“การศึกษาคือสิ่งเดียวที่จะเปลี่ยนชีวิตคน และทำลายวงจรความยากจนข้ามรุ่นได้จริง” ประโยคนี้ไม่ใช่แค่คำกล่าวลอยๆ แต่คือเป้าหมายสำคัญที่กำลังถูกขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ท่ามกลางความท้าทายของสังคมไทยที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว
งานสัมมนาผู้บริหารโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ครั้งที่ 44 ประจำปีการศึกษา 2569 ภายใต้หัวข้อ “ไทยรัฐวิทยาสู่ความเป็นเลิศอย่างเสมอภาค” จึงกลายเป็นเวทีสำคัญที่ผนึกกำลัง 3 องค์กรยักษ์ใหญ่ ได้แก่ มูลนิธิไทยรัฐ, สพฐ. และ กสศ. เพื่อร่วมกันทลายความเหลื่อมล้ำและปูทางสู่อนาคตที่เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสได้อย่างเท่าเทียม เราจะพาไปเจาะลึกวิสัยทัศน์ของ 3 ผู้นำที่มาร่วมจุดประกายการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้
พลังปณิธาน “การศึกษาเปลี่ยนชีวิต” สู่ก้าวใหม่โรงเรียนลักษณะพิเศษ
ในฐานะผู้นำเจเนอเรชันที่สามและตัวแทนของมูลนิธิไทยรัฐ คุณจิตสุภา วัชรพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ไทยรัฐทีวี และไทยรัฐออนไลน์ และกรรมการมูลนิธิไทยรัฐ ได้ระบุถึงความมุ่งมั่นในการสานต่อเจตนารมณ์ของคุณกำพล วัชรพล ผู้ก่อตั้งมูลนิธิฯ โดยเชื่อมั่นว่าการศึกษาคือเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชนกลุ่มเปราะบาง แม้ข้อมูลจะชี้ว่าเด็กจากครอบครัวยากจนมีโอกาสเรียนต่อมหาวิทยาลัยน้อยกว่าเด็กที่มีฐานะถึง 8 เท่าก็ตาม
โดยคุณจิตสุภา ได้วางทิศทางขับเคลื่อนโรงเรียนไทยรัฐวิทยาทั้ง 110 แห่งทั่วประเทศ ผ่าน 3 มิติสำคัญ ดังนี้
- ทักษะแห่งอนาคต: สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น สมาร์ททีวีและคอมพิวเตอร์ พร้อมยกระดับ "หลักสูตรหน้าที่พลเมือง" และ "สื่อมวลชนศึกษา" ให้เด็กรู้เท่าทัน AI และ Fake News
- นวัตกรรม Active Learning: ผลักดันการเรียนรู้คู่ทักษะอาชีพ เช่น เกษตรกรรม หัตถกรรม และสื่อสารมวลชน เพื่อสร้างรายได้และอาชีพที่ยั่งยืน
- โครงสร้าง "โรงเรียนลักษณะพิเศษ": เสนอปรับโครงสร้างร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อลดการโยกย้ายและรักษาตัวผู้บริหารให้อยู่พัฒนาโรงเรียนได้อย่างต่อเนื่อง
“การศึกษาไม่ใช่สิทธิพิเศษที่สงวนเอาไว้สำหรับคนที่พร้อมเท่านั้น แต่มันคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่เราต้องส่งไปให้ถึงมือของคนที่ขาดมากที่สุด และเราต้องอาศัยแรงใจจากทุกท่านในการทำให้ความเชื่อนี้สำเร็จ” คุณจิตสุภา วัชรพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ไทยรัฐทีวี และไทยรัฐออนไลน์ และกรรมการมูลนิธิไทยรัฐ กล่าว
คืนครูสู่ห้องเรียน สร้าง “โรงเรียน” ให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย
ทางด้าน คุณภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ชี้แจงถึงแผนยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นการปฏิรูปเชิงระบบ เพื่อลดภาระงานและคืนเวลาให้คุณครูได้ดูแลนักเรียนอย่างเต็มที่
นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงวิกฤตสุขภาพจิตที่น่าเป็นห่วง โดยสถิติระบุว่าเด็กไทยวัย 10-14 ปี ทดลองใช้บุหรี่ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้น 60 เท่า และวัยรุ่น 1 ใน 5 มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า (ราว 750,000 คน และมีกลุ่มเสี่ยงรุนแรงที่พร้อมทำร้ายตัวเองถึง 30,000 คน) สพฐ. จึงผลักดันนโยบายสำคัญเพื่อรับมือ ได้แก่
- สร้างโรงเรียนเป็นบ้านหลังที่สอง: จัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพของนักเรียนในทุกเขตพื้นที่ เพื่อให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย และครูเปรียบเสมือนพ่อแม่ที่มียาขนานเอกคอยเยียวยาจิตใจเด็กๆ
- ลดเวลาประเมินวิทยฐานะ: ปรับลดเวลาประเมินวิทยฐานะในพื้นที่ห่างไกล จาก 4 ปี เหลือ 3 ปี เพื่อจูงใจให้บุคลากรอยู่ในพื้นที่ขาดแคลน
- งบประมาณเชิงพื้นที่: เพิ่มงบประมาณแบบ Top-up ให้เหมาะสมกับบริบทความต่างของแต่ละโรงเรียน
- นโยบาย Zero Drop out & Credit Bank: ช่วยเหลือเด็กเสี่ยงหลุดระบบ ให้สามารถเรียนและทำงานไปด้วยได้ ผ่านระบบสะสมหน่วยกิต
“การบริหารจัดการในรูปแบบเดิมๆ หรือการดูแลโรงเรียนในรูปแบบเดิมๆ อาจจะไม่เพียงพอแล้วในการที่เราจะกำหนดทิศทางว่าจะทำอย่างไรให้เด็กเรามีคุณภาพ ให้เด็กเรามีความสุข หากบ้านหลังแรกที่ควรจะอบอุ่นและปลอดภัยกลับเป็นบ้านที่สร้างรอยแผลให้กับลูกๆ เราจะทำอย่างไรให้คุณครูซึ่งเป็นเปรียบเสมือนพ่อแม่คนที่ 2 มีทักษะ มีการดูแลและเอาใจใส่ ให้คุณครูได้มียาขนานเอกที่จะช่วยลดรอยแผลเหล่านั้นให้กับนักเรียน” คุณภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าว
ใช้ Data คัดกรองตรงจุด ปลดล็อกความยากจนด้วย “ครูรักถิ่น”
เพื่อสะท้อนภาพเชิงโครงสร้างและความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้เข้ามาร่วมแชร์ฐานข้อมูลการวิจัยเชิงลึกของ กสศ. ที่มุ่งเน้นช่วยเหลือครอบครัวที่ยากจนถึงยากจนพิเศษ ซึ่งเป็นสัดส่วนประชากรรากหญ้าประมาณร้อยละ 15 ของประเทศ
จุดเปลี่ยนและแนวทางเชิงปฏิบัติของ กสศ. ประกอบด้วยหลักการยกระดับที่เน้นผลกระเพื่อมเชิงทวีคูณ
- เครื่องมือสารสนเทศอัจฉริยะ (iSEE & CCT): กสศ. สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีร่วมกับการที่ครูลงพื้นที่เยี่ยมบ้านคัดกรองรายบุคคลเพื่อระบุกลุ่มเสี่ยงและจัดสรรเงินช่วยเหลืออุดหนุนแบบเจาะจง (ประมาณ 4,000 บาท/ปี/คน) ซึ่งปัจจุบันเข้าถึงประชากรวัย 3-14 ปีได้มากกว่า 1.3 ล้านคน และเน้นเป็นพิเศษในกลุ่มโรงเรียนขยายโอกาส
- โครงการครูรักถิ่น: เป็นนวัตกรรมลดความยากจนข้ามรุ่นที่เห็นผลชัดเจนที่สุด โดยการมอบทุนให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลได้เรียนครู แล้วกลับมาบรรจุในบ้านเกิด (ต้องอยู่ประจำการอย่างน้อย 6 ปี) ปัจจุบันบรรจุไปแล้ว 2 รุ่น จำนวน 622 คน และเตรียมบรรจุเพิ่มอีก 233 คนในเดือนตุลาคม ซึ่งโครงการนี้มีอัตราการคงอยู่ในระบบสูงถึง 99.60% ถือเป็นการแก้ปัญหาครูขอย้ายถิ่นฐานได้อย่างตรงจุด
“โรงเรียนหลายแห่งบอกว่างบประมาณไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่การมีเครือข่าย มีเพื่อนร่วมทาง มีพื้นที่ให้เขาได้ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้สำคัญกว่า” ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าว
ก้าวต่อไปที่มั่นคงของ "ไทยรัฐวิทยา"
การจับมือกันของ 3 องค์กรหลักในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าการแก้ปัญหาการศึกษาไม่สามารถทำได้เพียงลำพัง การที่ มูลนิธิไทยรัฐ สนับสนุนโครงสร้างและหลักสูตร สพฐ. ปลดล็อกกลไกราชการและดูแลสุขภาพจิต และ กสศ. นำข้อมูลเชิงลึกและนวัตกรรมสร้างครูคุณภาพมาใช้ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้โรงเรียนไทยรัฐวิทยาทั้ง 110 แห่งทั่วประเทศ กลายเป็นต้นแบบสถานศึกษาที่ขับเคลื่อน "ความเสมอภาคที่ยั่งยืน" เพื่อส่งมอบโอกาสที่ดีที่สุดให้กับเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบางของชาติต่อไป
