แนวคิดการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือกระบวนการผลิตสินค้าไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และการนำเศษเหลือทิ้งกลับมาใช้ใหม่ ไม่ได้มีเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าเกษตร หรือ เกษตรแปรรูปเท่านั้น แต่แนวคิดนี้ยังเกิดขึ้นในกลุ่มสินค้า “ศิลปหัตถกรรมไทย” ด้วย
คอลัมน์ Sustainable Together สัปดาห์นี้ จะพาไปรู้จักการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรม ภายใต้แนวคิด “Waste to Craft” เปลี่ยนวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตให้กลับมาเป็นงานหัตถกรรมสร้างสรรค์ ที่เพิ่มมูลค่าวัตถุดิบท้องถิ่น และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน
“นายอนุชา ทีรคานนท์” ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT ภายใต้การกำกับของกระทรวงพาณิชย์ เล่าว่า แต่ละปี SACIT สนับสนุนทุนวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ ภูมิปัญญา หรือทรัพยากรที่มีศักยภาพ และนำงานวิจัยไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์จริง โดยเฉพาะการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่ช่วยยกระดับวัตถุดิบ การผลิต การออกแบบ และผลิตภัณฑ์ ให้สร้างมูลค่าและโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ชุมชน
สำหรับงานวิจัย “ฟื้นฟูคุณค่าเส้นใยไหม นวัตกรรมงานหัตถกรรมจากวัสดุเหลือใช้” ที่ SACIT ได้ให้ทุนวิจัยนั้น เป็นการศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการฟื้นฟูและแปรรูปเส้นใย เพื่อนำวัสดุเหลือใช้กลับมาเป็นวัตถุดิบสำหรับสร้างสรรค์งานหัตถกรรมรูปแบบใหม่ ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้ทรัพยากร ลดของเสียจากกระบวนการผลิต และสร้างโอกาสในการพัฒนาอาชีพและรายได้ให้แก่ชุมชน
“สินค้าจากแบรนด์ Socoon สมาชิกของ SACIT ชุมชนรังไหมประดิษฐ์ จังหวัดสระบุรี เป็นหนึ่งในตัวอย่างการนำแนวทางดังกล่าวไปสู่การใช้ประโยชน์จริง และพัฒนาเป็นวัตถุดิบสำหรับงานหัตถกรรมร่วมสมัย โดย SACIT ยังได้ช่วยพัฒนาด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ และช่วยขยายโอกาสทางการตลาดให้แบรนด์ด้วย”
ส่วน “นายกิติศักดิ์ ขจรภัย” แบรนด์ Socoon บอกว่า จุดเริ่มต้นเกิดจากเห็นว่า รังไหมที่ไม่ได้มาตรฐานและวัสดุเหลือจากการผลิต เช่น ใยไหมสาง จะถูกทิ้งและกลายเป็นขยะทางการเกษตร จึงนำวัสดุเหล่านี้มาทดลอง ออกแบบ และพัฒนา จนต่อยอดเป็นงานหัตถศิลป์ร่วมสมัย ที่สร้างรายได้ให้ชุมชน ภายใต้แบรนด์ Socoon ชื่อที่เกิดจากการผสานคำว่า “So” สื่อถึงความเปี่ยมด้วยคุณค่า ทั้งวัตถุดิบและความใส่ใจ เข้ากับคำว่า “Cocoon” หรือรังไหม ที่สื่อถึงการปกป้องและการฟูมฟัก
องค์ความรู้จากทุนวิจัยของ SACIT คือ เทคนิคการแปรรูปใยไหมเหลือใช้ให้เป็น “เส้นไหมพรม” โดยนำใยไหมที่เหลือจากกระบวนการผลิตมาคัดแยก ทำความสะอาด สางเพื่อฟื้นคืนสภาพเส้นใย และปั่นเป็นเส้นไหม เพื่อนำกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบสร้างสรรค์งานหัตถกรรมอีกครั้ง นอกจากนี้ ยังเกิดองค์ความรู้ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้เชิงสร้างสรรค์ และการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่า
“ชุมชนนำใยไหมสางและเศษรังไหมกลับมาพัฒนาเป็นเส้นใยและวัตถุดิบสร้างสรรค์งานหัตถกรรมแบบใหม่ เช่น ผืนผ้า ผ้าพันคอ กระเป๋า ของตกแต่ง เพิ่มทางเลือกในการใช้ประโยชน์จากวัสดุ ลดของเสีย และเพิ่มมูลค่าให้ทรัพยากรในท้องถิ่น อีกทั้งยังใช้ประโยชน์จากส่วนอื่นๆของไหมให้ครอบคลุมมากขึ้น เกิดความคุ้มค่า และประโยชน์สูงสุด เช่น นำโปรตีนเซริซิน หรือ “โปรตีนกาวไหม” โปรตีนธรรมชาติที่เคลือบและยึดเส้นใยไหมให้เป็นรังไหม มาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว”
นอกจากนี้ Socoon ยังให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่ไม่เบียดเบียนตัวไหม (Cruelty-Free) ควบคู่กับการสร้างงานและกระจายรายได้สู่คนในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง เพื่อทำให้งานหัตถกรรม สามารถสร้างประโยชน์ได้ ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
“SACIT ไม่ได้ให้เพียงทุนวิจัย แต่ยังช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์และการออกแบบ เปิดโอกาสให้เราเข้าถึงตลาดได้กว้างขึ้น ทำให้องค์ความรู้จากงานวิจัยมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาด และสร้างรายได้ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม”.
อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่
