นำแบบอย่าง “Plogging วิ่งเก็บขยะ” จากสวีเดนมาใช้ที่คุ้งบางกะเจ้าร่วมสร้างแรงบันดาลใจเพื่อกระตุ้นจิตสำนึกสู่ปฏิบัติการด้านการอนุรักษ์ และฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง ทั้งยังได้ออกกำลังกายไปด้วยในตัว บลูคาร์บอนโซไซตี้ (Blue Carbon Society) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ได้ชวนพนักงานกลุ่มบริษัทดีที และเชลล์ฮัท กว่า 300 คน ร่วมกิจกรรม “Blue Plogging วิ่งเก็บขยะ” ที่สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ สมุทรปราการ (คุ้งบางกะเจ้า) เมื่อเร็วๆนี้ ดร.ชวัลวัฒน์–ทิพพาภรณ์ (เจียรวนนท์) อริยวรารมย์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Blue Carbon Society เปิดเผยว่า กิจกรรม “Plogging วิ่งเก็บขยะ” มาจากคำว่า Jogging + Picking up หรือ Plocka Upp ในภาษาสวีเดน ซึ่งเป็นประเทศแรกที่จัดการวิ่งประเภทนี้ในปี 2559 ก่อนจะได้รับความนิยมไปทั่วโลก เป็นการ “วิ่งไป เก็บขยะไป” มีประโยชน์ทั้งต่อสุขภาพของผู้วิ่งและส่วนรวม คือชุมชนสะอาด การจัดกิจกรรม Blue Plogging วิ่งเก็บขยะครั้งนี้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ Blue Carbon Society มุ่งมั่นให้เป็นแนวทางในการปกป้องท้องทะเล ภายใต้พันธกิจของสมาคมฯ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งทะเล ในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงปกป้องอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งให้มีความสมดุล ลองคิดดูว่าโดยเฉลี่ย 1 คน วิ่งเก็บขยะได้ประมาณ 2 กิโลกรัม ภายในครึ่งวัน ถ้าคนไทยทั้งประเทศกว่า 60 ล้านคน ช่วยกันวิ่งเก็บขยะ ก็จะช่วยลดปริมาณขยะได้มากถึง 120 ล้านกิโลกรัม นี่คือพลังสังคมที่ลุกขึ้นมาปกป้องท้องทะเล และในการวิ่งครั้งนี้เราได้ขอให้ผู้วิ่งนำถุงพลาสติกเก็บขยะและกระบอกน้ำมาเองจากบ้าน เพื่อไม่สร้างขยะพลาสติกเพิ่มจากการจัดกิจกรรม โดยได้ประสานกับบริษัทคัดแยกขยะรีไซเคิล วงษ์พาณิชย์ จำกัด เพื่อมารับขยะไปคัดแยกและกำจัดอย่างถูกวิธี นอกจากนี้ คุณทิพพาภรณ์ ได้กล่าวเสริมว่า กิจกรรม plogging ลดขยะบนบก เพื่อป้องกันขยะไหลลงสู่ทะเล ถือเป็นปฐมบทแห่งการดูแลรักษา ฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง สิ่งสำคัญที่ได้รับตามมาคือการต่อชีวิต ยืดอายุสัตว์ทะเลหายากใกล้สูญพันธุ์ ทั้งเต่าทะเล พะยูน โลมา แมงดาทะเล ให้อยู่ในท้อง ทะเลอย่างที่ควรจะเป็น เพราะเมื่อสัตว์ทะเลเหล่านี้ไม่ได้รับผลกระทบจากขยะพลาสติก ในทะเล ก็จะอยู่ในระบบนิเวศท้องทะเลอย่างสมดุล ทำให้มีพื้นที่ Blue Carbon เพื่อดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นโดยปริยายขณะเดียวกัน องค์การบริหารส่วนตำบลบางกะเจ้า ได้เปิดเผยว่า สัดส่วนขยะที่พบมากที่สุดที่บางกะเจ้าในปัจจุบัน ได้แก่ ถุงพลาสติก 40% ขยะอินทรีย์ 26% ขยะรีไซเคิล (แก้วและกล่องนม) 24% ขยะมูลฝอยทั่วไป 8% และขยะอันตราย 2% คุ้งบางกะเจ้าจึงมีความเสี่ยงต่อการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งจะส่งผลกระทบไปสู่ระบบนิเวศทางทะเล ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ชุมชนและทุกฝ่ายต้องเริ่มต้นดูแล และฟื้นฟูพื้นที่บริเวณคุ้งบางกะเจ้า ให้ลดความเสี่ยงต่อปัญหาปริมาณขยะ โดยเฉพาะขยะพลาสติกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง.