อุตสาหกรรมน้ำตาลยุคใหม่

Sustainability

ความยั่งยืน27 มิ.ย. 2569 04:50 น.

คอลัมน์ Sustainable Together สัปดาห์นี้ ได้ร่วมคณะไปกับ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม เพื่อพบปะชาวไร่อ้อย และเยี่ยมชมกิจการบริษัท น้ำตาลไทยอุดรธานี จำกัด ที่ อ.บ้านผือ จังหวัดอุดรธานี โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นแหล่งปลูกอ้อยที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย มีพื้นที่ปลูกอ้อย 4.99 ล้านไร่ โดยจังหวัดอุดรธานีเป็นจังหวัดที่ปลูกอ้อยมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 716,007 ไร่

นายวราวุธ เล่าให้ฟังว่า ฤดูการผลิตปี 2568/69 ที่ปิดหีบเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โรงงานน้ำตาลไทยอุดรธานีมีปริมาณอ้อยเข้าหีบ 2,323,012 ตัน มีผลผลิตน้ำตาลเฉลี่ย 111.08 กิโลกรัมต่อตันอ้อย มีสัดส่วนอ้อยเผาอยู่ที่ 3%ของปริมาณอ้อยเข้าหีบทั้งหมด ถือว่าเป็นปริมาณที่น้อยมาก หลังจากโรงงานเข้าร่วมโครงการลดการเผาอ้อยเพื่อส่งให้โรงงานน้ำตาล ตามนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (พีเอ็ม 2.5)

“อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของประเทศไทย มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด โรงงานน้ำตาลบางแห่งจากทั้งหมด 58 แห่งทั่วประเทศ ได้มีการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Utilization and Storage) หรือ CCUS ที่สามารถแยกก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาขายให้กับบริษัทผู้ผลิตน้ำอัดลม รวมทั้งสามารถผลิตเป็นน้ำแข็งแห้ง (Dry Ice) ออกมาจำหน่ายได้อีกด้วย  ความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว  แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรม มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล จากเดิมที่ผลิตได้เพียงน้ำตาล, โมลาสหรือกากน้ำตาล, เอทานอล”

ทั้งนี้ เป็นที่น่าเสียดายว่าองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ยังไม่นับผลสำเร็จของ CCUS และการผลิตน้ำแข็งแห้ง ให้สามารถเข้าร่วมในโครงการ การขายคาร์บอนเครดิต หรือการนำสิทธิที่เกิดขึ้นจากการลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจก เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานแล้ว ไปซื้อขายเปลี่ยนเป็นรายได้ในตลาดคาร์บอนเครดิต ให้กับองค์กรหรือบริษัทอื่นๆ ที่ยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินเกณฑ์ และต้องการซื้อไปเพื่อชดเชย การปล่อยมลพิษของตนเอง โดยมีหน่วยวัดเป็นตันคาร์บอนได ออกไซด์เทียบเท่า (Tco2e) เนื่องจากกฎเกณฑ์ระดับโลก มองว่าผลิตภัณฑ์ที่มาจากอ้อยและน้ำตาล เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ชีวภาพ

“ผมจะเจรจากับประเทศบราซิล อินเดีย ขอให้ร่วมมือกับประเทศไทย ผลักดันให้เรื่องการกักเก็บคาร์บอนในอุตสาหกรรมน้ำตาล ถูกนับเป็นคาร์บอนเครดิตในระดับโลก เพราะหากบราซิล อินเดีย และประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตน้ำตาล ท็อป 3 อันดับแรกของโลกมีมติเห็นชอบร่วมกัน ว่าน้ำตาลสามารถผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ ได้หลากหลายชนิดเพิ่มขึ้น ก็จะสร้างแรงกดดัน ให้เกิดการยอมรับในเรื่องของมาตรฐานโลก ในเรื่องคาร์บอนเครดิต”

ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ได้ก้าวไปสู่ยุคการเปลี่ยนแปลง เมื่อมีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาในกระบวนการผลิตน้ำตาล เช่น ผลิตเป็นซิลิกา (Silica) ที่เป็นสารประกอบของธาตุซิลิกอนและออกซิเจน เพื่อนำไปผลิตเป็นสารดูดความชื้น, อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง ที่เป็นวัตถุดิบหลักในการทำแก้ว กระจก เซรามิก เครื่องปั้นดินเผา หรืออุตสาหกรรมยางที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงทนทาน ยืดหยุ่นให้กับยาง เช่น ยางรถยนต์

“การแตกไลน์ธุรกิจผลิตน้ำตาล  ให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ทำให้ได้ผลผลิตที่สอดคล้องกับยุคสมัย ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล เรื่องนี้ผมได้กำชับให้สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย  (สอน.) ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่”.


อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่


SHARE

Follow us

  • |