คอลัมน์ Sustainable Together สัปดาห์นี้ ได้ร่วมคณะติดตาม นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ไปเยี่ยมชมการดำเนินงานของ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ภาคที่ 4 จังหวัดอุดรธานี
ที่ได้ดำเนินเชิงรุกผ่านกรณีศึกษา พื้นที่แปลงปลูกอ้อยต้นแบบ ที่อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี ที่ได้ใช้นวัตกรรมเข้าไปช่วยสนับสนุนชาวไร่อ้อย ผ่านเทคโนโลยี “การปรับปรุงบำรุงดินและการผสมปุ๋ยใช้เอง” ตามผลวิเคราะห์ดิน เพื่อแก้ปัญหาดินเสื่อมโทรม อย่างตรงจุด ยกระดับประสิทธิภาพการเพาะปลูก สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และตอบรับมาตรฐานเกษตรยั่งยืนระดับสากลผ่านแผนงานต่างๆ
อาทิ 1.มิติในการพลิกฟื้นดินผ่านแนวทางผสมผสาน และการปรับปรุงบำรุงดิน เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างดินที่เสื่อมสภาพให้กลับมาอุดมสมบูรณ์และเอื้อต่อการเจริญเติบโตของอ้อยในระยะยาว โดยชาวไร่อ้อยต้องเริ่มต้นจากการ “ตรวจวิเคราะห์ดิน” เพื่อกำหนดสูตรการปรับปรุงดิน และผสมปุ๋ยเฉพาะแปลงได้อย่างแม่นยำ ประกอบด้วย การปรับปรุงดินด้วยปุ๋ยแร่ธาตุที่เลือกใช้ทั้งแร่ธาตุธรรมชาติ (หินฟอสเฟต, โดโลไมต์ ปรับสภาพกรด-ด่าง และปุ๋ยโปแตสเซียม) และปุ๋ยแร่ธาตุจากการผลิตทางเคมี (แอมโมเนียมซัลเฟต, ทริปเปิลซูเปอร์ฟอสเฟต) เพื่อเติมเต็มธาตุอาหารหลักที่ขาดหายอย่างรวดเร็ว
รวมทั้งการฟื้นฟูด้วยปุ๋ยอินทรีย์ ด้วยการใช้ปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอก ปรับปรุงโครงสร้างดิน เพิ่มอินทรียวัตถุ ช่วยให้ดินโปร่ง ร่วนซุย อุ้มน้ำและถ่ายเทอากาศได้ดี พร้อมส่งเสริมการปลูกปุ๋ยพืชสด (พืชตระกูลถั่ว) ไถกลบช่วงออกดอกและพักดิน 7–14 วัน ก่อนปลูกอ้อย เพื่อเพิ่มไนโตรเจนธรรมชาติสะสมในดิน และการเสริมประสิทธิภาพด้วยปุ๋ยชีวภาพ (Biofertilizer) ผสานพลังจุลินทรีย์ที่มีชีวิต เช่น กลุ่มตรึงไนโตรเจน (Azotobacter sp., Bacillussp.), กลุ่มละลายฟอสเฟต (ไมโคไรซา), กลุ่มปลดปล่อยโปแตสเซียม (Bacillus, ย่อยสลายแร่ไมกา/เฟลด์สปาร์)
2.มิติด้านเศรษฐกิจที่เน้นลดต้นทุน ปลดล็อกกำไรชาวไร่อ้อยด้วยการลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีสำเร็จรูป เช่น การซื้อแม่ปุ๋ยและสารปรับปรุงดิน มาผสมใช้เองตามค่าวิเคราะห์ดินจริง ช่วยลดการใส่ปุ๋ยเกินความจำเป็น เมื่อเทียบกับการใช้ปุ๋ยสูตรสำเร็จรูปในท้องตลาด รวมทั้งการฟื้นฟูโครงสร้างทางกายภาพ และชีวภาพของดิน ช่วยลดความถี่และปริมาณ การใช้สารเคมีในรอบการเพาะปลูกถัดไป ส่งผลให้กำไรต่อไร่ของชาวไร่อ้อยเพิ่มสูงขึ้น
3.มิติด้านประสิทธิภาพเกษตรแม่นยำ เพิ่มผลผลิตและค่าความหวาน (C.C.S.) ผ่านมาตรการการดูดซึมธาตุอาหารสมบูรณ์แบบ เพื่อทำให้ดินที่มีอินทรียวัตถุและจุลินทรีย์เหมาะสม ช่วยให้ระบบรากอ้อยแผ่กระจายและดูดซึมธาตุอาหารได้เต็มที่ ลดการสูญเสียปุ๋ยจากการชะล้าง และการยกระดับผลผลิตและคุณภาพอ้อย ด้วยการจัดการดินที่ได้สัดส่วนช่วยเพิ่มน้ำหนักผลผลิตต่อไร่ (ตัน/ไร่) ตลอดจนช่วยเพิ่มค่าความหวาน (C.C.S.) ของอ้อยเข้าโรงงาน
4.การตอบโจทย์มาตรฐานสากลและความยั่งยืนให้สอดรับมาตรฐานการผลิตอ้อยและน้ำตาลอย่างยั่งยืน เช่น Bonsucro (ระบบมาตรฐานสากลและความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่ายที่ไม่แสวงหาผลกำไร) ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั่วโลก ผ่านแผนการปรับปรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ และจุลินทรีย์ชีวภาพ ช่วยลดการพึ่งพาเคมีสังเคราะห์ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากการใช้ปุ๋ยเคมีเกินขนาด ซึ่งเป็นเกณฑ์ชี้วัดสำคัญของมาตรฐานการเพาะปลูกอย่างยั่งยืน
เขาย้ำทิ้งท้ายว่า ทั้งหมดนี้เป็นมาตรการ การอนุรักษ์ทรัพยากรดินและสิ่งแวดล้อม ที่สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ป้องกันปัญหาดินแน่นทึบ ดินกรด รักษาความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศในแปลงอ้อย รองรับการเพาะปลูกอ้อยตอได้หลายปี โดยที่ผลผลิตไม่ลดลง.
อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” เพิ่มเติม
