วันพุธที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บิ๊กตู่ชื่นมื่น ‘สมศักดิ์’ เจอกันที่สุโขทัย ‘วิษณุ’ โยนพรรคโทรเรียกสมาชิก

“วิษณุ” โต้คำสั่ง ม.44 คลายล็อกไม่ใช่รีเซ็ตหรือเซ็ตซีโร่ แค่จัดระเบียบสมาชิกพรรคซ้ำซ้อนหรือแอบอ้างไม่เกี่ยวอุ้มพรรคตั้งใหม่นอมินีทหาร เมิน ปชป.-พท.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย “อภิสิทธิ์” ฉะยับใช้อำนาจพร่ำเพรื่อ อยากเลื่อนเลือกตั้ง-ล้างบางพรรคเก่าต้องกล้าบอกมาตรงๆ “เรืองไกร” ร้องคำสั่ง หน.คสช.ละเมิดสิทธิเสรีภาพการเมือง ใช้อำนาจขัด รธน. “สมชัย” เย้ยขงเบ้ง คสช.ซ่อนกลเข้าทางพรรคการเมือง ชี้ช่องเฟ้นแฟนพันธุ์แท้หมื่นคนร่วมทำไพรมารีโหวตเซตทีมผู้สมัคร ส.ส. ไม่ต้องเปลืองแรง กมธ.หัก กรธ. แก้ พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.ให้ทำโพลได้ พร้อมห้ามรณรงค์โหวตโน สนช.ผ่านฉลุย ก.ม.ต่อวีซ่า 9 ปี ป.ป.ช. ตั้ง กมธ.สอบประวัติว่าที่ กกต.ใหม่ “นายกฯตู่” อ้อนคนเมืองสองแคว หยอดถามอยากเลือกตั้งกันหรือยัง ล่องสุโขทัยปิดห้องถก “สมศักดิ์ เทพสุทิน-แกนนำชุมชน”

พรรคการเมืองเก่ายังคงดาหน้าถล่ม คสช.ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จพร่ำเพรื่อ ออกคำสั่งตามมาตรา44 เอื้อประโยชน์พรรคใหม่ที่สนับสนุนทหาร แอบแฝงรีเซ็ตสมาชิกพรรคเก่าและเตรียมยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตีความเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุเป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ยังคงเดินหน้าต่อไปไม่สะดุด โดยไม่ใช่การเซ็ตซีโร่ แต่จะตรวจสอบความซ้ำซ้อนของสมาชิกพรรคการเมือง

“วิษณุ” แจงคำสั่ง คสช.ไม่ใช่เซ็ตซีโร่

เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 25 ธ.ค. ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.พิษณุโลก นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 53/2560 เป็นการรีเซ็ตสมาชิกพรรคการเมือง และอาจส่งผลให้โรดแม็ปเลือกตั้งต้องขยับออกไปว่า ไม่ใช่การรีเซ็ตหรือเซ็ตซีโร่ อธิบายไปแล้วว่าไม่เกี่ยวกัน เพราะของเดิมก่อนที่จะมีการแก้ไขระบุเอาไว้ว่า พรรคต้องยืนยันเรื่องสมาชิก ตนไม่ทราบเจตนาของเขาที่ออกมาบอกว่าเป็นการรีเซ็ต แล้วแต่จะมองกัน แต่เจตนาของ คสช.ไม่ได้ต้องการอย่างนั้น เพราะมองว่าที่ผ่านมาหลายคนเป็นสมาชิกหลายพรรค บางคนไม่รู้ตัวว่าเป็นสมาชิก บางทีมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านไปล่าลายเซ็นมาโดยไม่ต้องเสียค่าสมาชิก หรือบางคนเป็นสมาชิกจริง แต่ระยะเวลานานจนคิดว่าพรรคคัดชื่อออกไปแล้ว เราจึงต้องการให้ตรวจสอบสิ่งเหล่านี้ เพื่อตรวจสอบสมาชิกให้ชัดเจน โดยให้สมาชิกเป็นคนยืนยันมาที่พรรค แต่ถ้าไม่อยากยืนยันก็ให้อยู่เฉยๆ พอพ้นเวลา 1 เดือนจะพ้นจากสมาชิกไปเอง

ปัดวุ่นไม่เอื้อประโยชน์พรรคใหม่

นายวิษณุกล่าวว่า ยืนยันไม่ใช่การเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองใหม่ เพราะเขาต้องทำเรื่องสมาชิกเหมือนกัน แต่จะง่ายกว่าคือ เริ่มนับจากศูนย์ ตั้งแต่ไม่มีสมาชิกที่ค้างสต๊อกไว้ แต่ขณะเดียวกันก็ลำบาก เพราะไม่ทราบว่าคนที่มาสมัครเป็นสมาชิกของพรรคอื่นอยู่หรือเปล่า เนื่องจากตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ปี 2550 มีความวุ่นวายเรื่องของสมาชิกพรรค ไม่รู้ว่าใครอยู่พรรคไหนอย่างไร และมีชื่อซ้ำซ้อนเป็นจำนวนมาก บางคนไม่คิดว่าเป็นสมาชิกพรรคก็มี เพราะคิดว่าการที่มานำชื่อไปเพื่อการเลือกตั้งในครั้งนั้นๆ เพียงหนเดียวแล้วจบ แต่ปรากฏว่ายังเป็นสมาชิกอยู่ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน สิ่งที่เขาเป็นกังวลอยู่ในขณะนี้คือ การให้ยืนยันสมาชิกภายใน 30 วัน จะทำไม่ทัน แต่ในความเป็นจริงไม่มีปัญหา เพราะถ้าพ้นเวลา 30 วันไปแล้ว ยังสมัครสมาชิกใหม่ได้ ไม่มีปัญหาสามารถยืดออกไปได้ตลอด จะขอขยายเป็นชาติก็ได้ ถ้าพรรคใดกลัวว่าสมาชิกจะเหลือน้อย ให้รีบติดต่อทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ไปจนถึงเดือน มี.ค.61 ให้สอบถามสมาชิกของตัวเองไปทางโทรศัพท์ หรือทางออนไลน์ สอบถามกันไป เพื่อให้วันที่ 1 เม.ย.61 จะได้พร้อมทันที

เดินหน้าต่อยื่นตีความก็ไม่สะดุด

เมื่อถามถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความคำสั่ง คสช. นายวิษณุกล่าวว่า ไม่เป็นไร ทำได้ ไม่มีปัญหา ไม่ว่ากัน เป็นสิทธิ และถ้า ยื่นจริงจะไม่ส่งผลให้คำสั่ง คสช.ต้องสะดุด กระบวนการยังเดินต่อไปได้

“นิพิฏฐ์” สับกระทบสิทธิ ปชช.ขัด รธน.

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ได้เตรียมยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ที่อาจขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะมองว่าอาจขัดแย้งกับสิทธิของประชาชนที่รองรับไว้ในรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ ไม่ใช่การปลดล็อกพรรคการเมือง เพราะสิทธิของประชาชนในกฎหมายพรรคการเมืองคือให้สมาชิกพรรคยังคงเป็นสมาชิกต่อไปได้ จะพ้นสภาพเมื่อไม่จ่ายค่าบำรุงสมาชิกภายใน 4 ปี แต่ในคำสั่งมาตรา 44 ต้องยืนยันตัวเองและเสียค่าบำรุงพรรคภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2561 กลายเป็นการกระทบสิทธิประชาชน แม้จะมีบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญรองรับอำนาจมาตรา 44 แต่ถ้าอำนาจนี้ขัดแย้งรัฐธรรมนูญปัจจุบัน อย่างมาตรา 26 แม้ยื่นไปแล้วจะไม่ชนะก็ไม่เป็นไร ต้องการให้สังคมรู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินระหว่างอำนาจ คสช.หรือสิทธิของประชาชนที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ อะไรมีศักดิ์และสิทธิเหนือกว่ากัน รัฐธรรมนูญปี 60 ผ่านประชามติจากประชาชน ถ้าผลวินิจฉัยออกมาว่าสิทธิของประชาชนเหนือกว่าอำนาจ คสช. เป็นไปได้ว่าจากนี้ไปจะไม่มีใครกล้ายึดอำนาจอีก

“มาร์ค” ฉะจะเลื่อน ลต.ก็บอกตรงๆ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในรายการต้องถาม ช่องฟ้าวันใหม่ ถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. ใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งแก้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองว่า 1.เหตุใดผู้มีอำนาจไม่มีความรอบคอบเพียงพอที่จะรู้ว่า แผนการที่วางเป็นขั้นตอนด้วยเหตุด้วยผลคืออะไร กลายเป็นว่าอาจมีความต้องการอะไรบางอย่างแฝงหรือไม่ 2.หากต้องการเลื่อนเลือกตั้ง ทำไมไม่กล้าหาญที่จะบอกอย่างตรงไปตรงมาเพราะเป็นชายชาติทหาร 3.การมีอำนาจเบ็ดเสร็จยิ่งต้องใช้อำนาจให้น้อยที่สุด อย่าใช้พร่ำเพรื่อ พล.อ.ประยุทธ์เป็นคนพูดเอง แต่ขณะนี้กลายเป็นการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จตามตามใจชอบ 4.อำนาจเบ็ดเสร็จ หากใช้เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับตนเองหรือพวกพ้อง อยากให้ระมัดระวังและควรย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ของการใช้อำนาจโดยขาดความชอบธรรม สุดท้ายผู้ใช้อำนาจจะต้องเผชิญกับอะไร

กล้าจริงประกาศชัดรีเซ็ตพรรคเก่า

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า คำสั่งที่ออกมาอนุญาตให้เฉพาะกลุ่มคนบางกลุ่มที่ตั้งพรรคใหม่หาสมาชิกพรรคได้ 1 เดือนในช่วงเดือน มี.ค.2561 ส่วนพรรคการเมืองเก่าไม่มีสิทธิทำตรงนี้ เป็นคำถามว่าพรรคการเมืองเก่าสามารถเตรียมการเรื่องสมาชิกพรรคเก่าได้หรือไม่ เพราะยังมีคำสั่ง คสช.ห้ามเคลื่อนไหว พรรคที่ได้รับผลกระทบคือพรรคที่มีสมาชิกอยู่แล้ว โดยเฉพาะพรรคที่มีสมาชิกจำนวนมาก พรรคประชาธิปัตย์มีสมาชิก 2.8 ล้านคนเศษ ถามว่าการติดต่อกับคนเกือบ 3 ล้านคน เพื่อให้ทำหนังสือยืนยันกลับมาภายใน 30 วัน โดยที่พรรคถูกห้ามเคลื่อนไหวจะทำได้หรือไม่ นอกจากนี้ ตนยังมองว่าคำสั่งที่ออกมาเป็นการทำลายความผูกพันระหว่างสมาชิกกับพรรค ไม่เห็นประโยชน์ในแง่ส่วนรวมและไม่ทราบจุดประสงค์ที่แอบแฝง หากมีความกล้าหาญให้ประกาศมาเลยว่า จะรีเซ็ตพรรคการเมือง ไม่ใช่ทำด้วยวิธีเพิ่มความยุ่งยากเข้ามา และเป็นการไม่ศึกษาระบบรัฐสภาอย่างแท้จริง คิดเพียงเรื่องเฉพาะหน้าด้วยความห่วงพรรคการเมืองใหม่เป็นพิเศษ ตนไม่ทราบว่าทำไปด้วยเหตุผลใด

“เรืองไกร” จ่อร้องเลิกคำสั่ง หน.คสช.

ด้านนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ที่ให้สมาชิกพรรคการเมืองไปทำหนังสือแจ้งความเป็นสมาชิกพรรคและชำระค่าบำรุงพรรคภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ 1 เม.ย.61 ถ้าไม่ดำเนินการภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้เป็นอันพ้นจากสมาชิกพรรคการเมือง มองว่าคำสั่งดังกล่าว เป็นเหตุให้ตนถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพทางการเมืองในฐานะสมาชิกพรรคเพื่อไทยตามมาตรา 45 ของรัฐธรรมนูญ อีกทั้งยังไม่เปิดโอกาสให้ได้ใช้สิทธิแสดงความคิดเห็นตามความในมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ การกระทำของหัวหน้า คสช. จึงอาจเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญการตรากฎหมายและแก้กฎหมายต้องเป็นอำนาจของรัฐสภา คสช. ไม่ควรอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราวมายกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง การออกคำสั่งที่ 53/2560 จึงอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอำนาจวินิจฉัยให้การกระทำของหัวหน้า คสช.สิ้นผลได้ จึงจำเป็นต้องใช้สิทธิร้องตรงไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีคำวินิจฉัยต่อไปโดยเร็ว จะไปยื่นร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 53/2560 เป็นการกระทำละเมิดสิทธิเสรีภาพของตนหรือไม่ ในวันที่ 27 ธ.ค. เวลา 10.00 น.

“สมชัย” ชี้ช่องพรรคสู้รีเซ็ตสมาชิก

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.กล่าวว่า กรณีพรรคใหญ่ที่สมาชิกจำนวนมาก เช่น พรรคประชาธิปัตย์ที่มีถึง 2 ล้าน 7 แสนคน หรือพรรคเพื่อไทยที่ 1 แสน 3 หมื่นคน ส่งเสียงดังว่า คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 เป็นเจตนาของการรีเซ็ตสมาชิกพรรค เพราะเวลาสั้นๆ คงไม่สามารถจัดการทางธุรการให้เรียบร้อยได้ หากพิจารณาจากจำนวนสมาชิกที่เพียงพอสำหรับการมีคุณสมบัติส่งประกวดในการเลือกตั้งครั้งแรกภายใต้กฎหมายใหม่จำนวนที่เหมาะสมสุด ปลอดภัยสุดและจัดการได้ง่ายสุดคือประมาณ 10,000 คน เพราะบท เฉพาะกาลของ พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง กำหนดให้พรรคที่จะส่ง ส.ส.ในเขตใด ต้องมีตัวแทนในระดับจังหวัด และมีการทำไพรมารีโหวตในจังหวัดนั้นๆ โดยต้องมีสมาชิกเข้าร่วมประชุมอย่างน้อย 100 คน ดังนั้น จำนวนที่ปลอดภัยป้องกันการถูกร้องเรียนภายหลัง ในเรื่องคุณสมบัติผู้เข้าร่วมประชุม คือ 130 คน×77 จังหวัด ได้ 10,010 คน หรือประมาณ 10,000 คนเท่านั้น

เย้ยขงเบ้ง คสช.ซ้อนกลเข้าทาง

นายสมชัยกล่าวว่า ท่ามกลางเสียงเอะอะโวยวาย แสดงความไม่พอใจต่อการรีเซ็ตสมาชิกพรรคที่แยบยลของคำสั่ง คสช. 53/2560 ในมุมลึกที่สุดของพรรค การเมืองใหญ่ อาจมีสุมาอี้ทางการเมืองหัวเราะเสียงดังว่าทุกอย่างช่างสอดคล้องกับสิ่งที่มุ่งหวัง ซ้ำยังไม่เปลืองเรี่ยวแรงตนในการจัดการใดๆ ขอบคุณขงเบ้งแห่ง คสช.จริงๆ

กมธ.แก้ ก.ม.เลือกตั้งให้ทำโพลได้

ที่รัฐสภา นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับ ดังกล่าวว่า กมธ.พิจารณาครบแล้วทั้ง 178 มาตรา และในวันที่ 27 ธ.ค.จะสรุปการระดมความคิดเห็นของประชาชนจากเว็บไซต์ช่วงวันที่ 13 -27 ธ.ค. ประเด็นสำคัญที่ กมธ.แก้ไขคือมาตรา 74 เรื่องการทำโพลสำรวจความเห็นประชาชน หากดูตามเนื้อหาที่ กรธ. เสนอมา อาจตีความได้ว่าไม่สามารถทำโพลได้ กมธ. จึงแก้ไขให้ทำโพลได้ตามปกติ แต่ต้องทำภายใต้หลักวิชาการของสถาบันที่น่าเชื่อถือ และช่วง 7 วันก่อนการเลือกตั้ง ห้ามเผยแพร่ผลโพลเพื่อชี้นำ ส่วนการทำเอ็กซิตโพลยังดำเนินการได้ตามปกติ แต่ต้องเปิดเผยหลังจากสิ้นสุดการลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

พลิกกฎใหม่ห้ามรณรงค์โหวตโน

นายทวีศักดิ์กล่าวว่า ขณะเดียวกัน กมธ.แก้ไขมาตรา 75 เรื่องการลงคะแนนในช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน (โหวตโน) ที่ กรธ.ระบุสามารถรณรงค์ให้ประชาชนโหวตโนได้ แต่ กมธ.ไม่เห็นด้วย แก้ไขเป็นห้ามรณรงค์โหวตโนในลักษณะรูปแบบที่เป็นกิจลักษณะ แต่หากเป็นการพูดคุยแสดงความเห็นตามปกติของประชาชนสามารถทำได้ ขณะที่ประเด็นมาตรา 132 เกี่ยวกับการเลือกตั้งซ่อมภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป กมธ.ให้คงตามเนื้อหาเดิมที่ กรธ.เสนอมาคือ หากมีการเลือกตั้งซ่อมในเขตเลือกตั้งใด หลังวันเลือกตั้งทั่วไปภายในเวลา 1 ปี ต้องทำคะแนนเลือกตั้งซ่อมมาคำนวณเพื่อหาจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อใหม่ด้วย แต่ถ้าเป็นกรณีการเลือกตั้งซ่อม หลังจากที่พ้นวันเลือกตั้งทั่วไปแล้ว 1 ปี ไม่ต้องนำคะแนนการเลือกตั้ง ซ่อม มาคำนวณสัดส่วนจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อใหม่

สนช.ผ่านฉลุย ก.ม.ต่ออายุ ป.ป.ช.

อีกเรื่อง เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภามีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อลงมติวาระ 2 และ 3 ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ที่ตกค้างมาจากการพิจารณาเมื่อสัปดาห์ ที่ผ่านมา มีสาระสำคัญคือ การต่ออายุให้กรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน 9 คนดำรงตำแหน่งต่อไปจนครบวาระ 9 ปี จากเดิมที่ กรธ.ให้อยู่ในตำแหน่งต่อได้เฉพาะกรรมการ ป.ป.ช.ที่มีคุณสมบัติไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญเท่านั้น และการตัดทิ้งมาตรา 37/1 เรื่องการให้ ป.ป.ช. มีอำนาจดักฟังข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์เช่น โทรศัพท์ ไลน์ เฟซบุ๊ก ในคดีทุจริตและร่ำรวย ผิดปกติ ภายหลังถูก สนช.อภิปรายท้วงติงอย่างหนัก บรรยากาศการลงมติรายมาตราวาระ 2 และ 3 เป็นไปอย่างราบรื่น หลังจากสมาชิก สนช.ลงมติวาระ 2 ครบทุกมาตราแล้ว ที่ประชุม สนช.ลงมติเห็นชอบในวาระ 3 ด้วยคะแนน 197 ต่อ 1 งดออกเสียง 7 โดยจะส่งร่าง พ.ร.บ.ที่ผ่านความเห็นชอบจาก สนช. ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) พิจารณาเนื้อหาว่าจะมีการตั้ง กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายมาทบทวนหรือไม่

ตั้ง กมธ.สอบประวัติ 7 ว่าที่ กกต.

ช่วงบ่าย ที่ประชุม สนช.ที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.ทำหน้าที่ประธาน ได้พิจารณาวาระให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามที่คณะกรรมการสรรหา ได้สรรหามาแล้ว 5 คน และจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา 2 คน โดยที่ประชุมได้เห็นชอบให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง กกต.จำนวน 17 คนมาสอบประวัติความประพฤติว่าที่ กกต.ทั้ง 7 คน ภายใน 60 วัน ก่อนจัดทำรายงานเพื่อนำเสนอให้ที่ประชุม สนช.รับรองต่อไป โดย กมธ.สามัญฯจะนัดประชุมครั้งแรกในวันที่ 26 ธ.ค.

นายกฯนำ ครม.ตะลุยเมืองสองแคว

เมื่อเวลา 06.45 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่ง ชาติ (คสช.) พร้อมนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นายวิษณุ เครืองาม พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และนายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ เดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังท่าอากาศยานทหารกองบิน 46 จ.พิษณุโลก ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.พิษณุโลก และประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่อย่างเป็นทางการ ครั้งที่ 4/2560 ที่ จ.สุโขทัย ในวันที่ 25-26 ธ.ค. จากนั้นนายกฯ ขึ้นรถตู้ทะเบียน 5 กด 5550 กรุงเทพฯ ไปยังวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร กราบสักการะพระพุทธชินราช และกราบนมัสการพระศรีรัตนมุนี ผู้รักษาการแทนเจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระศรีรัตนมหาธาตุฯ โดยพระศรีรัตนมุนีมอบเหรียญสมโภชหลวงพ่อพระพุทธชินราชครบรอบ 660 ปี ให้นายกฯ และคณะ ทั้งนี้นายกฯเปิดเผยว่า ได้อธิษฐานขอพรหลวงพ่อพระพุทธชินราชให้บ้าน เมืองปลอดภัย ทำงานเพื่อบ้านเมืองให้สำเร็จทุกปัญหา จะช่วยดูแลรักษาประเทศไว้ให้ดี

หยอดถามอยากเลือกตั้งหรือยัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร มีข้าราชการ ประชาชน มารอต้อนรับ รวมถึงนายกฤษณะ ละไล ประธานมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล และกลุ่มผู้พิการที่ร่วมโครงการขับเคลื่อนพิษณุโลกเมืองต้นแบบด้านอารยสถาปัตย์ ขอให้สร้างทางอำนวยความสะดวกให้คนพิการทุกที่ โดยนายกฯ กล่าวตอบว่า เราต้องเชื่อมั่น หวัง มีศรัทธา ทุกคนเป็นฮีโร่ทั้งหมด จากนั้นนายกฯ ได้ถามผู้พิการว่า “อยากให้มีเลือกตั้ง ให้คนอื่นมาทำแทนผมหรือยัง ถ้ามาทำก็ทำให้ดีแล้วกัน ต้องมียุทธศาสตร์ชาติ ดูแลคนพิการให้เป็นธรรม ถ้าไม่มียุทธศาสตร์ชาติ การ ใช้งบฯจะเป็นเบี้ยหัวแตก” ทั้งนี้นายกฯ ได้ตะโกนถามตอนท้ายด้วยว่า พร้อมจะเลือกตั้งแล้วหรือไม่

ชาวนาร้องข้าวนาปรังตกต่ำ

จากนั้นได้มีประชาชนเข้ายื่นเรื่องร้องเรียน โดยนายกฯได้สอบถามปัญหาด้วยตัวเอง แล้วให้ผู้เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการ อาทิ ปัญหาไม่มีไฟฟ้าใช้ ราคาข้าวนาปรังตกต่ำขายได้เพียง 5,000 บาทต่อเกวียน ไม่ได้ประกันราคาและไม่ได้เก็บข้าวไว้ในยุ้งฉาง นายกฯ รับปากเดี๋ยวแก้ไขให้ และเรียก รมว.เกษตรฯ มารับเรื่องไป นอกจากนี้ชาวบ้าน อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ร้องแก้ภัยแล้ง ขาดแคลนแหล่งน้ำ นายกฯ ได้สั่งผู้ว่าฯพิษณุโลกมารับเรื่อง ขณะเดียวกัน มี ชาวบ้านมาให้กำลังใจ และขอให้มีสุขภาพแข็งแรง ทำให้นายกฯ อารมณ์ดี พร้อมกล่าวว่า ขอให้สวยๆ คนจะงาม งามที่ใจใช่ใบหน้า ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นนายกฯเดินทางไปสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถ และพระสุพรรณกัลยา ณ กองทัพภาคที่ 3 และปลูกต้นไม้มหาพรหมราชินี

“บิ๊กป้อม” ไหว้พระไม่ตอบนาฬิกาหรู

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากคณะของนายกฯ เดินทางออกจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุฯไป เมื่อเวลา 09.30 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้เดินทางมาสักการะพระพุทธชินราชเช่นเดียวกัน โดยที่ข้อมือขวาของ พล.อ.ประวิตร ยังพันอุปกรณ์พยุงข้อมือจากอาการนิ้วล็อก เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงอาการบาดเจ็บ พล.อ.ประวิตร หันมาตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสว่า “ดีแล้ว อีก 2 วันหายแล้ว” และเมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าการชี้แจงที่มาของนาฬิกาหรูต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พล.อ.ประวิตรปฏิเสธที่จะตอบคำถามและเดินขึ้นรถในทันที

“บิ๊กตู่” หยอกไก่ไม่ต้องกลัว คสช.ไม่ดุ

ต่อมาเวลา 10.00 น. นายกฯพร้อมคณะ ไปเยี่ยมชมกิจการบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีพิษณุโลก (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน และพบปะประชาชนบ้านวังส้มซ่า หมู่ที่ 1 ต.ท่าโพธิ์ อ.เมือง จ.พิษณุโลก กว่า 200 คน นายกฯได้ทดลองให้ผู้สูงอายุในชุมชนนวดไหล่แก้เมื่อย ระหว่างนวดไป คุณยายหมอนวดบอกขอให้นายกฯอยู่นานๆ นายกฯหัวเราะพร้อมกล่าวว่า “ยังไม่ถึงเวลาพูด” และนายกฯยังให้ความสนใจกับไก่พื้นเมืองของ จ.พิษณุโลก โดยเฉพาะพ่อพันธุ์ไก่ชนพระนเรศวรเหลืองหางขาว ชื่อ “เจ้ามารวย” ค่าตัวสูงถึง 100,000 บาท และได้อุ้มไก่ที่ชื่อ “เทพประทานพร” ที่เพิ่งชนะการประกวด พร้อมอุ้มไก่ชน “เทพประกายทอง” เอามือเกาคอ พูดคุย กับไก่ว่า “ไม่ต้องกลัว คสช.นะ คสช.ไม่ดุ” นอกจากนี้ ยังสนใจการเพาะพันธุ์สุนัขพันธุ์บางแก้วเพื่อจำหน่าย เล่นหยอกล้อกับ “เจ้าเมืองแมน” สุนัขพ่อพันธุ์ และ ซื้อลูกสุนัขพันธุ์บางแก้วเพศผู้ 3 ตัว ราคาตัวละ 6,000 บาท นำไปเลี้ยงที่บ้าน 1 ตัว อีก 2 ตัวมอบให้ พล.อ.ฉัตรชัยและ พล.อ.อนุพงษ์ โดยได้จ่ายเงินสดให้ 25,000 บาท พร้อมระบุเงินที่เหลือให้เป็นขวัญถุง

ชาวบ้านขอหวยรถผู้นำเลข 5550

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์กล่าวกับชาวบ้านว่า ดีใจที่ได้มา ขอให้เรียกนายกฯว่า “ประยุทธ์ จันทร์ส้มซ่า” จะได้กลมกลืน นี่คือความสุขของตนเพื่อที่จะได้กลับไปคิดว่าจะทำอะไรให้ เรื่องราคาข้าวรัฐบาลดูแลให้หลายอย่างแล้ว ตลอด 3 ปีพยายามแก้ เพราะไม่อยากนำไปเป็นการเมืองหรือประเด็นสิทธิมนุษยชน และรัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาผู้มีรายได้น้อย เช่น นโยบายบัตรสวัสดิการรัฐ แม้จำนวนเงินไม่มาก แต่ดูแลทุกภาคส่วนได้ นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ได้ถามประชาชนว่า มีใครเบื่อนายกฯหรือไม่ โดยผู้สูงอายุคนหนึ่งตะโกนขึ้นว่า “รักนายกฯ” ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ยิ้มชอบใจ ก่อนตอบว่า “มาแรง ถือว่าจริงใจจริงๆ” และได้เดินทักทายรับดอกไม้จากประชาชน ถ่ายรูปอย่างเป็นกันเอง พร้อมกล่าวด้วยว่า “รู้สึกเหมือนกับประกวดนางสาวไทย ขอให้ ทุกคนร่ำรวย อย่าซื้อหวยกันเยอะ” ขณะที่ชาวบ้านได้แซวว่า ขอหวยทะเบียนรถนายกฯ 5550 ได้หรือเปล่างวดนี้ และก่อนกลับมีชาวบ้านได้มอบพระเครื่องเป็นพระร่วงให้นายกฯ

วอนอย่าปลุกการเมืองบานปลาย

ต่อมาเวลา 11.20 น. นายกฯพร้อมคณะ เดินทางมายังอาคารศรีวชิรโชติ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จ.พิษณุโลก เป็นสักขีพยานมอบหนังสืออนุญาตให้ทำประโยชน์ที่ดินทำกิน 14 จังหวัด 21 พื้นที่ และกล่าวกับประชาชนกว่า 1 พันคนที่มาต้อนรับว่า ทุกอย่างต้องร่วมมือกัน ทำข้างเดียวไม่ได้ และต้องทำแบบมีเหตุมีผล มีความพอประมาณ มีความรู้ มีคุณธรรม รู้ดีรู้ชั่ว ไม่บิดเบือน เพราะการบิดเบือนถือว่าไม่มีคุณธรรมเช่นกัน การให้รัฐบาลใช้กลไกประชาธิปไตย ต้องเป็นประชาธิปไตยที่มี ธรรมาภิบาลด้วย ตนเข้ามาเพื่อจัดระบบ ไม่ได้เข้ามา เพื่อทำให้ลำบาก ทำให้ถูกต้องและพูดความจริง ยึดตัวเลขที่แท้จริง ไม่ใช่แต่งขึ้น ส่วนปัญหาการเมืองเป็นเรื่องธรรมดา แต่อย่าให้บานปลายมากไปกว่านี้ เลย พอแล้ว วันนี้ตนดูแลเท่าที่ทำได้ ท่ามกลางปัญหามากมาย จากนี้ต้องมารับไปทำต่อ อำนาจอยู่ที่ท่านจะเลือกใคร และขออวยพรปีใหม่ก่อนล่วงหน้าเลย เพราะอีก 10 ปี 20 ปี หรือปีหน้าตนจะอยู่หรือเปล่าไม่รู้ ขอให้ปัญหาที่ประชาชนเผชิญอยู่หมดไป ให้ร่วมมือกับตนบ้าง สัญญานะ

บินต่อตรวจบางระกำโมเดล

จากนั้น นายกฯไปที่อาคารศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม เพื่อเป็นประธานประชุมยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนาภาคเหนือ 17 จังหวัด ก่อนประชุมนายกฯได้แวะสั่งซื้อกาแฟคาปูชิโนเย็น 1 แก้ว จากรถขายกาแฟเคลื่อนที่ของนักเรียนพิการทางการได้ยิน จากโรงเรียนพิษณุโลกปัญญานุกล และหลังการประชุม นายกฯขึ้นเฮลิคอปเตอร์ติดตามความก้าวหน้าการบริหารจัดการน้ำตามโครงการบางระกำโมเดล และเดินทางต่อไปยัง จ.สุโขทัย

ปิดห้องคุย “สมศักดิ์” พร้อมเจ้าถิ่น

กระทั่งเวลา 16.30 น. นายกฯได้เดินทางไปยังวัดศรีชุม ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.สุโขทัย เข้าสักการะพระอจนะและถ่ายภาพร่วมกับ ครม.ที่โบราณสถานภายในวัดศรีชุม แล้วเดินทางต่อไปที่หอประชุมอาคารอนุสรณ์ลายสือไท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง ต.เมืองเก่า อ.เมืองสุโขทัย เพื่อพบปะพูดคุยกับผู้นำท้องถิ่น ประมาณ 50 คน นำโดยนักการเมืองกลุ่มมัชฌิมาของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรองนายกฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เสนอให้มีการแก้ พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.ให้ ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรคในการเลือกตั้งครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่นำอดีต ส.ส.ของจังหวัดมาเข้าพบด้วย ใช้เวลาหารือประมาณ 1 ชั่วโมง โดยไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวเข้าทำข่าว จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้นั่งรถรางเยี่ยมชมอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เข้าสักการะพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และเปิดตลาดวัฒนธรรม และเยี่ยมชมตลาดประชารัฐ ถนนสายวัฒนธรรม 800 ปีกรุงสุโขทัย พร้อมชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมของ จ.สุโขทัยตามลำดับ

ดันของบฯ 6.5 พันล้านสางปัญหา

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรองนายกฯ เปิดเผยภายหลังการหารือว่า ได้เสนอโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาต่อรัฐบาลทั้งสิ้น 134 โครงการ วงเงินงบประมาณ 6,500 ล้านบาท อาทิ โครงการแก้ไขปัญหาแก้มลิงทะเลหลวง ที่จะให้ขุดลอกเพิ่มปริมาณการรับน้ำ โครงการพัฒนาเขื่อนแก่งเสือเต้น ที่พยายามมา 2 รัฐบาลแต่ยังไม่สำเร็จ ไม่ทราบว่าจะได้รับการอนุมัติหรือไม่ ส่วนข้อเสนอให้ ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรค ได้พูดกับนายกฯเพียงเล็กน้อย โดยไม่ต้องการคำตอบ เมื่อข้อเสนอที่ต้องการให้เกิดความปรองดอง แต่พอพูดไปแล้วกลับมีทั้งหอก ดาบ หมัด และเข่าเข้ามาจึงไม่ติดใจที่จะพูดเรื่องนี้ต่อ ขอให้ถึงเวลานั้นค่อยว่ากันใหม่ สำหรับทิศทางการเมืองของกลุ่มมัชฌิมายังไม่ได้เตรียมตัวอะไร เพราะไม่รู้ว่าจะมีเลือกตั้งเมื่อใด ขณะที่โอกาสที่จะตั้งพรรคการเมืองใหม่ยังไม่ได้คิด เมื่อถามว่า มีโอกาสจะกลับไปพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายสมศักดิ์กล่าวว่า “ยังไม่รู้จะตอบอย่างไร ยังไม่รู้ว่าเขาจะเอาอย่างไรกันแน่ ทั้งนักการเมือง และการเลือกตั้งต่างๆ ยังไม่รู้ว่าอันไหนของจริง ของปลอม” เมื่อถามย้ำว่าหากมีพรรคทหารกลุ่มมัชฌิมาจะเข้าไปร่วมด้วยหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า “คงยัง ต้องดูปัจจัยต่างๆว่าเป็นอย่างไร”