดินทางของคุณยังไม่แน่นอน 100%
เช็กลิสต์ 3 สเต็ปก่อนกดจอง วิธีคำนวณราคาสุทธิให้ได้ดีลประหยัดที่สุด
- เช็กราคาสุทธิ (Net Price) ทั้งสองช่องทาง นำราคาห้องพักหลังหักส่วนลดรัฐ 1,500 บาท มาเปรียบเทียบกับราคาสมาชิกของการจองตรง โดยคำนวณจากยอดเงินจริงที่ต้องจ่ายออกจากกระเป๋า
- ประเมินมูลค่าคูปองและสิทธิพิเศษที่ใช้จริง หากใช้สิทธิ์รัฐ ให้ประเมินว่าคุณจะได้ใช้ E-Voucher ร้านอาหารตามแผนหรือไม่ ในทางกลับกัน หากจองตรงแล้วได้ฟรีอาหารเช้า (มูลค่า 500–800 บาทต่อคน) นำมูลค่านี้มาหักออกจากราคาห้องพักเพื่อหาความคุ้มค่าจริง
- ตรวจสอบเงื่อนไขความยืดหยุ่น เช็กนโยบายการยกเลิก การเปลี่ยนวันเดินทาง และช่วงเวลา Blackout Period ของทริปนั้นๆ หากทริปแน่นอน ชำระเงินแล้วเดินทางได้ชัวร์ การใช้สิทธิ์รัฐตอบโจทย์ แต่หากต้องการความยืดหยุ่น การจองตรงคือคำตอบ
โครงการไทยเที่ยวไทยพลัสและการจองตรงกับโรงแรมต่างมีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ทริปคนละสไตล์ การใช้สิทธิ์รัฐจะให้ความคุ้มค่าสูงสุดกับโรงแรมระดับกลางและทริปเที่ยวเมืองรอง ส่วนการจองตรงจะชนะในเรื่องสิทธิประโยชน์แฝง ความยืดหยุ่น และการพักผ่อนระดับพรีเมียม เพียงสละเวลา 5 นาทีคำนวณราคาสุทธิก่อนกดชำระเงินทุกครั้ง คุณก็สามารถจัดทริปเดินทางได้อย่างสบายใจและเซฟเงินในกระเป๋าได้คุ้มที่สุดในทุกทริป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง