ข้อควรรู้ก่อนเลือก “ฉีดวัคซีนโควิดนักเรียน” ในปี 2564/2021

ข่าว

    ข้อควรรู้ก่อนเลือก “ฉีดวัคซีนโควิดนักเรียน” ในปี 2564/2021

    ไทยรัฐออนไลน์

    16 ก.ย. 2564 15:58 น.

    การฉีดวัคซีนโควิดให้แก่นักเรียน ดูจะเป็นทางออกให้เด็กไปโรงเรียนได้ในสถานการณ์โควิดช่วงปีการศึกษาหน้า อย่างไรก็ดี ข้อควรระวังของวัคซีนที่จะนำมาใช้แก่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ก็เป็นที่เฝ้าระวังด้านความปลอดภัยของสาธารณสุขทั่วโลก

    เด็กนักเรียนที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด “ซิโนฟาร์ม-ไฟเซอร์” ควรรู้อะไรบ้าง

    ปัจจุบัน “วัคซีนซิโนฟาร์ม” และ “วัคซีนโควิดไฟเซอร์” กำลังจะเป็นทางเลือกให้กับกลุ่มเด็กนักเรียนไทย ดังนี้

    กลุ่มที่ 1 : เด็กนักเรียนที่จะได้รับ “วัคซีนโควิดซิโนฟาร์ม”

    เด็กนักเรียนอายุ 10-18 ปีที่จะเข้ารับวัคซีนโควิดซิโนฟาร์มจากวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ทางโรงเรียนจะลงทะเบียนผ่าน เว็บไซต์ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ในวันที่ 8 กันยายน 2564 เพื่อเข้ารับการฉีดโดย “โรงพยาบาลจุฬาภรณ์”ในวันที่ 20 กันยายน 2564 ณ ศูนย์ฉีดวัคซีนตัวเลือกซิโนฟาร์ม ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ บมจ. โทรคมนาคม อาคาร 9 ถนนแจ้งวัฒนะ

    โดยทางสถาบันการศึกษาเป็นผู้ยื่นความประสงค์จัดสรรวัคซีนให้กับนักเรียน ในการเปิดรอบโครงการ VACC 2 School นี้จะมีเด็กนักเรียนจำนวน 50,000 คน ที่ได้รับการฉีดวัคซีนซิโนฟาร์ม และคาดว่าจะเปิดรอบต่อไปในอนาคต

    กลุ่มที่ 2 : เด็กนักเรียนที่จะได้รับ “วัคซีนโควิดไฟเซอร์”

    ศูนย์ข้อมูล COVID-19 กรมประชาสัมพันธ์เผยแผนไทม์ไลน์การฉีดวัคซีนโควิดไฟเซอร์ให้แก่เด็กนักเรียนไทยในช่วงเดือนตุลาคม 2564 ดังนี้
    10-17 กันยายน 2564 : โรงเรียนและสถานศึกษาเตรียมรายชื่อและจำนวนนักเรียน
    17-22 กันยายน 2564 : โรงเรียนและสถานศึกษาทำความเข้าใจและให้ข้อมูลแก่ผู้ปกครอง
    21-24 กันยายน 2564 : โรงเรียนและสถานศึกษาเชิญผู้ปกครองแจ้งความประสงค์ให้นักเรียนเข้ารับวัคซีนไฟเซอร์
    25 กันยายน 2564 : โรงเรียนและสถานศึกษานำส่งบัญชีรายชื่อนักเรียนที่จะรับไฟเซอร์ส่ง สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.)
    28-30 กันยายน 2564 : ศธจ. วางแผนและกำหนดการฉีดวัคซีนรายโรงเรียน
    1 ตุลาคม 2564 : โรงเรียนและสถานศึกษารับทราบกำหนดการฉีดวัคซีนและจัดเตรียมสถานที่
    4 ตุลาคม 2564 : เริ่มการฉีดวัคซีนแก่เด็กนักเรียน

    ติดตามข่าว ฉีดวัคซีนไฟเซอร์เด็กนักเรียนล่าสุด คลิกที่นี่

    ข้อควรรู้เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนโควิดเด็กนักเรียน

    แม้จะมีทางเลือกถึง 2 วัคซีน แต่ทาง ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย แนะนำวัคซีนที่จะฉีดแก่เด็กอายุ 12 ปี ควรเป็นวัคซีนที่ได้รับการรับรองจาก อย. เท่านั้น ซึ่งตามประกาศ ณ วันที่ 7 กันยายน 2564 มีเพียงชนิดเดียวคือ วัคซีน mRNA ของ Pfizer-BioNTech

    จากประกาศฉบับนี้มุ่งเน้นถึงความปลอดภัยของเด็กในช่วงอายุที่กำลังเติบโต คลิกดูประกาศ “คำแนะนำการฉีดวัคซีนโควิด-19 สำหรับเด็กและวัยรุ่นอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป (ฉบับที่ 2)” ได้ที่นี่

    ผู้ปกครองควรให้เด็กนักเรียนเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิดหรือไม่?

    เนื่องจากวัคซีนโควิดเป็นเรื่องใหม่ของวงการการแพทย์ทั่วโลก บริษัทต่างๆ ที่ศึกษาวิจัยวัคซีน ยังคงเดินหน้าเก็บข้อมูลความปลอดภัยเมื่อใช้วัคซีนกับเด็ก แต่ข้อควรระวังที่ศึกษากันอยู่ คือผลต่อการเติบโต และสุขภาพของเด็กในอนาคต ผู้ปกครองควรพิจารณาเลือกวัคซีนดังนี้

    1. บุตรหลานของท่าน อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่

    แม้จะมีผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้นตามการระบาด แต่ผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อโควิด-19 ส่วนใหญ่มักมีอาการไม่รุนแรงและมีอัตราเสียชีวิตน้อย ปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยเด็กติดเชื้อเสียชีวิตมักมาจากโรคประจำตัวเรื้อรัง ดังนั้นหากต้องการให้บุตรหลานอายุ 12 ปี ขึ้นไปเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด ควรพิจารณาตามปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรครุนแรง ดังนี้

    1. เด็กที่มีดัชนีมวลกาย BMI = 35 หรือเด็กอายุ 12-13 ที่มีน้ำหนัก 70 กิโลกรัมขึ้นไป และเด็กอายุ 13-15 ปี ที่มีน้ำหนัก 80 กิโลกรัมขึ้นไป และเด็กอายุ 15-18 ปี ที่มีน้ำหนัก 90 กิโลกรัมขึ้นไป เนื่องจากเมื่อติดเชื้อโควิด-19 รุนแรงแล้วอาจเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากภาวะทางเดินหายใจอุดกั้น
    2. เด็กที่มีโรคประจำตัวเป็นโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง และโรคหอบหืดปานกลางถึงรุนแรง
    3. เด็กที่มีโรคประจำตัวเป็นโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง
    4. เด็กที่มีโรคประจำตัวเป็นโรคไตวายเรื้อรัง
    5. เด็กที่มีโรคประจำตัวเป็นโรคมะเร็งและภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ
    6. เด็กที่มีโรคประจำตัวเป็นเบาหวาน
    7. เด็กที่มีโรคประจำตัวเป็นโรคทางพันธุกรรม รวมทั้งกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม และภาวะระบบประสาทบกพร่องอย่างรุนแรง และเด็กที่มีพัฒนาการช้า

    2. ควรเลือกฉีดวัคซีนให้กับลูกหลานอายุเท่าไร

    จากประกาศของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ ข้างต้นนั้น แนะนำให้ฉีดวัคซีนให้กับเด็กอายุ 16-18 ปี ในกลุ่มเด็กที่แข็งแรงปกติและมีโรคประจำตัวเรื้อรัง เมื่อมีข้อมูลเรื่องประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีนป้องกันโควิด-19 มากเพียงพอ

    ข้อปฏิบัติตัวสำหรับเด็กนักเรียนหลังฉีดวัคซีนโควิด

    จากประกาศฉบับนี้แนะนำให้เด็กนักเรียนที่เพิ่งเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิดไฟเซอร์มานั้นงดออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมอย่างหนัก เป็นเวลา 1 สัปดาห์หลังฉีดวัคซีน เนื่องจากมีรายงานการเกิดผลข้างเคียงกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบหลังฉีดวัคซีนโควิด-19 ประเภท mRNA

    หากมีอาการแน่นหน้าอก หายใจเหนื่อย หรือหายใจไม่อิ่ม ในสั่น หน้ามืด เป็นลม ควรพบแพทย์ เพื่อสังเกตอาการกล้ามเนื้อหัวใจหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ และให้แพทย์พิจารณารักษาเพิ่มเติม

    สรุปได้ว่า แม้ปี 2564 มีวัคซีนโควิด-19 ให้เลือกฉีดอยู่ 2 ยี่ห้อ คือ ซิโนฟาร์มและไฟเซอร์ แต่ทางกลุ่มราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย แนะนำให้ฉีดในเด็กอายุ 16 ปีขึ้นไปก็ต่อเมื่อมีข้อมูลความปลอดภัยของวัคซีนโควิดมากกว่าที่มีอยู่ จึงเป็นข้อคิดให้ผู้ปกครองตัดสินใจยอมรับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของบุตรหลานตามข้อมูล ณ ปัจจุบัน

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ฉีดวัคซีนนักเรียนเด็ก วัคซีนโควิดวัคซีนโควิดเด็กนักเรียนวัคซีนโควิดวัยรุ่นวัคซีนโควิดเด็กฉีดวัคซีนโควิดเด็กซิโนฟาร์ม เด็กไฟเซอร์ เด็ก

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม 2564 เวลา 20:46 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์