GC ร่วมยกระดับเกษตรกรไทย

Sustainability

ความยั่งยืน15 ส.ค. 2569 04:57 น.

คอลัมน์ Sustainable together สัปดาห์นี้ ได้มีโอกาสรับฟังข้อมูลจากบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เกี่ยวกับการยกระดับเกษตรไทยสู่อุตสาหกรรมชีวภาพมูลค่าสูง รวมไปถึงไบโอพลาสติก ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาปรับใช้ในกระบวนการผลิตทั้งระบบ

แม้ GC เป็นบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ทั่วไปเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจหมุนเวียน ธุรกิจที่ตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม เช่น พลาสติกชีวภาพ เคมีภัณฑ์ชีวภาพ พลาสติกรีไซเคิล และเชื้อเพลิงชีวภาพ จึงได้ร่วมลงทุนในบริษัท NatureWorks จำกัด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ Sustainable Portfolio หรือการเพิ่มธุรกิจและผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงและลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากฟอสซิล

การดำเนินการดังกล่าว เป็นไปตามมาตรการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพของไทย พ.ศ.2561-2570 ครอบคลุมทั้งการเร่งรัดการลงทุน การส่งเสริมการใช้สินค้าและบริการชีวภาพ ตลอดจนการพัฒนาองค์ความรู้และบุคลากร โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การนำจุดแข็งด้านการเกษตรของไทยมาต่อยอดด้วยเทคโนโลยี เพื่อเปลี่ยนจากการขายวัตถุดิบขั้นต้น ไปสู่การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูงและแข่งขันได้ในตลาดโลก

ส่วนสินค้าเกษตร 2 ชนิด ที่มีการนำมาผลิตต่อยอดให้เป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงคือ อ้อย และปาล์ม

สำหรับ “อ้อย” ถือเป็นอุตสาหกรรมหลักของไทย และเกี่ยวข้องกับเกษตรกรจำนวนมาก และไทยยังส่งออกน้ำตาลเป็นอันดับ 2 ของโลก ซึ่งนอกจากนำอ้อยมาผลิตเป็นน้ำตาลเพื่อการส่งออกแล้ว ยังนำอ้อยมาผลิตเป็นไบโอพลาสติกด้วย

โดยโรงงานตั้งอยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ นำน้ำตาลมาผลิตไบโอพลาสติก ประเภท PLA ด้วยกระบวนการผลิตแบบครบวงจร ตั้งแต่กรดแลคติก แลคไทด์ จนถึงเม็ดพลาสติก PLA โดยมีกำลังการผลิต 75,000 ตันต่อปี สามารถนำไปผลิตสินค้าได้หลากหลาย ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์อาหาร ถุงชา แคปซูลกาแฟ ผลิตภัณฑ์สุขอนามัย ของใช้ในครัวเรือน ไปจนถึงเส้นพลาสติกสำหรับงานพิมพ์สามมิติ

โรงงานแห่งนี้จึงทำให้เห็นเป็นรูปธรรมว่า อ้อยและน้ำตาลของไทยสามารถไปได้ไกลกว่าการเป็นสินค้าเกษตรขั้นต้น เมื่อนำมาเชื่อมกับเทคโนโลยีการผลิตระดับโลก ก็สามารถพัฒนาเป็นวัสดุที่รองรับความต้องการของอุตสาหกรรมและผู้บริโภคยุคใหม่ได้

เช่นเดียวกับ “ปาล์ม” นอกจาก GC ร่วมกับ NatureWorks แล้วยังมีบริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC ที่นำวัตถุดิบจากปาล์มน้ำมันมาผลิตเป็นเคมีภัณฑ์จากธรรมชาติ ซึ่งใช้เป็นส่วนประกอบในสินค้าหลายประเภท ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด สารหล่อลื่น ไปจนถึงผลิตภัณฑ์สำหรับภาคอุตสาหกรรม

และ GGC ยังร่วมลงทุนพัฒนาพื้นที่นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ให้เป็นฐานรองรับอุตสาหกรรมชีวภาพ และเชื่อมต่อซัพพลายเชนกับโรงงาน NatureWorks ทำให้เห็นว่า อุตสาหกรรมชีวภาพไม่ได้ เริ่มและจบอยู่ที่โรงงานใดโรงงานหนึ่ง แต่เกี่ยวข้องตั้งแต่เกษตรกร วัตถุดิบ การขนส่ง เทคโนโลยี การผลิต ไปจนถึงสินค้าที่ผู้บริโภคใช้ในชีวิตประจำวัน

สิ่งเหล่านี้ สะท้อนโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการนำจุดแข็งด้านการเกษตรมาต่อยอดด้วยเทคโนโลยี เพื่อเปลี่ยนจากการจำหน่ายวัตถุดิบขั้นต้น ไปสู่การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้นและเป็นที่ต้องการของตลาดโลก เมื่อภาคเกษตรเชื่อมกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ประเทศไทยมีความพร้อมหลายด้าน ทั้งผลผลิตทางการเกษตร โรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากรที่มีความ เชี่ยวชาญ ตลอดจนนโยบายภาครัฐที่วางทิศทาง การพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพไว้อย่างชัดเจน เพื่อส่งเสริมการนำวัตถุดิบทางการเกษตรมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

การเปลี่ยนความพร้อมเหล่านี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยภาครัฐทำหน้าที่กำหนดทิศทางและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโต ขณะที่ภาคเอกชนนำเงินลงทุน เทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และเครือข่ายตลาดเข้ามาต่อยอด เพื่อให้อุตสาหกรรมชีวภาพของไทยเติบโตได้อย่างครบวงจรและต่อเนื่องอย่างยั่งยืน.


อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่

GC, พีทีที โกลบอล เคมิคอล, ไบโอพลาสติก, พลาสติกชีวภาพ, อุตสาหกรรมชีวภาพ, เศรษฐกิจหมุนเวียน, ความยั่งยืน, นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์, GGC, โกลบอลกรีนเคมิคอล, NatureWorks, เม็ดพลาสติก PLA, เคมีภัณฑ์ชีวภาพ, ยกระดับเกษตรไทย, สินค้าเกษตรมูลค่าสูง, พลาสติกรักษ์โลก, นวัตกรรมเพิ่มมูลค่าอ้อย, ผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมัน, ESG

สมัครบริการ
SHARE

Follow us

  • |