เศษผ้าที่เคยกองเต็มพื้นที่การผลิต ขวดพลาสติกที่ถูกทิ้ง หลังการใช้งานเพียงครั้งเดียว ที่เคยถูกมองว่าไร้มูลค่ากำลังถูกตีความใหม่ในโลกธุรกิจปัจจุบัน เพราะในวันที่โลกเผชิญความท้าทายจากสภาพภูมิอากาศ และประเทศต่างๆใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเงื่อนไขทางการค้า “ของเสียและเหลือใช้” อาจกลายเป็นทรัพยากรสำคัญที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เช่นกัน
คอลัมน์ Sustainable Together สัปดาห์นี้ ได้สนทนากับนางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) ที่เล่าให้ฟังว่า ในอดีตการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม อาจวัดจากกำลังการผลิต คุณภาพสินค้า ต้นทุนเป็นหลัก แต่ปัจจุบันผู้ซื้อ นักลงทุน ประเทศคู่ค้า ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนเป็นปัจจัยหลัก
หนึ่งในกรณีศึกษาที่สะท้อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน คือ บริษัท แกรนดี้ อินเตอร์เทรด จำกัด ธุรกิจการ์เมนต์ไทย ที่ดีพร้อมให้การสนับสนุน โดยแต่ละปีโรงงานต้องเผชิญกับเศษผ้า จำนวนมากที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตเสื้อผ้า เศษผ้าเหล่านี้จะถูกขายออกไปในราคาต่ำมาก บางส่วนกลายเป็นของเสีย ทั้งที่จริงๆ แล้วยังคงมีคุณค่าอยู่ จึงเกิดคำถามว่าหากนำเศษผ้าเหล่านี้กลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้งจะสร้างมูลค่าใหม่ให้ธุรกิจได้หรือไม่
“หลายคนมอง Waste (ของเสีย) เป็นภาระ แต่เราเห็นเป็นโอกาส จึงร่วมกับบริษัทแกรนดี้ฯศึกษาการพัฒนาเส้นใยและผืนผ้าจากวัสดุรีไซเคิล ก่อนต่อยอดสู่แบรนด์ Eco Supreme ที่เน้นผลิตสินค้าภายใต้แนวคิดความยั่งยืน นอกจากเศษผ้าแล้ว ยังนำวัสดุเหลือใช้อีกหลากหลายประเภทมาเพิ่มมูลค่า อาทิ ขวดพลาสติกรีไซเคิล แหอวนเก่า ใบอ้อย ผักตบชวา กากกาแฟ และแกลบข้าว”
วัสดุเหล่านี้เป็นขยะ แต่ก็เป็นวัตถุดิบอีกประเภทหนึ่งที่สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ เช่น กระดุมเสื้อ ซึ่งเดิมผลิตจากเรซิน หรือพลาสติก รวมทั้งได้พัฒนานำกากกาแฟและแกลบข้าว มาผสมในเนื้อกระดุม เพื่อลดทั้งการใช้สีสังเคราะห์และปริมาณพลาสติก พร้อมต่อยอดไปถึงกระดุมที่ผสมเศษซองขนมกรุบกรอบ ที่ ให้พื้นผิวมันวาว คล้ายกระดุมมุกธรรมชาติ ตอบโจทย์ด้านความสวยงามและการลดขยะพลาสติกไปพร้อมๆกัน ปัจจุบันผลิตภัณฑ์หลายรายการได้รับการรับรอง Carbon Footprint Product”
ขณะที่ นายวีรวุฒิ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทแกรนดี้ อินเตอร์เทรด จำกัด เล่าต่อว่า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าว่าผลิตภัณฑ์จากวัสดุรีไซเคิลมีคุณภาพ ความปลอดภัย มาตรฐานทัดเทียมสินค้าทั่วไป บริษัทได้เข้ารับการรับรองมาตรฐาน Thailand Textiles Tag ซึ่งเป็นมาตรฐานยืนยันคุณภาพของผลิตภัณฑ์สิ่งทอไทย ทั้งด้านความปลอดภัยในการสวมใส่ ความคงทนของผลิตภัณฑ์
ทำให้บริษัทปรับตัวได้เร็วขึ้น และมองเห็นทิศทางใหม่ ของตลาดได้ชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าองค์กรที่ให้ความสำคัญกับสินค้าไทยที่มีมาตรฐาน ตรวจสอบได้ ตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน ล่าสุดบริษัทยังได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วม Thailand Recycled Textile Tag ภายใต้โครงการยกระดับผลิตภัณฑ์สิ่งทอไทยให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
“4 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ลดปัญหาสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการผลิตได้รวม 1,059,620 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO2 eq) เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 118,000 ต้นเพื่อดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ หรือเทียบเท่าการใช้พลังงานเชื้อเพลิง ของเที่ยวบินกรุงเทพฯ– ลอนดอนไป–กลับ 150 เที่ยวบิน ปีนี้ได้ ตั้งเป้าลดผลกระทบเพิ่มอีก 700,000 kgCO2 eq สะท้อนสัดส่วนการผลิตเสื้อผ้าเพื่อสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในแต่ละปี”.
อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” เพิ่มเติม