ถึงจะเก๋าวงการ ครองความเป็นเจ้าชายลูกทุ่งมายาวนานแต่เพราะหายจากหน้าจอไปกว่า 5 ปี ก็ทำเอานักร้องลูกทุ่งรุ่นใหญ่ “ก๊อท-จักรพันธ์ ครบุรีธีรโชติ” ที่หวนคืนจอมารับหน้าที่พิธีกรครั้งแรกในรายการ “ลูกทุ่งไอดอล” เวอร์ชันผู้ชาย ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 18.20 น. ทางช่อง 7HD ถึงกับตื่นเต้นแทบเป็นไบโพลาร์!!เพราะเป็นเวทีเรียลลิตี้ค้นหาชายหนุ่มเสียงดีมีเอกลักษณ์จากจำนวน 100 คน ผ่านบททดสอบในโจทย์ต่างๆเพียง 4 คนสุดท้ายเท่านั้นที่จะมีซิงเกิลเป็นของตัวเองและมีเพียงหนึ่งเดียวที่จะได้ครอบครองตำแหน่งสุดยอดลูกทุ่งชายคนแรกของประเทศไทย ครองถ้วยพระราชทานและรางวัลเงินสด 1,000,000 บาท เลยต้องถามถึงบทบาทสำคัญครั้งนี้... เริ่มจากเตรียมตัวเป็นพิธีกรครั้งนี้ยังไงบ้าง? “เป็นสิ่งที่อยากทำมานานแล้ว ตอนอยู่แกรมมี่ก็เคยจะได้ทำ 2-3 ครั้งแต่ก็เลื่อนไป จนทางเซ้นส์ฯได้ติดต่อเข้ามาให้ผมเป็นพิธีกรรายการลูกทุ่งไอดอล เวอร์ชันผู้ชาย ผมชอบแนวคิดของรายการที่เวทีแห่งนี้จะเป็นสถาบันคอยขัดเกลาน้องๆเปิดโอกาสให้เด็กรุ่นใหม่ใจรักในเพลงลูกทุ่งที่มีความฝันได้มาโชว์ความสามารถเลยรับงานนี้เลยเพราะได้ลองทำอะไรใหม่ๆที่เราอยากทำ ตอนรับไม่ตื่นเต้นมาตื่นเต้นวันที่มาซ้อมก่อนการถ่ายทำจริง ตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก หัวตั้งไปหมดเลยไม่คิดว่าจะยากขนาดนี้ การที่เรานั่งดูพิธีกรท่านอื่นทำรายการ โดยเฉพาะคุณ เอ-วราวุธ ที่ทำรายการมาก่อนเราก็แอบคิดว่าสบายมากไม่น่ายากแต่พอมาถึงจุดนี้แทบจะต้องเรียกคุณเอกลับมาก่อนครับ ช่วยผมหน่อย รู้สึกเหมือนจะไม่รอด (หัวเราะ) เราเป็นนักร้องที่ผ่านเวทีมาทุกรูปแบบแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเก่งทุกอย่าง แต่โชคดีมากที่ทีมงานทุกคนให้เกียรติช่วยทุกอย่าง สร้างความเชื่อมั่นทำให้ผมถอยไม่ได้” ความยากและท้าทายของการเป็นพิธีกรคืออะไร? “เราต้องคุมเกมให้อยู่ เราต้องอธิบายให้ผู้ชมเข้าใจเรื่องราวที่เราถ่ายทอด ต้องตามให้ทันว่าถ้าเราเป็นคนดูจะอยากรู้เรื่องนี้มั้ย”ความสนุกในการถ่ายรายการ? “ด้วยรูปแบบกติการายการมันสนุกด้วยตัวเองอยู่แล้ว แต่บางครั้งก็รู้สึกเหมือนที่คุณเป็กกี้-ศรีธัญญา บอกว่าเราทำรายการนี้เหมือนจะเป็นไบโพลาร์ มันคือเรื่องจริง เพราะเปลี่ยนอารมณ์แทบไม่ทัน ผมต้องใช้แฮชแท็ก “อินจัดไอ้จักรเอ๊ย” (#อินจัดไอ้จักรเอ๊ย) เราต้องตัดสิน เราก็มีความรู้สึกว่าอยากให้คนนั้นคนนี้ต้องเข้า แล้วสุดท้ายก็มีคนที่หลุดไป เมื่อกี้เรายังหัวเราะชื่นชมน้องอยู่เลย แต่สักพักคือน้ำตามันจะไหล เราเคยอยู่ในฐานะที่เราเคยมีความฝันมาก่อนไม่อยากจะทำลายความฝันใครแต่มันจำเป็นเพราะมันคือหน้าที่กติกาการแข่งขัน” ในมุมมองของก๊อทศิลปินในยุคนี้ควรมีคุณสมบัติยังไงบ้าง? “คนที่จะมาเป็นไอดอลหรือศิลปินยุคนี้ ควรที่จะเป็นตัวอย่างที่ดี มีความสามารถจริงๆยุคนี้เป็นยุคแห่งอิสระทางความคิด คิดกลั่นกรองคำพูดตัวเองก่อนจะเขียนหรือโพสต์ ต้องอ่าน 7 เที่ยว อ่านให้รอบคอบเพราะเราเป็นจุดที่คนมองมาเรามีหน้าที่ที่จะเป็นตัวอย่างที่ดี คิดและโพสต์แต่สิ่งที่ดีๆ ทำแต่สิ่งที่ดีๆทำผลงานดีๆแค่นี้ก็โอเคแล้ว” คำว่าเจ้าชายลูกทุ่งที่ได้รับทำให้ก๊อทต้องรักษามาตรฐานยังไง? “ตอนนี้ผมจะเป็นคุณลุงแล้วครับ (ยิ้ม) คือเจ้าชายเป็นฉายาในอดีต การรักษามาตรฐาน ผมว่ามันก็เป็นไปตามกาลเวลาเพราะผมคือมนุษย์คนนึง มีแก่ มีโรยรา แต่การที่เราจะอยู่คู่ควรกับคำๆนี้ได้ก็คือคุณภาพ ผมมั่นใจว่าคุณภาพผมไม่ลดน้อยลงเพราะว่าผมเป็นคนตั้งใจทำงานทุกจุด ไม่ว่าจะเป็นการทำโชว์ ทำคอนเสิร์ต ทำอัลบั้ม ทำเพลง ผมแคร์ความรู้สึกแฟนๆ ผมเชื่อว่าจะไม่มีเราวันนี้ ถ้าไม่มีเค้าในวันนั้น ดังนั้นมันสำคัญมากกับการรักษาคุณภาพของตัวเองและพยายามพัฒนาตัวเองให้มากขึ้นไปอีก รับผิดชอบกับงานทุกอย่างแบบเต็มร้อย ยังมีแฟนๆที่ยังฟังเพลงของเรา ยังมีแฟนๆที่คอยตามเราไปทุกที่ อย่างมาอัดรายการก็มารอกันตั้งแต่เช้า กลับดึกแค่ไหนก็รอส่ง บางคนมาไม่ได้แค่ส่งกำลังใจมาให้ผมก็ดีใจแล้ว ก็ได้รับพลังจากก๊อทแฟนคลับทำให้เรามีแรงที่จะทำงานต่อไปและเราก็จะไม่ทำให้เค้าผิดหวังครับ” แฟนๆอยากรู้ชีวิตส่วนตัวว่านอกจากทัวร์คอนเสิร์ตในวันว่างของก๊อททำอะไรบ้าง? “จริงๆแล้วที่ผมทำงานคืองานอดิเรก อาชีพผมจริงแล้วคือท่องเที่ยว ผมอายุ 50 ปีแล้ว ผมต้องเที่ยวเพราะถ้าเกิดผม 55 ปี ผมคงเดินไม่ไหวเวลาผมไปเที่ยวหลักๆผมจะนั่งร้านกาแฟเสร็จผมก็จะเดินประเภทที่ว่าคนที่เดินตามผมกลับถึงโรงแรมต้องแช่น้ำอุ่นทุกคน เวลาไปต่างประเทศมันคืออิสระ คนไม่รู้จัก เราก็ตื่นไปได้เลยจะไปร้านกาแฟ ทานบะหมี่ นั่งรถไฟ เพราะที่ผ่านมาเราไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำแบบนี้สักเท่าไหร่ ตอนนี้ทำงานด้วยเที่ยวไปด้วยดีกว่า”ทุกวันนี้ความสุขของพี่ก๊อท-จักรพันธ์ คืออะไรเอ่ย? “ความสุขของผมคือเรื่องของหมา ผมเป็นคนรักหมามากๆ เลี้ยงดีกว่าตัวเองอีก เวลาตัวเองขึ้นห้องจะไม่เปิดแอร์ กลัวเปลืองค่าไฟ แต่ถ้าหมานี่เปิดทั้งวัน เวลาเรากลับจากทำงานเราเห็นว่าเค้ารอต้อนรับ เราก็มีความสุขแล้ว แล้วก็ชอบปลูกต้นไม้ อยู่กับลูกหลาน ครอบครัว ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ได้ทำกับข้าวทานข้าวด้วยกัน แค่นี้ก็มีความสุขแล้วครับ”.