สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) ตอกย้ำบทบาทของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ในฐานะกลไกสำคัญของประเทศ สนับสนุนการจัดการของเสียเป็นระบบ ควบคู่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ
เมื่อวันที่ 5 ก.พ. นายนภดล รมยะรูป อุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) กล่าวว่า TCMA ซึ่งเป็นความร่วมมือของผู้ผลิตปูนซีเมนต์ทุกรายในประเทศไทย เข้าร่วมงาน Asia Environmental and Waste Management Expo (Asia EnwastExpo) เพื่อสื่อสารบทบาทของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ในฐานะกลไกเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงการจัดการของเสีย การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเข้าด้วยกัน โดย TCMA ทำงานร่วมกันในระดับอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทยมีจุดแข็งจากกระบวนการผลิตที่ใช้ความร้อนสูง โครงสร้างพื้นฐานพร้อมใช้งานทั่วประเทศและระบบควบคุมสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากล ซึ่งเอื้อต่อการจัดการของเสียอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ การดำเนินงานของ TCMA เป็นไปตาม Thailand Net Zero Cement and Concrete Roadmap 2050 สอดคล้องกับทิศทางโลกของ Global Cement and Concrete Association (GCCA) ที่กำหนดให้ Co-processing และเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นกลไกหลักในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050 ควบคู่กับการรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม โดย Co-processing ถือเป็นแนวปฏิบัติที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลมีการใช้อย่างแพร่หลายในหลายประเทศทั่วโลก อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทยมีศักยภาพในการเป็นโซลูชันเชิงระบบด้านการจัดการของเสียจากศักยภาพของเตาเผาปูนซีเมนต์ที่ใช้ความร้อนสูงถึง 1,450 องศาเซลเซียส สามารถทำลายของเสียได้อย่างสมบูรณ์ ไม่เกิดสารตกค้างและไม่กระทบต่อคุณภาพปูนซีเมนต์ รองรับของเสียจากภาคอุตสาหกรรม ชุมชน และเกษตร ประกอบกับเครือข่ายโรงงานที่กระจายอยู่ทั่วประเทศช่วยให้การจัดการของเสียสามารถขยายผลได้อย่างรวดเร็วและลดต้นทุนในระดับระบบเศรษฐกิจ
นายนภดล กล่าวต่อว่า กลไกสำคัญที่ TCMA ผลักดัน คือ Co-processing in Cement Kilns กระบวนการเผาร่วมในตาเผาปูนซีเมนต์ด้วยการนำของเสียมาใช้เป็นพลังงานและวัตถุดิบทดแทนในกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์ ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเปลี่ยนของเสียให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจ ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ สนับสนุนนโยบายรัฐด้านการจัดการของเสียและการลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และมีเทน บรรเทาปัญหาฝุ่น PM2.5 และลดการฝังกลบ ซึ่งเป็นหนึ่งในความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมสำคัญของประเทศไทย
"Co-processing เป็นตัวอย่างของเศรษฐกิจหมุนเวียนที่วัดผลได้จริงจากความร่วมมือของสมาชิก TCMA ทั้งอุตสาหกรรม ในช่วงปี 2563–2567 สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 13.4 ล้านตันคาร์บอน พร้อมตั้งเป้าเพิ่มอัตราการใช้พลังงานทดแทนเป็น 68% ภายในปี 2573 และ 100% ในปี 2593 สอดคล้องกับโรดแมปของอุตสาหกรรมและเป้าหมาย NDC ของประเทศไทย" นายนภดล กล่าวและว่า ขณะเดียวกัน TCMA ยังผลักดัน SARABURI SANDBOX ในฐานะพื้นที่นำร่องที่บูรณาพัฒน์ ความร่วมมือการจัดการของเสียด้วย Co-processing ในโรงงานปูนซีเมนต์เข้ากับความร่วมมือของภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรมและภาคประชาสังคม โดยใช้ศักยภาพของโรงงานปูนซีเมนต์เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักในการแปรรูปของเสียอย่างปลอดภัย พร้อมแสวงหาความช่วยเหลือจากต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและการเงินจากต่างประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า การลดคาร์บอน การจัดการของเสียและการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับพื้นที่สามารถเดินหน้าไปพร้อมกันได้จริงและสามารถต่อยอดขยายผลสู่พื้นที่อื่นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม เมื่อผสานศักยภาพของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ของไทยเข้ากับการสนับสนุนนโยบายของภาครัฐและการขับเคลื่อนเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม การจัดการของเสียด้วย Co-processing จะไม่เพียงตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการเสริมความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยและสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero 2050 อย่างยั่งยืน
