วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วิจัยพบหยุดยารักษาซึมเศร้า อาจเสี่ยงกลับเป็นอีก

โรคซึมเศร้าเป็นการเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นได้กับคนเราในช่วงหนึ่งของชีวิต เกิดจากหลายสาเหตุและหลายปัจจัยเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นความเครียดหรือเกิดจากความผิดปกติของระดับสารเคมีในเซลล์สมอง โดยต้องรักษาด้วยยาและทางจิตใจควบคู่กันไป แต่เมื่อเร็วๆนี้มีรายงานในวารสารการแพทย์อังกฤษเกี่ยวกับการวิเคราะห์ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าชนิดโรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive-Compulsive Disorder-OCD) ที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดความวิตกกังวลใจ และอีกชนิดคือโรคตื่นกลัวอยู่ตลอดเวลา (Post-Traumatic Stress Disorder-PTSD) คืออาการของความเครียดที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์สะเทือนใจ ซึ่งนักวิจัยพบว่าผู้ป่วยอาจจะกลับมาเป็นโรคอีกครั้ง เมื่อพวกเขาหยุดการรักษาด้วยยา โดยมีความเสี่ยงมากกว่า 3 เท่าของผู้ป่วยที่ยังคงใช้ยารักษาอย่างต่อเนื่อง

เนื่องจากยารักษาโรคซึมเศร้าจำนวนมากจะทำงานโดยการปรับเปลี่ยนสารเคมีบางอย่างในสมอง เช่น สารเซโรโทนิน เป็นสารสื่อประสาทที่ควบคุมอารมณ์ ความหิว, สารโดพามีน ทำหน้าที่เป็นฮอร์โมนประสาทและนอร์อิพิเนฟริน ทำให้เกิดความตื่นตัว นักวิจัยจากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยไฟร (Vrije Universiteit) ในกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เผยว่า ผู้ป่วยและแพทย์ผู้รักษาควรทราบว่า มีความเป็นไปได้ที่การเลิกใช้ยาต้านอาการซึมเศร้าภายใน 1 ปี อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการกำเริบของโรค แต่ก็มีการวิจัยถึงผลข้างเคียงของยาว่าอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ น้ำหนักเพิ่ม เกิดความบกพร่องทางเพศ นอนไม่หลับ สายตาเบลอ ท้องผูก

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของการวิจัยดังกล่าวคือ เป็นเพียงข้อมูลที่คัดมาเฉพาะผู้ป่วยที่ใช้ยารักษาราวๆ 1 ปี ที่สำคัญคือเป็นการพึ่งพาข้อมูลวิจัยที่เผยแพร่โดยบริษัทยา ซึ่งนักวิจัยด้านจิตเวชจากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์แห่งรัฐนิวยอร์ก ที่เมืองซีราคิวส์ ในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โต้แย้งว่าไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนที่จะต้องใช้ยารักษาในระยะยาว เพราะในความเป็นจริงแล้วมีการศึกษาพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็อาการดีขึ้นเมื่อหยุดการรักษา.