วันอังคารที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บททดสอบ “สตรีเหล็ก”

ยิ้มสู้-นางแองเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี (กลาง)รับมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีจากนายปีเตอร์ ทอเบอร์ เลขาธิการพรรคเซเดอู ก่อนการประชุมคณะผู้นำพรรคที่กรุงเบอร์ลิน หลังพันธมิตรรัฐบาลชนะการเลือกตั้งแต่ได้คะแนนเสียงต่ำที่สุดในรอบเกือบ 70 ปี (เอเอฟพี)

“สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี” พี่ใหญ่ของสหภาพยุโรป (อียู)เพิ่งจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (บุนเดสทาก) เมื่อ 24 ก.ย. ผลปรากฏว่าพันธมิตรรัฐบาลภายใต้การนำของนางแองเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรี “ชนะบนความพ่ายแพ้” แม้เธอได้เป็นนายกฯสมัยที่ 4 แต่ก็ทำให้การเมืองเมืองเบียร์เปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่

แม้พันธมิตร พรรคสหภาพประชาธิปไตยคริสเตียน และพรรคสหภาพสังคมคริสเตียนในบาวาเรีย (เซเดอู/เซเอสอู) หรือที่เรียกรวมกันว่า “เธอะ ยูเนียน” ซึ่งเป็นฝ่ายอนุรักษนิยมขวา-กลาง ของนางแมร์เคิล เข้าวินเป็นอันดับ 1 แต่ได้คะแนนเสียงแค่ 33% ได้ ส.ส.แค่ 246 ที่นั่ง จากทั้งหมด 709 ที่นั่ง

ส่วน พรรคสังคมประชาธิปไตย (เอสเปเด) ฝ่ายซ้าย-กลาง ซึ่งจับขั้วเป็น “มหาพันธมิตร” ร่วมรัฐบาลกับเซเดอู/เซเอสอู มาตั้งแต่ปี 2556 เข้าอันดับ 2 ได้คะแนนแค่ 20.5% ซึ่งต่างต่ำที่สุดตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เอสเปเดที่มีนายมาร์ติน ชูลซ์ เป็นผู้นำ “ถอดใจ” ประกาศ ถอนตัวออกไปเป็นฝ่ายค้านแทน

แต่ที่น่าตกตะลึงที่สุดก็คือ พรรคทางเลือกเพื่อเยอรมนี (เอเอฟเด) ฝ่ายชาตินิยมขวาจัดที่มีนโยบายต่อต้านผู้อพยพและอิสลาม และมีสายสัมพันธ์กับพรรคขวาจัดในฝรั่งเศสกับอังกฤษ จนถูกกล่าวหาว่าเป็นพวก “นาซี” ผงาดขึ้นมาได้คะแนนอันดับ 3 ถึง 12.6% ได้ ส.ส.เข้าสภาฯ เป็นครั้งแรกถึง 94 ที่นั่ง ทั้งที่เพิ่งก่อตั้งพรรคได้ 4 ปี

นั่นสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าชาวเยอรมันจำนวนมากไม่พอใจนโยบายเปิดรับผู้อพยพของนางแมร์เคิล ซึ่งทำให้มีผู้อพยพและผู้ลี้ภัยจากตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือทะลักเข้าเยอรมนีแล้วกว่า 1 ล้านคน ตั้งแต่ปี 2558 จึงหันไปเทคะแนนให้พรรคนี้แทน

ส่วนพรรคประชาธิปไตยเสรี (เอฟเดเป) ได้คะแนน 10.7% พรรคเลฟต์ (ซ้าย) ได้ 9.2% พรรคกรีน ซึ่งมีนโยบายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ได้ 8.9% ทำให้เยอรมนีมี ส.ส.ในสภามากถึง 7 พรรคเป็นครั้งแรก

เมื่อผลออกมาอย่างนี้ แถมพรรคเอสเปเดตีจาก นางแมร์เคิลต้องพบความยุ่งยากสุดๆ ในการจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่เพื่อครองเสียงข้างมากในสภา ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือน และสูตรที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการตั้งพันธมิตร “จาเมกา” ตามชื่อสีดำ เหลือง เขียว ของธงชาติจาเมกา คือพรรคเซเดอู/เซเอสอู ที่มีธงสัญลักษณ์สีดำ ร่วมตั้งรัฐบาลผสมกับพรรคเล็กๆ คือเอฟเดเปและพรรคกรีน ซึ่งมีธงสีเหลืองและเขียวตามลำดับ

แต่การตั้งรัฐบาลผสมสูตร “จาเมกา” ก็ไม่ง่าย เพราะมีหลายนโยบายขัดแย้งกัน รวมทั้งนโยบายการเงินของอียู ผู้อพยพ โรงงานไฟฟ้าถ่านหิน อนาคตของอุตสาหกรรมรถยนต์ ฯลฯ

ขณะเดียวกัน แมร์เคิลต้องเผชิญแรงกดดันจากพันธมิตรอนุรักษนิยมให้เร่งสกัดการแผ่อิทธิพลของพรรคเอเอฟเดฝ่ายขวาจัด นอกเหนือจากการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ความมั่นคง การก่อการร้าย ไปจนถึงปัญหาผู้อพยพที่เป็นเผือกร้อน

นอกจาก “ปัญหาภายใน” แมร์เคิลยังต้องเผชิญ “ปัญหาภายนอก” หลากหลายด้วย รวมทั้งความขัดแย้งกับประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ซึ่งทำตัวเป็น “พี่ใหญ่” ของอียูเช่นกัน หลังอังกฤษถอนตัวจากอียูและมาครงผลักดันให้มีการปฏิรูปอียูขนานใหญ่ รวมทั้งจะให้รวมงบ ประมาณของอียูเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งถูกต่อต้านจากฝ่ายอนุรักษนิยมในพรรคของแมร์เคิล และจากพรรคเอฟเดเปที่คาดว่าแมร์เคิลจะดึงมาร่วมตั้งรัฐบาลผสม

ส่วนเรื่องความสัมพันธ์กับ “รัสเซีย” ซึ่งตึงเครียดหนักหลังแมร์เคิลมีท่าทีแข็งกร้าวใส่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ในกรณีพิพาทเรื่อง “ยูเครน” แต่ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ฝ่ายที่สนับสนุนปูตินได้ที่นั่ง ส.ส.ในบุนเดสทากจำนวนมาก และ ใน 7 พรรค ที่มี ส.ส.ในสภา มีเพียงพรรคเซเดอู ของแมร์เคิล และพรรคกรีนเท่านั้นที่ต่อต้านปูติน ดังนั้น แรงกดดันให้แมร์เคิลยอมญาติดีกับปูตินจะแรงเร้าขึ้น อาจถึงขั้นบีบให้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย

ส่วนเรื่องความสัมพันธ์กับ “สหรัฐอเมริกา” รู้กันดีว่าแมร์เคิลกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขัดแย้งกันหลายเรื่อง รวมทั้งนโยบายต่อสู้โลกร้อน การค้าเสรี ข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน ไปจนถึงปัญหาเกาหลีเหนือ ซึ่งทรัมป์ขู่จะทำลายล้างเกาหลีเหนือ แต่แมร์เคิลฮึ่มใส่ว่าใช้กำลังทหารไม่ได้เด็ดขาด ทรัมป์ยังจี้ให้เยอรมนีจ่ายเงินสนับสนุนองค์การ “นาโต” ให้ถึง 2% ของจีดีพี ตามพันธสัญญา แต่แมร์เคิลไม่เออออด้วย

เยอรมนียังงัดข้อกับเพื่อนบ้านในยุโรปตะวันออกหลายประเทศ โดยเฉพาะ “ฮังการี” เพราะขัดแย้งกันเรื่องการแบ่งรับภาระผู้อพยพมหาศาล อีกทั้งงัดข้อกับรัฐบาลฝ่ายขวาของ “โปแลนด์” ซึ่งยืนกรานให้เยอรมนีจ่ายค่าปฏิกรณ์สงครามที่ติดค้างอยู่หลังเยอรมนีแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2

ส่วนความสัมพันธ์กับ “ตุรกี” ชาติร่วมสมาชิกนาโตก็ตกต่ำถึงขีดสุด หลังแมร์เคิลทะเลาะกับประธานาธิบดีเรเซป ทายยิป แอร์โดกัน อย่างรุนแรง กรณีที่แอร์โดกันกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามอย่างหนักหลังการก่อรัฐประหารที่ล้มเหลวในตุรกี และเยอรมนีห้ามไม่ให้นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลตุรกีเข้าไปหาเสียงกับชาวเติร์กในเยอรมนี ทำให้แอร์โดกันฉุนขาด เรียกร้องไม่ให้ชาวเติร์กในเยอรมนี เลือกพรรคของแมร์เคิลในการเลือกตั้งล่าสุด

ภารกิจผู้นำประเทศ “เสาหลัก” ของยุโรปของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น “สตรีเหล็ก” อย่างนางแมร์เคิล ผู้กุมอำนาจมาถึง 12 ปี จึงถูกท้าทายยิ่งกว่ายุคไหนๆ เธอจะฝ่าฟันไปได้หรือไม่ นี่คือบททดสอบครั้งใหญ่ที่สุด!

บวร โทศรีแก้ว