ประเทศไทยเริ่มถูกจับตาในเวทีความยั่งยืนระดับโลกมากขึ้น จากบทบาทที่มี “ต้นแบบการพัฒนา” ที่สามารถนำเสนอเป็นกรณีศึกษาในระดับนโยบายโลก ล่าสุด ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับเชิญเข้าร่วมเป็นวิทยากรในงาน Nature Lunch งานคู่ขนานสำคัญระหว่างการประชุม World Economic Forum (WEF) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
คำเชิญดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากบริษัทพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงจากเยอรมนี ซึ่งเดินทางมาศึกษาโครงการคาร์บอนเครดิตจากป่าไม้ในประเทศไทยเมื่อต้นปีนี้ หลังจากดูงานคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้มาแล้วหลายภูมิภาคทั่วโลก ทั้งในแอฟริกา อเมริกาใต้ และยุโรป สิ่งที่สร้างความแตกต่างและได้รับความสนใจ คือโมเดลของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่สามารถ “ปลูกและอนุรักษ์ป่าร่วมกับชุมชน” ได้จริง ชาวบ้านมีบทบาทสำคัญ มีส่วนร่วม มีรายได้จากรักษาป่าควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิต และอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
เวที Nature Lunch เป็นการประชุมระดับสูงในวงจำกัด มีผู้นำด้านนโยบาย การเงิน นักลงทุน และภาคธุรกิจจากทั่วโลกกว่า 120 คนเข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่อง Nature-based Solutions และบทบาทของธรรมชาติในฐานะฐานเศรษฐกิจใหม่โดยเฉพาะในช่วงที่โลกกำลังเผชิญความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ
หนึ่งในสาระสำคัญที่ถูกนำเสนอ คือแนวคิด “ปอดข้างขวาของโลก” (The Right Lung) ซึ่งใช้เปรียบเทียบผืนป่าเขตร้อนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับผืนป่าอเมซอนในละตินอเมริกาที่มักถูกเรียกว่า “ปอดข้างซ้าย” ของโลก โดยชี้ให้เห็นว่า เมื่อรวมพื้นที่ป่าเขตร้อนของทั้งสองภูมิภาคเข้าด้วยกัน จะครอบคลุมสัดส่วนถึงราว 75% ของป่าเขตร้อนทั่วโลก หากพื้นที่เหล่านี้เสื่อมโทรมลง จะส่งผลกระทบต่อทั้งระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของมนุษยชาติในระยะยาว
การเปรียบเทียบดังกล่าวยังมีนัยเชิงกลยุทธ์เพื่อดึงความสนใจและเม็ดเงินลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมให้กระจายมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น ไม่กระจุกตัวอยู่เพียงในภูมิภาคอเมซอน ขณะที่ประเทศไทยถูกมองว่ามีความพร้อม ทั้งในแง่พื้นที่ป่า โครงสร้างชุมชน และกรณีศึกษาที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถเชื่อมโยง Climate -Nature-People เข้าด้วยกันได้จริง
ในเวทีอาเซียน แม้จะมีผู้เล่นหลักอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย แต่จุดเด่นของไทยคือการมี “ของจริง” ที่จับต้องได้ ไม่ใช่เพียงบทบาทศูนย์กลางการซื้อขายหรือการเงินสีเขียว โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ทำงานด้าน “ปลูกป่า ปลูกคน” ต่อเนื่องมากว่า 37 ปี ตั้งแต่โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เชียงราย จนกลายเป็นกรณีศึกษาที่โลกให้ความสนใจ
การนำเสนอโมเดลนี้ในเวทีดาวอส ไม่ได้มุ่งหวังเพียงภาพลักษณ์ แต่ย้ำให้เห็นผลลัพธ์เชิงประจักษ์ เปิดโอกาสต่อยอดสู่ Green Finance และ Green Jobs ทั้งการดึงเงินทุนสิ่งแวดล้อมโลก การสร้างรายได้ให้ชุมชนจากการดูแลป่าและการใช้กลไกคาร์บอนเครดิตเป็นแรงจูงใจทางเศรษฐกิจควบคู่การฟื้นฟูและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพให้กับประเทศไทย
ภาพรวมจึงสะท้อนความพยายามในการจัดวางตำแหน่งใหม่ของประเทศ ไทย จากประเทศผู้ตามด้านสิ่งแวดล้อม สู่ประเทศที่มีต้นแบบการพัฒนาเชิงธรรมชาติ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงเข้ากับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่กำลังให้คุณค่ากับความยั่งยืนมากขึ้นอย่างชัดเจน.
อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่
