วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
จดหมายที่หายไปของ "กาลิเลโอ"

จดหมายที่หายไปของ "กาลิเลโอ"

  • Share:

“e pur si muove : แต่มัน (โลก) ก็ยังหมุนอยู่ดี” ว่ากันว่า นี่คือประโยคกระซิบเบาๆที่ กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei) นักวิทยาศาสตร์ผู้โด่งดังที่สุดคนหนึ่งของโลกได้กล่าวเอาไว้ หลังจากถูกสอบสวน และต้องเพิกถอนความเชื่อของตัวเองเรื่องโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ เบื้องหน้าคณะผู้สอบสวนในกรุงโรม จากนั้นก็ถูกตัดสินให้โดนกักบริเวณในบ้านของตนเองไปจนสิ้นชีวิตในอีก 9 ปีต่อมา คือใน ค.ศ.1642

อันว่าประวัติของกาลิเลโอนั้น เชื่อว่าแฟนานุแฟนคอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนส่วนใหญ่พอจะทราบกันดีอยู่แล้ว แต่ก็ขอย้อนเล่าสักนิดว่า กาลิเลโอได้สังเกตการเคลื่อนไหวทางดาราศาสตร์ และยืนยันทฤษฎีของนิโคลัส โคเปอร์นิคัส (Nicolaus Copernicus) นักดาราศาสตร์ชาวโปแลนด์ ที่ได้เคยนำเสนอมาก่อนหน้ายุคของกาลิเลโอราว 7 ทศวรรษ คือในปี ค.ศ.1543 ที่ว่าโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ มิใช่ดวงอาทิตย์หมุนรอบโลก แต่การประกาศทฤษฎีของกาลิเลโอก็ทำให้เขาต้องขัดแย้งกับศาสนจักร และนำมาสู่การสอบสวน และตัดสินดังได้กล่าวมาข้างต้น

กาลิเลโอ กาลิเลอี.

เรื่องที่ทำให้กาลิเลโอต้องขึ้นศาลศาสนานั้นมีอยู่หลายเรื่อง ทั้งการสอน หรือกล่าวกับผู้คนด้วยวาจา การพิมพ์หนังสือบทสนทนาว่าด้วยระบบใหญ่สองระบบของโลก (Dialogue Concerning the Two Chief World Systems) ในปี ค.ศ.1632 และบรรดาจดหมายที่เขาเขียนถึงคนโน้นคนนี้ และจดหมายที่ว่านี่แหละค่ะ คือเรื่องที่เราจะมาว่ากัน นั่นคือจดหมายที่กาลิเลโอเขียนถึงเพื่อนเกลอคนหนึ่ง นาม เบเนเดตโต คาสเทลลิ (Benedetto Castelli) นักคณิตศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยปิซา (University of Pisa)

จดหมายฉบับนี้ไม่ใช่จดหมายในช่วงท้ายๆชีวิตของกาลิเลโอ แต่เป็นจดหมายที่เขียนขึ้นตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ.1613 ถือเป็นจดหมายฉบับแรกที่กล่าวถึงการโต้แย้งความเชื่อทางศาสนา ที่กาลิเลโอระบุว่า การศึกษาวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ควรจะเป็นอิสระจากความเชื่อทางศาสนา หรือศาสนศาสตร์ ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่ระบุไว้ในไบเบิลที่คัดลอกกันต่อๆมานั้นอาจจะเป็นความพยายามในการเขียนเพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจง่ายๆ แต่ไม่ตรงกับความเป็นจริงทางดาราศาสตร์ที่มองจากมุมของวิทยาศาสตร์ และผู้ที่เกี่ยวข้องหรือมีอำนาจในศาสนจักรเองก็ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญที่จะบอกว่า สิ่งที่เขียนในไบเบิลนั้น ผิดหรือถูก โดยประเด็นที่กาลิเลโอพยายามจะบอกกับเพื่อนก็คือ การตอกย้ำทฤษฎีที่ว่าโลกเป็นดาวบริวารที่หมุนรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นไปตามที่นิโคลัส โคเปอร์นิคัส เคยว่าเอาไว้

หน้าแรกและหน้าสุดท้ายของจดหมายเจ้าปัญหา.

ในช่วงที่เขียนจดหมายฉบับนี้ กาลิเลโอพำนักอยู่ ณ เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เขาเขียนจดหมายเกี่ยวกับทฤษฎีต่างๆทางวิทยาศาสตร์นับพันฉบับ และหากทฤษฎีไหนที่มีผู้ให้ความสนใจ จดหมายเหล่านี้ก็จะถูกคัดลอกแจกจ่ายส่งต่อๆกันไปอย่างกว้างขวาง ซึ่งจะว่าไปก็คงอารมณ์เดียวกับเรื่องราวดีๆที่มีการกดไลค์ กดแชร์กันด้วยเฟซบุ๊กในโลกปัจจุบัน โดยจดหมายที่เป็นต้นฉบับนั้น บางฉบับถูกเก็บไว้ในความครอบครองของบุคคลเอกชน บางฉบับอยู่ในพิพิธภัณฑ์ แต่ก็มีหลายฉบับที่หาต้นตอไม่เจอแล้ว ดังเช่นจดหมายฉบับที่ได้กล่าวถึงนี้ ที่มีเพียงฉบับคัดลอกต่อๆกัน ที่พอเหลือให้คนรุ่นหลังเห็นแนวคิดของกาลิเลโอ แต่ต้นฉบับลายมือของกาลิเลโอจริงๆนั้นสูญหายไป

การสูญหายของจดหมายฉบับนี้ ยังนำไปสู่ความเคลือบแคลงที่ว่า กาลิเลโอ “เคย” เขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นมาจริงหรือไม่ด้วย เพราะจดหมายสำคัญนี้ไม่ได้เพียงแต่จะถูกกดแชร์ เอ๊ย ถูกคัดลอกกันอย่างแพร่หลายเท่านั้น แต่ยังมีผู้หวังดีส่งจดหมายฉบับคัดลอกไปถึงศาสนจักรที่กรุงโรมด้วย โดยทางศาสนจักรได้รับจดหมายฉบับคัดลอกนี้ในเดือนกุมภาพันธ์ปี ค.ศ.1615 และผู้หลักผู้ใหญ่ในโรมก็คงหนวดกระดิกเลยทีเดียว เพราะในปีต่อมา สำนักวาติกันได้ออกประกาศประณามทฤษฎีของโคเปอร์นิคัส และยังเรียกกาลิเลโอที่เขียนจดหมายสนับสนุนโคเปอร์นิคัสให้เข้าไปพบที่โรม เพื่อรับคำสั่งว่าห้ามไม่ให้กระทำการแบบนี้ หรือสอนผู้คนในทฤษฎีแบบนี้อีก

ในตอนที่กรุงโรมได้รับจดหมายนั้น กาลิเลโอคงพอจะรู้ตัวว่าฝืนกระแสไม่ไหว พอเกิดปัญหาขึ้น เขาจึงได้ส่งจดหมายไปหาเพื่อนอีกคนหนึ่งที่อยู่ในโรม พร้อมแนบจดหมายอีกฉบับเพื่อขอให้ส่งต่อไปยังผู้ใหญ่ในโรมด้วย โดยระบุว่า ไอ้จดหมายฉบับคัดลอกที่ทางโรมได้รับจากการส่งต่อๆกันมาน่ะ ไม่ใช่เนื้อหาที่ข้าพเจ้าเขียนหรอกนะเฟ้ย แต่มันถูกต่อเติมให้มีเนื้อหารุนแรงเกินกว่าต้นฉบับ และพร้อมกันนี้ ก็ขอแนบเนื้อหาจริงๆที่เขียนมาให้ทางโรมได้พิจารณาด้วย ว่าอันที่จริง ไม่ได้มีอะไรเล้ยยยย...ที่จะต่อต้านหรือขัดแย้งกับศาสนาอย่างหนักหนาเหมือนที่เขากระหน่ำ “กดแชร์” กันให้วุ่น จดหมายจริงๆน่ะ มีเพียงข้อความเบาๆเท่านั้น

การคิดเห็นแตกต่างจากคริสตจักรในยุคนั้นอันตรายอย่างยิ่ง.

เรียกว่า กาลิเลโอพยายามเอาตัวรอด ด้วยการตอกย้ำว่า จดหมายที่ลอกกันไปลอกกันมาน่ะ มันเพี้ยนไปจากสิ่งที่เขาเขียน แต่ก็ดังได้กล่าวแล้วว่า จดหมายต้นฉบับนั้นหายสาบสูญไป เลยไม่รู้เหมือนกันว่า ความจริงแล้วกาลิเลโอเขียนอะไรไปถึงเพื่อนที่ชื่อ เบเนเดตโต คาสเทลลิ ที่เป็นประเด็นอยู่นี่

แต่...จดหมายต้นฉบับหายไปแล้วจริงๆหรือ นี่แหละค่ะ ขอเข้าเรื่องสักที หลังจากโม้มานาน เรื่องใหญ่ของวงการประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์ก็คือ ตอนนี้มีการค้นพบจดหมายต้นฉบับที่นำไปสู่ต้นกำเนิดความบาดหมางระหว่างศาสนจักรกับกาลิเลโอแล้ว

จดหมายที่สนับสนุนทฤษฎีของโคเปอร์นิคัส จนถือได้ว่าเป็นจดหมายที่ก่อให้เกิดพายุแห่งความขัดแย้งที่รุนแรงนี้ ไม่เคยหายไปไหนอย่างที่เคยคิดกัน แต่มันนอนแอ้งแม้งอยู่ที่ห้องสมุดของราชสมาคม (Royal Society) ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มานานกว่า 250 ปีแล้ว

และที่น่าตกใจก็คือ ผู้คนก็เคยเห็นจดหมายฉบับนี้กันมาบ่อยๆแล้วด้วยเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่ามันสำคัญเพียงไหน จนกระทั่งซัลวาทอเร ริคซิอาร์โด (Salvatore Ricciardo) นักประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ที่มาจากอิตาลีได้มาพบเข้า ในตอนที่เขาเข้ามาเยือนราชสมาคมเมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา

ซึ่งทีแรกริคซิอาร์โดมาที่นี่ด้วยกิจธุระอื่น แต่กลับได้มาพบเอกสารสุดสำคัญนี้เข้าโดยบังเอิญในระหว่างสืบค้นเอกสารออนไลน์ พี่แกเลยแตกตื่น รีบไปขอถ่ายสำเนาจดหมายมาศึกษาร่วมกับฟรานโก กุยดิซี (Franco Giudice) ผู้เชี่ยวชาญแห่งมหาวิทยาลัยเบอร์กาโม (University of Bergamo) และมิเคเล คาเมอโรตา (Michele Camerota) แห่งมหาวิทยาลัยกากลิอารี (University of Cagliari) โดยพลันแล้วก็ยืนยันร่วมกันว่า นี่แหละจดหมายที่หายไปของกาลิเลโอ ซึ่งกุยดิซีบอกว่า จดหมายฉบับนี้เหมือนเป็นแถลงการณ์สำคัญที่ตอกย้ำแนวคิดที่ว่าการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ควรเป็นอิสระ

กาลิเลโอในวัยชราถูกกักกันอยู่ในบ้าน.

จะว่าไปแล้ว งานนี้น่าเขกหัวผู้ดูแลราชสมาคม ที่มีของดีอยู่ตรงหน้าแท้ๆ แถมยังสแกนเอกสารลงในเครือข่ายออนไลน์แล้วด้วย แต่ไม่ทราบความสำคัญของเอกสาร ซึ่งสาเหตุแห่งความผิดพลาดนี้ น่าจะเป็นเพราะความเลินเล่อในการจัดเก็บเอกสาร ที่ลงระยะเวลาที่มาของเอกสารผิดไป จาก ค.ศ.1613 เป็น ค.ศ.1618 เลยทำให้เอกสารนี้ถูกมองข้ามมาโดยตลอด เพราะดังที่ทราบกันมานานโขแล้วว่า จดหมายต้นฉบับนั้นเขียนใน ค.ศ.1613 แต่ถูกคัดลอกต่อๆกัน ดังนั้น เมื่อมีการจัดเก็บเอกสารออนไลน์ แล้วระบุว่าเป็นจดหมายจากปี ค.ศ.1618 ก็ทำให้ผู้อ่านไม่สนใจ เพราะคิดว่าก็คงเป็นจดหมายฉบับคัดลอกอีกหนึ่งฉบับนั่นแล

แต่ถือเป็นโชคดีของซัลวาทอเร ริคซิอาร์โด ที่เมื่อกดคลิกๆที่คอมพิวเตอร์เพื่อดูเอกสารออนไลน์ของราชสมาคมแล้วเกิดตาดี มองเห็นเข้าว่า หัวจดหมายลงวันที่ในปี ค.ศ.1613 และเมื่อนำลายมือในจดหมายจำนวน 7 หน้า พร้อมลายมือชื่อที่ลงท้ายจดหมายด้วยคำว่า G.G. ไปตรวจสอบแล้ว ก็พบว่าเป็นลายมือของกาลิเลโอจริงๆ

พอเรื่องถูกเปิดเผยออกมาแล้ว ก็มีการสืบค้นได้ต่อว่า จดหมายมาอยู่ลอนดอนตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 โดยคาดว่าได้มาเพราะความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างราชสมาคม กับสถาบันแห่งการทดลองในฟลอเรนซ์ (Academy of Experiments in Florence) ที่ตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1657 โดยลูกศิษย์ของกาลิเลโอ แต่สถาบันนี้ตั้งอยู่ได้เพียงประมาณ 10 ปี ก็ล้มเลิกไป

ซัลวาทอเร ริคซิอาร์โด ผู้ค้นพบของสำคัญที่อยู่เพียงปลายจมูกของนักประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์มานานบอกว่า ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ ที่เขาได้กลายเป็นผู้ค้นพบเอกสารสำคัญที่บรรดาผู้ศึกษาเรื่องราวของกาลิเลโอเคยพยายามค้นหากันมาแสนนาน แต่ก็ไม่เคยพบ และหมดหวังที่จะพบกันไปแล้ว แต่คนที่ไม่ได้ตั้งใจค้นหากลับเจอเข้าง่ายๆ

นิโคลัส โคเปอร์นิคัส.

เนื้อความในจดหมายเอง ก็เป็นไปในแบบที่ได้เคยเห็นกันมาจากฉบับคัดลอกแล้วนั่นแหละค่ะ ว่ากาลิเลโอสนับสนุนทฤษฎีของโคเปอร์นิคัส และออกแนวต่อว่าต่อขานศาสนจักร

แต่...ทีนี้...เมื่อพบจดหมายที่ (เคย) หายไปนี้แล้ว จะตีความอะไรกันต่อมาได้อีกล่ะ

นักเขียนบางท่านได้ออกมาแสดงความเห็นว่า จดหมายที่ค้นพบนี้ เป็นการบ่งบอกว่า กาลิเลโอโกหก ที่ได้พยายามบอกไปทางโรมว่า จดหมายฉบับคัดลอกที่มีผู้ส่งไปโรมนั้นถูกตีไข่ใส่สี ทั้งๆที่เนื้อหามันก็เหมือนต้นฉบับลายมือของกาลิเลโอเองนั่นแล จดหมายนี้ จึงเป็นการเปิดเผยความจริงที่ว่า ที่กาลิเลโอพยายามแก้ตัวนั้นก็เป็นเพียงหนึ่งในความพยายามที่จะประนีประนอมกับศาสนจักรเท่านั้นแหละ เพราะในจดหมายต้นฉบับก็บอกอยู่ทนโท่ว่า กาลิเลโอเชื่อในทฤษฎีของนิโคลัส โคเปอร์นิคัส อย่างเต็มประตู

งานนี้หนังสือพิมพ์ต่างประเทศบางฉบับถึงกับพาดหัวตัวเบ้อเร่อว่า การโกหก 400 ปีของกาลิเลโอถูกเปิดเผยแล้ว!!

อย่างไรก็ดี ผู้เรียบเรียงเองมองว่า หากจะบอกว่าเป็นเรื่องโกหก ก็คงต้องเห็นใจกาลิเลโอสักหน่อย ที่สถานการณ์ตอนนั้นไม่ค่อยจะดีนัก หากเอาตัวรอดก็น่าจะดีที่สุด เพราะหากสู้จนตัวตายแล้ว ก็ไม่ได้อะไรอยู่ดี ส่วนคนที่บอกว่ากาลิเลโอขี้ขลาดนั้น ก็ต้องพิสูจน์กัน และได้เห็นในกาลต่อมาไม่นาน กล่าวคือ แม้เมื่อกาลิเลโอจะถูก “ปราม” จากศาสนจักรใน ค.ศ.1616 ซึ่งตอนนั้นเขามีอายุได้ 52 ปี แต่ครั้นถึง ค.ศ.1632 ที่กาลิเลโอมีอายุปาเข้าไปตั้ง 68 ปีแล้ว เขาก็ตีพิมพ์หนังสือบทสนทนาว่าด้วยระบบใหญ่สองระบบของโลกที่นำตัวเองขึ้นไปสู่แท่นจำเลยในศาลศาสนาอยู่ดี เรียกว่าแม้จะต้องวัดใจกันนานหน่อย แต่กาลิเลโอก็ยังต่อสู้ ทั้งๆที่รู้ว่าต้องพ่ายแพ้ในช่วงสุดท้ายของชีวิต

เดาว่าเจ้าตัวคงคิดแล้วว่า อายุปูนนี้แล้ว หากไม่สู้ ไม่ประกาศทฤษฎีที่ตัวเองเชื่อถือออกไป ก็อาจจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว และกาลิเลโอก็ไม่มีโอกาสจริงๆ เพราะใน ค.ศ.1633 เขาถูกพิพากษาให้เพิกถอนความเชื่อ และต้องจองจำในบ้านของตนเองจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต แต่นั่นก็เป็นการจุดประกายให้โลกได้หันมามองตัวเองจริงๆว่า เฮ้ย...ฉันเป็นบริวารของพี่เบิ้มดวงอาทิตย์นี่หว่า ไม่ใช่เป็นนายของดวงอาทิตย์อย่างที่เชื่อกันมาแต่แรก

กาลิเลโอเผชิญหน้าการไต่สวนในโรม.

เห็นจุดจบของกาลิเลโออย่างนี้แล้ว ท่านผู้อ่านคิดอย่างไรล่ะคะ ท่านเห็นว่า กาลิเลโอเป็นคนโกหก ขี้ขลาด หรือกล้าหาญ และอีกหนึ่งในข้อถกเถียงเกี่ยวกับชีวิตของกาลิเลโอก็คือ บางคนก็บอกว่า คำพูด

“e pur si muove : แต่มัน (โลก) ก็ยังหมุนอยู่ดี” นั้น กาลิเลโอผู้เฒ่าได้แอบกระซิบไว้ ณ ศาลศาสนาจริงๆ แต่บางคนก็บอกว่า ไอ้นี่แหละที่เป็นการตีไข่ใส่สี ก็ใคร้...ใครล่ะ จะไปกล้าพึมพำอย่างนั้นในวันพิพากษา

แต่ผู้เรียบเรียงเห็นว่า ไม่ได้สำคัญเลยว่า กาลิเลโอจะได้กล่าวประโยคนี้ หรือไม่ได้กล่าว เพราะยังไง้...ยังไง “โลกก็ยังหมุนอยู่ดี” ใช่ไหมคะ.

ทีมงานนิตยสารต่วยตูน โดย : พันธุ์สุภา

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้