โครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” กลับมาพร้อมส่วนลดคูปองอาหารและที่พักอีกครั้ง แต่ในปีนี้ภาครัฐได้เพิ่มมาตรการตรวจสอบเข้มงวดกว่าเดิม หากทำผิดเงื่อนไขแม้เพียงข้อเดียว อาจเสี่ยงถูกตัดสิทธิ์หรือระงับบัญชีโดยไม่รู้ตัว

การศึกษากฎเกณฑ์และเตรียมความพร้อมล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อให้แน่ใจว่าการใช้สิทธิ์ของคุณจะถูกต้อง และช่วยให้การเดินทางตลอดทริปเป็นไปอย่างราบรื่นไร้ปัญหา 

สรุปสิทธิประโยชน์ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ได้อะไรบ้าง

สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนผ่านตามเงื่อนไข โครงการได้จัดเตรียมการสนับสนุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวในประเทศ โดยแบ่งสิทธิประโยชน์ออกเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้

1. ส่วนลดค่าที่พักและโรงแรม 

รัฐบาลช่วยสนับสนุนค่าห้องพัก 40% ของราคาจริง โดยให้สิทธิ์สูงสุดไม่เกิน 1,500 บาทต่อคืน (จำกัดจำนวนคืนตามที่โครงการกำหนดต่อ 1 สิทธิ์)

2. คูปองดิจิทัล (E-Coupon) 

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

วงเงินสนับสนุนสำหรับใช้จ่ายค่าอาหาร ค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว หรือร้านค้าที่ร่วมรายการ สูงสุด 2,000 บาทตลอดระยะเวลาโครงการ โดยเงินจะเข้าผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังเป็นรายวันหลัง Check-in เข้าที่พักเรียบร้อยแล้ว

ข้อผิดพลาดที่ 1: ซื้อขายสิทธิ์ โอนสิทธิ์ หรือฮั้วกับร้านค้า/ที่พัก

พฤติกรรมการแลกสิทธิ์เป็นเงินสด การรับจ้างจองสิทธิ์แทนผู้อื่น หรือการสแกนใช้คูปองโดยไม่ได้เข้าพักจริง ถือเป็นความผิดร้ายแรงในมาตรการตรวจสอบยุคนี้

ระบบหลังบ้านของแอปพลิเคชันเป๋าตังมีการเชื่อมโยงข้อมูลพิกัด GPS และพฤติกรรมการทำธุรกรรมด้วยระบบ AI หากตรวจพบความผิดปกติ เช่น มีการสแกนจ่ายเงินในพิกัดที่ห่างจากตำแหน่งจริงของผู้ใช้ หรือมีการโอนเงินวนระหว่างผู้ใช้กับผู้ประกอบการ สิทธิ์จะถูกระงับทันที

นอกจากนี้ การกระทำดังกล่าวยังเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีอาญาและโดนบันทึกชื่อใน Blacklist ย้อนหลัง ส่งผลให้หมดสิทธิ์เข้าร่วมโครงการสนับสนุนจากภาครัฐในอนาคตทั้งหมด

ข้อผิดพลาดที่ 2: ปักหมุดเดินทางช่วง Blackout Period (15 ธันวาคม – 15 มกราคม)

หลายคนวางแผนลาพักร้อนเพื่อใช้สิทธิ์สวัสดิการเดินทางช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ แต่โครงการกำหนดช่วงเวลาเว้นวรรคการใช้สิทธิ์ (Blackout Period) ระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2569 ถึง 15 มกราคม 2570

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

การกำหนดช่วงเวลานี้มีเป้าหมายเพื่อกระจายการท่องเที่ยวไปยังช่วงนอกฤดูกาล (Off-Peak) และลดความแออัดของสถานที่ท่องเที่ยว การเลือกวันเดินทางในช่วงดังกล่าวจะไม่สามารถดึงระบบส่วนลดหรือใช้ E-Coupon ของโครงการได้

ดังนั้น การตรวจสอบปฏิทินวันเดินทางก่อนกดยืนยันจองห้องพักจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อป้องกันไม่ให้เสียสิทธิ์ไปโดยเปล่าประโยชน์

ข้อผิดพลาดที่ 3: จองแบบ Walk-in ไม่ผ่านระบบ หรือบัญชียังไม่อนุมัติ KYC

การเดินเข้าไปติดต่อขอใช้สิทธิ์หน้าเคาน์เตอร์โรงแรมโดยไม่ได้ทำการจองผ่านระบบล่วงหน้า ไม่สามารถทำได้ในโครงการนี้ เนื่องจากขั้นตอนการยืนยันสิทธิ์และการชำระเงินส่วนต่าง (60%) จำเป็นต้องดำเนินการผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังตามระยะเวลาที่กำหนดก่อนวันเข้าพักจริง

นอกจากนี้ สำหรับผู้สมัครใหม่หากยังดำเนินการยืนยันตัวตน (KYC) ไม่สมบูรณ์ เช่น สแกนใบหน้าไม่ผ่าน หรือข้อมูลบัตรประชาชนไม่อัปเดต ระบบจะไม่สามารถออก E-Voucher ให้ได้ ทำให้เสียสิทธิ์ในทริปนั้นไปโดยปริยาย

การเตรียมความพร้อมก่อนออกเดินทางเป็นหัวใจสำคัญของการใช้สิทธิ์ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ผู้ใช้สิทธิ์ควรอัปเดตแอปพลิเคชันเป๋าตังให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด ตรวจสอบสถานะการยืนยันตัวตน (KYC) ให้เรียบร้อยล่วงหน้า และวางแผนวันเดินทางให้อยู่นอกช่วง Blackout Period เพื่อป้องกันการเสียสิทธิ์โดยไม่ตั้งใจ

ก่อนทำการตัดสินใจจอง แนะนำให้เช็กลิสต์รายชื่อโรงแรม ที่พัก และร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการอย่างเป็นทางการผ่านช่องทางของรัฐบาลทุกครั้ง เพื่อให้ทุกทริปพักผ่อนของคุณเต็มไปด้วยความคุ้มค่าและสบายใจที่สุด

ข้อมูลอ้างอิง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง