ระยะนี้มีเพื่อนฝูงหลายคน ที่อยู่ๆก็เกิดอาการหน้าเบี้ยวครึ่งซีกขึ้นมาแบบงงๆ ไม่รู้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร เลยต้องไปหาคำตอบเพื่อจะได้รู้จักและเข้าใจอาการของโรคนี้ให้มากขึ้นการเกิดหน้าเบี้ยวครึ่งซีก ที่ศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า Bell’s Palsy หรือภาวะที่กล้ามเนื้อใบหน้าข้างใดข้างหนึ่งอ่อนแรงหรือเกิดอัมพาตชั่วขณะ เกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน อาจเกิดจากอุบัติเหตุ เนื้องอก หรืออาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส เช่น งูสวัด (Herpes zoster) ที่แฝงอยู่ในปมประสาท โดยเฉพาะเมื่อร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำ หรือในหญิงตั้งครรภ์ ที่มีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไปถึง 3 เท่า โดยมักเกิดขึ้นเฉพาะระยะสามเดือนสุดท้าย และหลังคลอดบุตร รวมไปถึงผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่เคยเกิดอุบัติเหตุ หรือได้รับการกระทบกระเทือนทางสมอง ก็สามารถเกิดโรคนี้ได้ ในกรณีที่เกิดจาก Varizella Zoster Virus ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกันกับที่ทำให้เกิดอาการของโรคอีสุกอีใส จะเรียกอาการหน้าเบี้ยวว่า รัมเซย์ ฮันต์ ซินโดรม (Ramsay Hunt Syndrome) ส่วนใหญ่มักเกิดกับคนที่เคยเป็นโรคนี้แล้วและไวรัสอาจจะยังอยู่ในร่างกาย โดยไม่ก่อให้เกิดโรคได้หลายปี แต่เมื่อก่อโรคก็จะเป็นสาเหตุให้เกิดการอักเสบได้ ซึ่งหากเป็นอาการที่เกิดจากไวรัส จะได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส ร่วมกับการรักษาตามอาการ และการทำกายภาพบำบัด และอาจต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูจนกลับมาใกล้เคียงกับปกติประมาณ 3 เดือน ขึ้นกับระดับความรุนแรงและความเสียหายที่เกิดขึ้น และความสามารถของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อในการฟื้นตัวอาการของโรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีก มักจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และรุนแรงภายใน 24-48 ชั่วโมง โดยอาการมากหรือน้อยนั้นจะแตกต่างกันในแต่ละราย ส่วนใหญ่มักมีอาการมากขึ้นในช่วง 1-2 ชั่วโมงแรกจนถึง 1-3 วันแรก แต่บางรายอาจมีอาการเป็นมากขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ถึง 14 วัน อาการส่วนใหญ่จะเริ่มจากมีอาการเตือน ปวดหลังหู ก่อนที่จะเริ่มมีปากเบี้ยว และหลับตาไม่ได้กล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงครึ่งซีก รู้สึกตึงหนักใบหน้าซีกนั้น ไม่ขยับตอบสนองตามที่ควรจะเป็นได้ เวลาบ้วนน้ำหรือน้ำลายจะไหลออกมาทางมุมปากข้างที่มีอาการ ตาข้างนั้นจะปิดได้ไม่สนิท เคืองตา ยักคิ้วไม่ขึ้น อาจรู้สึกมีเสียงก้องๆ ในหูข้างที่เป็น อาจพบความผิดปกติของการรับรสของลิ้นส่วนหน้าซีกที่เป็นร่วมด้วยการตรวจวินิจฉัยและรักษา แพทย์จะตรวจเพื่อวินิจฉัยสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้เกิดหน้าเบี้ยวครึ่งซีก โดยแพทย์อาจตรวจร่างกาย เพื่อดูการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใบหน้า เช่น หลับตา เลิกคิ้ว หรือฉีกยิ้ม รวมทั้งสอบถามอาการของผู้ป่วย เพื่อพิจารณาว่าอาการที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากปัญหาสุขภาพอื่นหรือไม่ รวมทั้งอาจจะมีการตรวจพิเศษอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ตรวจเลือด การตรวจกราฟไฟฟ้าของเส้นประสาท การตรวจน้ำไขสันหลัง การตรวจเอกซเรย์สมอง เป็นต้น ปัจจุบัน การรักษาอาการหน้าเบี้ยวครึ่งซีก แพทย์อาจใช้การรักษาด้วย เทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า TMS โดยใช้เครื่องส่งสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไปยังเส้นประสาทคู่ที่ 7 โดยตรง เพื่อช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น เร่งระยะเวลาการรักษา ใบหน้าอ่อนแรงฟื้นฟูได้เร็วขึ้น ถือเป็นการรักษาที่ไม่มีความเสี่ยง ไม่ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บต่ออวัยวะโดยรอบการรักษาแบบนี้มีข้อจำกัดคือ ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคลมชักมาก่อน ผู้ที่มีการฝังโลหะ ฝังอุปกรณ์ในหู หรือชิ้นส่วนของโลหะในสมอง ผู้ติดเครื่องกระตุ้นหัวใจหรือเครื่องมือที่ฝังอยู่ในร่างกายไม่สามารถรักษาได้โดยโรคนี้ เป็นโรคที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ถ้าร่างกายยิ่งอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันยิ่งอ่อนแอก็ยิ่งมีโอกาสเป็นได้ง่ายขึ้น แต่สามารถรักษาให้หายได้หากรู้สึกว่ามีอาการที่สงสัยว่าจะเป็นอาการของโรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีก ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่ถูกต้องอย่างรวดเร็วและทันเวลา.