• Future Perfect
  • Articles
  • “บีไอจี” มุ่งสู่โครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำ

“บีไอจี” มุ่งสู่โครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำ

Sustainability

ความยั่งยืน25 เม.ย. 2569 04:05 น.

ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในขณะนี้ ก่อให้เกิดความผันผวนของราคาพลังงานโลก และยากที่จะคาดเดาว่ายุติลงเมื่อใด ทำให้การบริหารงานในภาวะวิกฤติพลังงานมีความท้าทายมาก แต่อาจเป็นการพิสูจน์ฝีมือในการบริหารงานฝ่าวิกฤติพลังงานที่ยืดหยุ่นสู่ความมั่นคงและยั่งยืน

คอลัมน์ “Sustainable together” มีโอกาสได้ฟังแผนการปรับตัวของภาคธุรกิจ อย่างบริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (บีไอจี) จากผู้ขายก๊าซธรรมชาติเพื่ออุตสาหกรรม สู่ผู้พัฒนาและลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำของประเทศ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมไทยให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน และความมั่นคงด้านพลังงาน

“อรลา เจริญลาภ กรรมการผู้จัดการ บีไอจี” เล่าว่า แผนการขับเคลื่อนธุรกิจในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ด้วยการทรานส์ฟอร์มบทบาทจากผู้ขายก๊าซฯเพื่ออุตสาหกรรม สู่โครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำ เพื่อปรับตัวสู่ความยั่งยืนที่ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดของการดำเนินธุรกิจในโลกยุคที่มีความผันผวนสูงมาก

โดยแผนการมุ่งสู่ความยั่งยืนนั้น มุ่งเน้นไปที่การพัฒนานวัตกรรมผลิตก๊าซคาร์บอนต่ำ ช่วยลดการใช้พลังงาน ลดต้นทุน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการผลิต, เทคโนโลยีไฮโดรเจน เพื่อผลักดันให้ไฮโดรเจนเป็นพลังงานทางเลือกใหม่ และการนำดิจิทัลแพลตฟอร์มมาใช้บริการจัดการในองค์กร เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

สำหรับการขยายการลงทุนด้านก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและโซลูชันมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับกระบวนการผลิต เช่น การใช้ออกซิเจนคาร์บอนต่ำเพื่อช่วยให้กระบวนการเผาไหม้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการใช้เชื้อเพลิงหลักและลดการปล่อยคาร์บอน โดยมีการใช้งานจริงแล้วในอุตสาหกรรมโรงกระดาษและอุตสาหกรรมเหล็ก

นอกจากนี้ยังได้นำเทคโนโลยีด้าน Air Separation และ Hydrogen Production ที่มีประสิทธิภาพพลังงานสูง รวมถึงโซลูชันก๊าซคาร์บอนต่ำมาช่วยให้ลูกค้าลดการปล่อยคาร์บอนได้จริง ไม่ใช่เพียงการชดเชยคาร์บอนในภายหลัง

“เราไม่ได้แข่งขันกันแค่ที่ผลิตภัณฑ์หรือราคา แต่แข่งขันกันที่โซลูชันและผลลัพธ์ที่ลูกค้าได้รับ บีไอจีทำงานร่วมกับลูกค้าในฐานะพาร์ตเนอร์ด้านการลดคาร์บอน เพื่อช่วยให้อุตสาหกรรมไทยพร้อมรองรับมาตรฐาน ESG และกฎระเบียบคาร์บอนที่เข้มข้นขึ้นทั่วโลก”

ทั้งนี้ การลดคาร์บอนไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นแหล่งสร้างผลตอบแทนระยะยาว ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานและการพัฒนาโซลูชันก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ แม้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำจะมีต้นทุนสูงในระยะสั้น แต่การลงทุนวันนี้คือการประกันความสามารถในการแข่งขันและความอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทยในอีก 20-30 ปีข้างหน้า

โดยบีไอจีไม่ได้มุ่งแค่ขายก๊าซ แต่ต้องการเป็นพาร์ตเนอร์ที่ช่วยให้อุตสาหกรรมไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงในโลกคาร์บอนต่ำ และช่วยให้อุตสาหกรรมสามารถลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และพร้อมรองรับมาตรฐานสากลด้าน ESG และกฎระเบียบคาร์บอนที่กำลังเข้มข้นขึ้น

นางอรลา เล่าต่อว่า บีไอจี ได้ร่วมลงทุนกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โครงการโรงแยกอากาศจากการใช้ประโยชน์ความเย็นจาก LNG แห่งที่ 2 (MAP2) เพื่อต่อยอดการผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ กำลังการผลิต 450,000 ตันต่อปี ด้วยการนำความเย็นที่เหลือจากกระบวนการแปรสภาพ LNG (Cold Energy Utilization) มาใช้ในการแยกอากาศ ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มเสถียรภาพในการผลิตก๊าซ เสริมความมั่นคงด้านพลังงานให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย

จากก่อนหน้านี้ ได้ลงทุนโรงแยกอากาศแห่งแรกที่ระยอง เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2564 ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 100,000 ตันต่อปี โดยโรงแยกอากาศ MAP2 มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2571 เพิ่มกำลังการผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำกว่า 450,000 ตันต่อปี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น ปิโตรเคมี โลหะ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และอาหาร

“โรงแยกอากาศ คือการลดคาร์บอนตั้งแต่ระดับโครงสร้างพื้นฐาน เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก”

SHARE

Follow us

  • |