วิกฤตการศึกษาไทย ประชากรจบเฉลี่ยเพียง 9 ปี กสศ. จับมือมูลนิธิก้าวคนละก้าว ส่งต่อ "ทุนก้าวเพื่อน้อง" ปี 2569 ช่วยเด็กยากจนพิเศษทลายกำแพงเลข 9 ตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่นสู่เส้นทางว่าที่หมอและวิศวกร
ในวันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะ "ทุนมนุษย์ถดถอย" ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เติบโตช้า ข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เผยให้เห็นตัวเลขที่น่าตกใจว่าประชากรไทยมีระดับการศึกษาเฉลี่ยหยุดอยู่ที่เพียง 9.32 ปี หรือแค่ชั้น ม.3 เท่านั้น ขณะที่ประเทศรายได้สูงในเอเชียอย่างสิงคโปร์หรือเกาหลีใต้ ประชากรเรียนจบเฉลี่ยถึง 12-13 ปี ช่องว่างนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของปริมาณ แต่คือ "กำแพง" ที่ปิดกั้นโอกาสในการพาประเทศออกจากกับดักรายได้ปานกลาง
ความจริงที่เจ็บปวด เรียนฟรีที่ไม่ฟรีจริง
ทำไมเด็กไทยถึงไปไม่ไกลกว่า ม.3 คำตอบอยู่ในสถิติ "ค่าใช้จ่ายแฝง" แม้จะมีนโยบายเรียนฟรี แต่นักเรียนในครัวเรือนยากจนยังมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเฉลี่ยถึง 9,420 บาทต่อปี ซึ่งประกอบด้วยค่าเดินทาง ค่าเล่าเรียนส่วนต่าง และค่าอาหารเช้า สำหรับครอบครัวที่มีรายได้เฉลี่ยเพียง 1,236 - 3,043 บาทต่อเดือน เงินจำนวนนี้คือภูเขาที่ยากจะก้าวข้าม ส่งผลให้เด็กยากจนพิเศษมีโอกาสเรียนต่อถึงระดับมหาวิทยาลัยเพียง 12.5% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของเด็กทั้งประเทศที่มีโอกาสถึง 32% หรือต่างกันเกือบ 3 เท่า
ดร.ไกรยศ ภัทราวาท ผู้จัดการ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ฉายภาพความน่ากังวลว่า ประเทศไทยติดกับดักรายได้ปานกลางส่วนหนึ่งเพราะ "คุณภาพคน" ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านประชากรเรียนจบเฉลี่ย 12-13 ปี แต่เด็กไทยที่ยากจนพิเศษกลับหยุดอยู่ที่ 9 ปี (ม.3)
“ปีที่ 9 เป็นปีที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ และเป็นปีที่ปัจจัยต่างๆ ของครอบครัวเขา ชุมชน สังคม โรงเรียน ถ้าวันนี้ไมได้รับเงินสนับสนุนทุนจากพวกเรา ก็จะเป็นอีกหนึ่งชีวิต อีกหนึ่งครัวเรือน อีกหนึ่งชั่วอายุคน ที่จะยุติการศึกษาที่เลข 9 เหมือนเดิม เราก็จะไม่มีวันสู้มาเลเซียได้ อย่าไปหวังถึงอีก 4 ประเทศที่ออกนอกกับดักรายได้ไปแล้วเลย” ดร.ไกรยศ ย้ำถึงความสำคัญของทุนนี้
“ก้าวเพื่อน้อง รุ่นที่ 6” พันธกิจชุบชีวิตใหม่
ด้วยตระหนักถึงปัญหา "รอยต่อ" ทางการศึกษา คุณอาทิวราห์ คงมาลัย (ตูน บอดี้สแลม) ในฐานะประธานมูลนิธิก้าวคนละก้าว จึงร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ดำเนินโครงการ “ทุนก้าวเพื่อน้อง” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 โดยในปีการศึกษา 2569 นี้ มีเป้าหมายระดมทุนสนับสนุนอย่างน้อย 20 ทุน (งบประมาณ 4.2 ล้านบาท) เพื่อส่งต่อเด็กที่มีศักยภาพแต่ขาดแคลนทรัพย์สินให้ได้รับโอกาสเรียนต่อในระดับ ม.ปลาย หรือ ปวช. จนจบหลักสูตร 3 ปี
ความพิเศษของทุนนี้คือการดูแลแบบ "ครบวงจร"
- ค่าใช้จ่ายรายเดือน: 5,000 บาทต่อเดือน (เพื่อให้เด็กไม่ต้องออกไปรับจ้างทำงานเสริมจนเสียการเรียน)
- ค่าธรรมเนียมและอุปกรณ์: ไม่เกิน 10,000 บาทต่อปี รวมสนับสนุนต่อคน: 70,000 บาทต่อปี หรือรวม 210,000 บาทตลอดหลักสูตร 3 ปี
ในฐานะคุณพ่อลูกสอง ตูน อาทิวราห์ ได้ถ่ายทอดความรู้สึกที่เปลี่ยนไปต่อการให้โอกาสทางการศึกษาว่า
“พอมีลูกเอง มิติความรับผิดชอบของผมก็เปลี่ยนมุมมอง พ่อแม่ทุกคนอยากเห็นลูกได้ดิบได้ดีในเส้นทางที่ควรจะเป็น การที่เราไปช่วยน้องๆ มันคือการไปช่วยพ่อแม่ของเขาให้ได้ผ่อนหนักเป็นเบา ได้มองเห็นลูกเติบโตอย่างผ่อนคลายมากขึ้น ผมรู้สึกเลยว่าพ่อแม่ทุกคน ถ้าต้องให้ลูกออกจากระบบการศึกษามาช่วยงาน ผมว่าไม่มีใครมีความสุขหรอก”
กระบวนการคัดกรองที่โปร่งใสและเข้มข้น
ในปี 2569 นี้ มีการเสนอชื่อเด็กนักเรียนเข้ามาทั้งหมด 435 รายชื่อ ผ่านกระบวนการคัดกรองคุณสมบัติเบื้องต้นและตรวจสอบสถานะความยากจนตามระบบปัจจัยพื้นฐาน จนเหลือผู้ที่ผ่านเกณฑ์เข้มข้น 240 รายชื่อ
- สัดส่วนผู้ขอรับทุน: ส่วนใหญ่มาจากสังกัด สพฐ. (94.16%) และกระจายอยู่ทั่วภูมิภาค โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีการเสนอชื่อสูงสุดถึง 56.25%
- สถานภาพที่น่าเป็นห่วง: เด็กกลุ่มนี้กว่า 164 คนถูกจัดอยู่ในเกณฑ์ "ยากจนพิเศษ" และส่วนใหญ่ (102 คน) มาจากครอบครัวที่หย่าร้าง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการหลุดออกจากระบบการศึกษา
ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนโลกทั้งใบของเด็กหนึ่งคน
ความสำเร็จของรุ่นพี่ทุนก้าวเพื่อน้อง รุ่นที่ 1 เป็นเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจน โดยกว่า 80% มีผลการเรียนเฉลี่ย 3.00 ขึ้นไป และปัจจุบันสามารถเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีได้ถึง 53 คน เช่น น้องภูมิ ที่สอบติดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ น้องไทเกอร์ ที่กำลังเดินตามฝันสู่การเป็นวิศวกร
การมอบทุน "ก้าวเพื่อน้อง" จึงไม่ใช่แค่การให้การศึกษา แต่คือการสร้าง "หลักประกันโอกาส" ที่จะช่วยให้เยาวชนเหล่านี้หลุดพ้นจากวงจรความยากจนข้ามรุ่นได้อย่างยั่งยืน และกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวข้ามวิกฤตประชากรและเศรษฐกิจในอนาคต
