คอลัมน์ Sustainable together สัปดาห์นี้ พาไปคุยกับ นายพรรคพงษ์ วังรัตนโสภณ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมี ขั้นต้นและขั้นกลาง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC
โดยนายพรรคพงษ์เล่าให้ฟังว่า การขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero ไม่ได้เป็นเพียงโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นความท้าทาย เชิงอุตสาหกรรม ที่ต้องตอบดำเนินไปพร้อมกัน ในหลายๆมิติ ทั้งการลดคาร์บอน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการขยายผล ระยะยาว
GC ได้นำเสนอความก้าวหน้าของโรงกลั่นชีวภาพครบวงจร (Biorefinery) ในฐานะตัวอย่าง ของการลงมือทำจริง ที่แสดงให้เห็นว่าความยั่งยืน สามารถพัฒนาเป็นโมเดลธุรกิจที่สร้างมูลค่าและขยายผลได้ในระดับอุตสาหกรรม ผ่านการเปลี่ยนน้ำมันพืชใช้แล้ว สู่เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) และผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง
“GC เป็นผู้บุกเบิกการผลิต SAF เชิงพาณิชย์รายแรก ของประเทศไทย ผ่านการพัฒนาโรงกลั่นชีวภาพ ที่ใช้เทคโนโลยี Co-processing เปลี่ยนน้ำมันพืชใช้แล้ว (Used Cooking Oil : UCO) ให้กลายเป็นพลังงานสะอาดและวัตถุดิบชีวภาพ โดยเลือกปรับปรุง และต่อยอดโรงกลั่นเดิม ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยลดต้นทุนและเวลา เมื่อเทียบกับการลงทุนสร้างโรงงานใหม่”
กระบวนการดังกล่าว ได้รับการรับรองมาตรฐาน ความยั่งยืน ระดับสากล ISCC CORSIA ซึ่งเป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรมการบินทั่วโลก และสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงสุดถึง 85% เมื่อเทียบกับน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานทั่วไป ตอกย้ำกลยุทธ์ธุรกิจมูลค่าสูง และคาร์บอนต่ำที่สามารถดำเนินการได้จริง Biorefinery โรงกลั่นชีวภาพจึงเป็นคำตอบที่สนองความต้องการ ที่หลากหลายของตลาด
โดยเริ่มต้นด้วยกำลังการผลิต SAF 6 ล้านลิตรต่อปี และมีแผนขยายสู่ 24 ล้านลิตรต่อปีในอนาคต ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ 60,000 ตันต่อปี นอกเหนือจาก SAF โรงกลั่นชีวภาพแห่งนี้ยังสามารถผลิตเคมีภัณฑ์ชีวภาพและพลาสติกชีวภาพ มูลค่าสูงกว่า 10 ชนิด อาทิ Bio-Propylene วัตถุดิบที่เหมาะนำไปผลิต ของเล่นเด็กและชิ้นส่วนยานยนต์ Bio- Butadiene สำหรับผลิตยางรถยนต์ และ Bio-PTA สำหรับผลิตพลาสติก PET ซึ่งมีคุณสมบัติเทียบเท่าวัสดุจากฟอสซิล แต่มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
“น้ำมันพืชใช้แล้ว ที่เคยถูกมองว่าเป็นของเสีย สามารถสร้างคุณค่าและประโยชน์ได้ด้วยเทคโนโลยี Biorefinery แบบ Co-processing ของ GC เพื่อผลิต SAF และยังต่อยอดไปสู่วัสดุชีวภาพอย่าง Bio-Circular Polypropylene หรือ Bio-PP ที่มีคุณสมบัติเทียบเท่าพลาสติกทั่วไป ใช้ได้ตั้งแต่ถาดอาหาร ผ้าอ้อมเด็ก ไปจนถึงสินค้าอุตสาหกรรม สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ในอนาคต”
เพราะความยั่งยืนไม่ใช่เพียงการลดคาร์บอน แต่คือการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าสูงสุด ลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากปิโตรเลียม และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero
ขณะที่กรมธุรกิจพลังงานได้ประกาศข้อกำหนดมาตรฐานและสเปก SAF และกำหนดให้เริ่มผสม SAF ในเชื้อเพลิงอากาศยาน ที่ระดับ 1% ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ที่ผ่านมา เพื่อรองรับทิศทางการบินคาร์บอนต่ำ และเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ และภาครัฐ มีแผนยุทธศาสตร์ การเพิ่มสัดส่วนการผสม SAF ที่ตั้งเป้าขยับไปสู่ 5-8% ตั้งแต่ปี 2576
“GC พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อน SAF ผ่านการพัฒนาโซลูชัน และความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อช่วยเพิ่มการผลิต และการใช้งานจริงสู่เป้าหมาย Net Zero”.
อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” เพิ่มเติม
