วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บททดสอบ “สตรีเหล็ก”

ยิ้มสู้-นางแองเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี (กลาง)รับมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีจากนายปีเตอร์ ทอเบอร์ เลขาธิการพรรคเซเดอู ก่อนการประชุมคณะผู้นำพรรคที่กรุงเบอร์ลิน หลังพันธมิตรรัฐบาลชนะการเลือกตั้งแต่ได้คะแนนเสียงต่ำที่สุดในรอบเกือบ 70 ปี (เอเอฟพี)

“สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี” พี่ใหญ่ของสหภาพยุโรป (อียู)เพิ่งจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (บุนเดสทาก) เมื่อ 24 ก.ย. ผลปรากฏว่าพันธมิตรรัฐบาลภายใต้การนำของนางแองเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรี “ชนะบนความพ่ายแพ้” แม้เธอได้เป็นนายกฯสมัยที่ 4 แต่ก็ทำให้การเมืองเมืองเบียร์เปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่

แม้พันธมิตร พรรคสหภาพประชาธิปไตยคริสเตียน และพรรคสหภาพสังคมคริสเตียนในบาวาเรีย (เซเดอู/เซเอสอู) หรือที่เรียกรวมกันว่า “เธอะ ยูเนียน” ซึ่งเป็นฝ่ายอนุรักษนิยมขวา-กลาง ของนางแมร์เคิล เข้าวินเป็นอันดับ 1 แต่ได้คะแนนเสียงแค่ 33% ได้ ส.ส.แค่ 246 ที่นั่ง จากทั้งหมด 709 ที่นั่ง

ส่วน พรรคสังคมประชาธิปไตย (เอสเปเด) ฝ่ายซ้าย-กลาง ซึ่งจับขั้วเป็น “มหาพันธมิตร” ร่วมรัฐบาลกับเซเดอู/เซเอสอู มาตั้งแต่ปี 2556 เข้าอันดับ 2 ได้คะแนนแค่ 20.5% ซึ่งต่างต่ำที่สุดตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เอสเปเดที่มีนายมาร์ติน ชูลซ์ เป็นผู้นำ “ถอดใจ” ประกาศ ถอนตัวออกไปเป็นฝ่ายค้านแทน

แต่ที่น่าตกตะลึงที่สุดก็คือ พรรคทางเลือกเพื่อเยอรมนี (เอเอฟเด) ฝ่ายชาตินิยมขวาจัดที่มีนโยบายต่อต้านผู้อพยพและอิสลาม และมีสายสัมพันธ์กับพรรคขวาจัดในฝรั่งเศสกับอังกฤษ จนถูกกล่าวหาว่าเป็นพวก “นาซี” ผงาดขึ้นมาได้คะแนนอันดับ 3 ถึง 12.6% ได้ ส.ส.เข้าสภาฯ เป็นครั้งแรกถึง 94 ที่นั่ง ทั้งที่เพิ่งก่อตั้งพรรคได้ 4 ปี

นั่นสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าชาวเยอรมันจำนวนมากไม่พอใจนโยบายเปิดรับผู้อพยพของนางแมร์เคิล ซึ่งทำให้มีผู้อพยพและผู้ลี้ภัยจากตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือทะลักเข้าเยอรมนีแล้วกว่า 1 ล้านคน ตั้งแต่ปี 2558 จึงหันไปเทคะแนนให้พรรคนี้แทน

ส่วนพรรคประชาธิปไตยเสรี (เอฟเดเป) ได้คะแนน 10.7% พรรคเลฟต์ (ซ้าย) ได้ 9.2% พรรคกรีน ซึ่งมีนโยบายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ได้ 8.9% ทำให้เยอรมนีมี ส.ส.ในสภามากถึง 7 พรรคเป็นครั้งแรก

เมื่อผลออกมาอย่างนี้ แถมพรรคเอสเปเดตีจาก นางแมร์เคิลต้องพบความยุ่งยากสุดๆ ในการจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่เพื่อครองเสียงข้างมากในสภา ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือน และสูตรที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการตั้งพันธมิตร “จาเมกา” ตามชื่อสีดำ เหลือง เขียว ของธงชาติจาเมกา คือพรรคเซเดอู/เซเอสอู ที่มีธงสัญลักษณ์สีดำ ร่วมตั้งรัฐบาลผสมกับพรรคเล็กๆ คือเอฟเดเปและพรรคกรีน ซึ่งมีธงสีเหลืองและเขียวตามลำดับ

แต่การตั้งรัฐบาลผสมสูตร “จาเมกา” ก็ไม่ง่าย เพราะมีหลายนโยบายขัดแย้งกัน รวมทั้งนโยบายการเงินของอียู ผู้อพยพ โรงงานไฟฟ้าถ่านหิน อนาคตของอุตสาหกรรมรถยนต์ ฯลฯ

ขณะเดียวกัน แมร์เคิลต้องเผชิญแรงกดดันจากพันธมิตรอนุรักษนิยมให้เร่งสกัดการแผ่อิทธิพลของพรรคเอเอฟเดฝ่ายขวาจัด นอกเหนือจากการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ความมั่นคง การก่อการร้าย ไปจนถึงปัญหาผู้อพยพที่เป็นเผือกร้อน

นอกจาก “ปัญหาภายใน” แมร์เคิลยังต้องเผชิญ “ปัญหาภายนอก” หลากหลายด้วย รวมทั้งความขัดแย้งกับประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ซึ่งทำตัวเป็น “พี่ใหญ่” ของอียูเช่นกัน หลังอังกฤษถอนตัวจากอียูและมาครงผลักดันให้มีการปฏิรูปอียูขนานใหญ่ รวมทั้งจะให้รวมงบ ประมาณของอียูเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งถูกต่อต้านจากฝ่ายอนุรักษนิยมในพรรคของแมร์เคิล และจากพรรคเอฟเดเปที่คาดว่าแมร์เคิลจะดึงมาร่วมตั้งรัฐบาลผสม

ส่วนเรื่องความสัมพันธ์กับ “รัสเซีย” ซึ่งตึงเครียดหนักหลังแมร์เคิลมีท่าทีแข็งกร้าวใส่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ในกรณีพิพาทเรื่อง “ยูเครน” แต่ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ฝ่ายที่สนับสนุนปูตินได้ที่นั่ง ส.ส.ในบุนเดสทากจำนวนมาก และ ใน 7 พรรค ที่มี ส.ส.ในสภา มีเพียงพรรคเซเดอู ของแมร์เคิล และพรรคกรีนเท่านั้นที่ต่อต้านปูติน ดังนั้น แรงกดดันให้แมร์เคิลยอมญาติดีกับปูตินจะแรงเร้าขึ้น อาจถึงขั้นบีบให้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย

ส่วนเรื่องความสัมพันธ์กับ “สหรัฐอเมริกา” รู้กันดีว่าแมร์เคิลกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขัดแย้งกันหลายเรื่อง รวมทั้งนโยบายต่อสู้โลกร้อน การค้าเสรี ข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน ไปจนถึงปัญหาเกาหลีเหนือ ซึ่งทรัมป์ขู่จะทำลายล้างเกาหลีเหนือ แต่แมร์เคิลฮึ่มใส่ว่าใช้กำลังทหารไม่ได้เด็ดขาด ทรัมป์ยังจี้ให้เยอรมนีจ่ายเงินสนับสนุนองค์การ “นาโต” ให้ถึง 2% ของจีดีพี ตามพันธสัญญา แต่แมร์เคิลไม่เออออด้วย

เยอรมนียังงัดข้อกับเพื่อนบ้านในยุโรปตะวันออกหลายประเทศ โดยเฉพาะ “ฮังการี” เพราะขัดแย้งกันเรื่องการแบ่งรับภาระผู้อพยพมหาศาล อีกทั้งงัดข้อกับรัฐบาลฝ่ายขวาของ “โปแลนด์” ซึ่งยืนกรานให้เยอรมนีจ่ายค่าปฏิกรณ์สงครามที่ติดค้างอยู่หลังเยอรมนีแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2

ส่วนความสัมพันธ์กับ “ตุรกี” ชาติร่วมสมาชิกนาโตก็ตกต่ำถึงขีดสุด หลังแมร์เคิลทะเลาะกับประธานาธิบดีเรเซป ทายยิป แอร์โดกัน อย่างรุนแรง กรณีที่แอร์โดกันกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามอย่างหนักหลังการก่อรัฐประหารที่ล้มเหลวในตุรกี และเยอรมนีห้ามไม่ให้นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลตุรกีเข้าไปหาเสียงกับชาวเติร์กในเยอรมนี ทำให้แอร์โดกันฉุนขาด เรียกร้องไม่ให้ชาวเติร์กในเยอรมนี เลือกพรรคของแมร์เคิลในการเลือกตั้งล่าสุด

ภารกิจผู้นำประเทศ “เสาหลัก” ของยุโรปของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น “สตรีเหล็ก” อย่างนางแมร์เคิล ผู้กุมอำนาจมาถึง 12 ปี จึงถูกท้าทายยิ่งกว่ายุคไหนๆ เธอจะฝ่าฟันไปได้หรือไม่ นี่คือบททดสอบครั้งใหญ่ที่สุด!

บวร โทศรีแก้ว

“สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี” พี่ใหญ่ของสหภาพยุโรป (อียู)เพิ่งจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (บุนเดสทาก) เมื่อ 24 ก.ย. ผลปรากฏว่าพันธมิตรรัฐบาลภายใต้การนำของนางแองเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรี 30 ก.ย. 2560 14:25 30 ก.ย. 2560 15:22 ไทยรัฐ