
ทันทีที่รัฐบาลได้ออกมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (แพ็กเกจอีวี) เมื่อต้นปีนี้ ตั้งแต่การลดอัตราภาษีนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป การลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าร่วมมาตรการ และการให้เงินอุดหนุน 70,000-150,000 บาทต่อคัน สำหรับรถยนต์ที่มีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท
ส่งผลให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าลดฮวบ ทำให้ประชาชนตัดสินใจได้ง่ายขึ้นในการจะซื้อมาใช้งาน
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 100% หรืออีวี (EV) คึกคักขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
ดูได้จากงาน “บางกอก มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43” เมื่อต้นเดือน เม.ย.นี้ พบว่าผู้มาชมงานให้ความสนใจกับรถยนต์ไฟฟ้าอย่างมาก ยอดจองรถยนต์โดยรวมเมื่อจบงาน 33,936 คัน จำนวนนี้เป็นรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 10%
“ทีมเศรษฐกิจ ไทยรัฐ” จึงขอรายงานถึงสภาพตลาดรถยนต์ไฟฟ้าหลังมาตรการรัฐคลอดออกมา รวมทั้งแผนการขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า
และที่สำคัญ ถ้าอยากเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าสักคันต้องเตรียมตัวอย่างไร!!!
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไปโลด
“สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์” โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้ความเห็นถึงมาตรการรัฐที่ออกมาในการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า (แพ็กเกจอีวี) ว่าช่วยเร่งให้บริษัทรถยนต์ต่างๆมีความตื่นตัวมากขึ้นที่จะเข้ามาลงทุนจัดตั้งประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทั้งเพื่อผลิตป้อนตลาดในประเทศและส่งออกไปต่างประเทศ
“เพราะมาตรการนี้ไม่ใช่แค่ให้เงินอุดหนุนแบบให้เปล่าถึงคันละ 70,000-150,000 บาท แต่ยังต้องมีสัญญาผูกมัดว่าจะต้องมีการผลิตในประเทศจริงหลังจากนี้”
โดยที่จะมาผลิตในไทยแน่นอนแล้วก็มี 2 บริษัทรถยนต์ คือ “เอ็มจี” และ “เกรท วอลล์ มอเตอร์” ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ “โอรา” แต่เชื่อว่าหลังจากนี้จะมีบริษัทรถยนต์อีกหลายรายเข้ามาลงทุนจัดตั้งประเทศไทยเป็นฐานผลิต มีทั้งบริษัทรถญี่ปุ่น บริษัทรถยุโรป และรวมทั้งบริษัท อรุณพลัส ในเครือ ปตท.
“มาตรการดังกล่าวซึ่งออกมาเป็นแพ็กเกจอีวี ยังมีการส่งเสริมให้มีการเข้ามาลงทุนด้านการผลิตชิ้นส่วนเพื่อป้อนตลาดอีวี ขณะเดียวกันคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ยังได้อนุมัติปรับปรุงสิทธิประโยชน์การให้ส่งเสริมลงทุนกิจการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็ก หรือธุรกิจสตาร์ตอัพ เข้าถึงสิทธิประโยชน์ เพื่อส่งเสริมให้เกิดสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าเพิ่มขึ้น”
ด้าน “พงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากมาตรการรัฐในการส่งเสริมการจำหน่ายและผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า เอ็มจี ซึ่งมีความตั้งใจทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทย เพราะเห็นแนวโน้มของตลาดที่จะเติบโตอย่างน่าเร้าใจ จึงได้ขานรับมาตรการรัฐ ด้วยการมอบส่วนลดถึงคันละ 227,000-246,000 บาท
ทำให้ราคารถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นล่าสุดของ “เอ็มจีแซดเอส อีวี ใหม่” รุ่น D ราคาเหลือเพียง 949,000 บาท จากราคาปกติ 1,189,000 บาท และ รุ่น X ราคาสุทธิ 1,023,000 บาท จากราคาปกติ 1,269,000 บาท
ส่วน “เอ็มจี อีพี” และ “เอ็มจี อีพี พลัส” รถยนต์พลังงานไฟฟ้ารูปแบบสเตชันแวกอน ก็ลดราคาฮวบ
โดยเอ็มจี อีพี ราคาสุทธิ 761,000 บาท จากราคาปกติ 988,000 บาท และเอ็มจี อีพี พลัส ราคาสุทธิ 771,000 บาท จากราคาปกติ 998,000 บาท
“ราคาใหม่เริ่มตั้งแต่งานบางกอกมอเตอร์โชว์ครั้งล่าสุดนี้ ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเอ็มจีทั้ง 2 รุ่นมียอดจองในงานเกือบ 4,000 คัน หลังจบงานแล้วก็ยังมียอดจองเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนถึงขณะนี้มียอดจองเกิน 4,000 คันแล้ว”
ในส่วนของ “เกรท วอลล์ มอเตอร์” หรือ GWM อีกบริษัทรถยนต์จากประเทศจีนที่ตั้งใจเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยและใช้ไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์ ได้ขานรับนโยบายรัฐ ด้วยการลดราคารถยนต์ไฟฟ้า 100% ได้แก่ “โอรา กู๊ด แคท” ที่จำหน่ายในไทยทั้ง 3 รุ่น
ดังนี้ ORA Good Cat รุ่น 400 TECH จากราคา 989,000 บาท เป็นราคา 828,500 บาท, ORA Good Cat รุ่น 400 PRO จากราคา 1,059,000 บาท เป็นราคา 898,500 บาท และ ORA Good Cat รุ่น 500 ULTRA จากราคา 1,199,000 บาท เป็นราคา 1,038,500 บาท
ล่าสุดจากการที่รถยนต์ไฟฟ้าโอรา กู๊ดแคท ได้รับความนิยมอย่างมากและปัญหาการขาดแคลนชิปและแบตเตอรี่ในทั่วโลกเพราะผลกระทบจากโควิด–19 และสงครามในยูเครน ทำให้ต้องปิดรับจองชั่วคราวตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา
รถยนต์ไฟฟ้าหรูก็ขายดี
เพราะเทรนด์โลกให้ความสนใจกับรถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากช่วยรักษ์โลก ลดมลพิษทั้งเรื่องอากาศและเสียง รวมทั้งยังช่วยอนุรักษ์พลังงาน ทำให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจรถยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้น
ที่สำคัญรถยนต์ไฟฟ้ายังได้แต้มต่อในเรื่องอัตราภาษีที่ต่ำกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าถูกลงอย่างมาก
กลายเป็นแรงจูงใจให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มพรีเมียมเติบใหญ่อย่างน่าเร้าใจ
“ปวราภา ดุพัสกูล” ผู้อำนวยการแผนกการตลาดและประชาสัมพันธ์ ปอร์เช่ประเทศไทย ในเครือเอเอเอส กรุ๊ป ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถปอร์เช่อย่างเป็นทางการในประเทศไทย กล่าวว่า ในงานบางกอก มอเตอร์โชว์ ครั้งล่าสุด ปอร์เช่ ประเทศไทยได้นำเสนอรถยนต์ไฟฟ้า 100% “ปอร์เช่ ไทคานน์ จีทีเอส” เป็นครั้งแรกของอาเซียน ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะได้ชื่อว่าเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแห่งอนาคตที่มาพร้อมกับความสปอร์ตสุดเร้าใจ พิสัยการเดินทางสูงสุดถึง 504 กิโลเมตร ทำให้ในงานนี้มียอดจองปอร์เช่ ไทคานน์ โดยรวมถึง 58 คัน
ด้าน “ชาคริต เอื้อวิศาลสิน” กรรมการบริหาร “สไปเดอร์ ออโต้ อิมพอร์ท 2015” หนึ่งในผู้นำธุรกิจนำเข้ารถยนต์อิสระ และหนึ่งในผู้บุกเบิกการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียม โดยเฉพาะแบรนด์ “เทสล่า” ในไทย กล่าวว่า ได้มองเห็นเทรนด์ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยน่าจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับตลาดทั่วโลก จึงเป็นเจ้าแรกๆ ที่ทำตลาดรถยนต์พลังงานทางเลือก โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าในไทยอย่างเทสล่าขายไปแล้วกว่า 100 คัน นับเป็นเจ้าตลาดก็ว่าได้ ล่าสุดมองว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้จำกัดเฉพาะในกรุงเทพฯ เพราะกลุ่มลูกค้ารถยนต์ไฟฟ้าของสไปเดอร์ฯมาจากต่างจังหวัด โดยเฉพาะทางภาคใต้มีเยอะมาก ล่าสุดจึงได้ลงทุนสร้่างโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการที่ จ.ภูเก็ต เน้นขายรถเทสล่าเป็นหลัก นอกเหนือจากที่มีอยู่แล้ว 2 โชว์รูมในกรุงเทพฯ
โออาร์–บางจากขยายสถานีชาร์จ
จากแนวโน้มตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยที่เริ่มสดใส และรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ทำให้ทั้ง 2 บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกด้านพลังงานของรัฐคือ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ “โออาร์” (OR) และ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จึงมีแผนจะลงทุนขยายเครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้า หรือสถานีชาร์จไฟสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า
สำหรับโออาร์วางแผนการขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้า EV Station PluZ ให้มากขึ้น รวมเป็น 500 แห่ง ภายในปี 2565 และยังแสวงหาความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจในการขยาย EV Station PluZ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป้าหมาย 7,000 แห่งในปี 2573
สำหรับสถานีอัดประจุไฟฟ้า EV Station PluZ ของโออาร์จะมีทั้งที่อยู่ในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station, สถานีบริการ LPG, สถานีบริการ NGV บนถนนสายหลัก ถนนสายรอง อำเภอขนาดใหญ่ และเชื่อมสู่เส้นทางแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและตามพื้นที่ย่านธุรกิจสำคัญ ซึ่งจะเปิดสถานีอัดประจุไฟฟ้า EV Station PluZ ภายในห้างสรรพสินค้า โรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหาร และอาคารสำนักงาน
ส่วนบางจาก ปัจจุบันมีสถานีชาร์จไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า 107 แห่งทั่วประเทศไทยที่เปิดให้บริการในสถานีบริการน้ำมันบางจาก บนเส้นทางสายหลักครอบคลุมทุกทิศทั่วไทย ทั้งภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้
ตามแผนในปีนี้จะมีเพิ่มอีก 150 แห่ง ทำให้ภายในสิ้นปี 2565 จะมีถึง 257 แห่ง
เตรียมมิเตอร์ไฟให้พร้อมรับรถอีวี
ก่อนอื่นต้องมีความรู้พื้นฐานก่อนว่ารถยนต์ไฟฟ้า 100% หรือ “Battery Electric Vehicle” (BEV) จะใช้กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่จ่ายตรงไปยังมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนรถยนต์แบบเดียว โดยไม่มีเครื่องยนต์ที่ใช้พลังงานประเภทน้ำมัน
ดังนั้น รถยนต์ประเภทนี้ต้องอาศัยการเสียบปลั๊กชาร์จไฟฟ้าเข้ามาเป็นพลังงานเท่านั้น
ส่วนใหญ่รถยนต์ไฟฟ้า 100% จะสามารถวิ่งได้ในระยะทางราว 300-400 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็ม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของแบตเตอรี่ที่ติดตั้งมาภายในรถยนต์
การชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่สามารถใช้ผ่านตู้ชาร์จแบบธรรมดา หรือ AC Charge ซึ่งเป็นไฟฟ้ากระแสสลับที่สามารถติดตั้งที่บ้าน นอกจากนี้ยังสามารถชาร์จไฟผ่านสถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบเร็ว หรือ DC Charge ได้ตามสถานีชาร์จต่างๆ
สำหรับการติดตั้งจุดชาร์จไฟฟ้าภายในบ้าน เจ้าของบ้านควรตรวจสอบขนาดของมิเตอร์ไฟที่มีอยู่ว่ามีขนาดเท่าใดและปริมาณการใช้ไฟฟ้าในปัจจุบันว่ามีเพียงพอที่จะติดตั้งหรือไม่ โดยสามารถตรวจสอบได้ด้วยการสอบถามที่สำนักงานการไฟฟ้าเขต หรือตัวแทน จำหน่ายรถยนต์ที่มีจำหน่ายรถยนต์ประเภทนี้
หากพบว่าที่บ้านมีขนาดมิเตอร์ไฟที่ไม่เพียงพอ ก็ต้องปรับขนาดมิเตอร์ไฟให้มีขนาดใหญ่ขึ้น
ตัวอย่างเช่น โดยทั่วไปการติดตั้งมิเตอร์ของบ้านพักอาศัยจะเป็นแบบไฟ 1 เฟส 15/45 แอมแปร์ จึงทำให้ต้องปรับเปลี่ยนมิเตอร์ให้พร้อมรองรับกำลังไฟที่มากขึ้น โดยขนาดมิเตอร์ขั้นต่ำ คือ 1 เฟส 30/100 แอมแปร์
เพราะการใช้ชาร์จรถไฟฟ้านั้นจะมีการกินไฟระดับ 16 แอมป์ขึ้นไป โดยเบรกเกอร์ตัวหลักจะมีการติดเอาที่ไฟไม่เกิน 15 แอมป์ ดังนั้นพอมีการเสียบสายชาร์จมีการใช้ไฟเกิน 15 แอมป์ เบรกเกอร์จะทำการตัดการทำงานทันที
ทั้งนี้ สามารถทำเรื่องขอเปลี่ยนกับทางการไฟฟ้าทั้งในส่วนของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)
ในเรื่องนี้ไม่ต้องห่วง เพราะบริษัทรถยนต์จะมีทีมงานช่วยเดินเรื่องให้ (แต่ลูกค้าต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง) ขณะที่การไฟฟ้าทั้ง 2 หน่วยงานก็พร้อมอำนวยความสะดวก เพราะเป็นนโยบายรัฐ
พร้อมกันนี้ต้องเตรียมจุดชาร์จไฟฟ้า เพราะการชาร์จไฟฟ้ากับรถยนต์ไฟฟ้านั้น ใช้กำลังไฟฟ้ามาก ดังนั้น จุดชาร์จไฟฟ้าจึงต้องเป็นการต่อตรงมาจากเบรกเกอร์เมนหลักของบ้าน และไม่ควรมีต่อพ่วงไปใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น
ในส่วนนี้บริษัทรถยนต์จะมีทีมงานให้คำปรึกษาพร้อมดูแลการติดตั้ง โดยมีคู่มือและเอกสารแนะนำขั้นตอนต่างๆตั้งแต่ก่อนติดตั้งที่ชาร์จไฟฟ้า พร้อมส่งทีมงานสำรวจสถานที่ติดตั้ง และเดินเรื่องเอกสารกับทางการ
เมื่อติดตั้งเสร็จ ยังมีการสำรวจตรวจสอบอีกครั้งว่าสามารถชาร์จไฟฟ้าเข้าไปในรถยนต์ได้เต็มร้อยหรือไม่ และมีความปลอดภัยมากน้อยเพียงไร
ที่สำคัญในวันส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าถึงมือผู้บริโภค นอกจากมีการแนะนำจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเบื้องต้น ทั้งจุดชาร์จไฟภายในบ้านและชาร์จผ่านสถานีชาร์จไฟตามที่ต่างๆแล้ว บริษัทรถยนต์ยังจะแนะนำให้โหลด “แอปฯ จุดชาร์จไฟฟ้า” เพื่อเอาไว้ตรวจสอบว่าบริเวณใกล้เคียงกับที่รถวิ่งอยู่ มีจุดชาร์จไฟฟรีที่ไหนบ้าง
ไม่ต้องห่วงว่าการชาร์จไฟฟ้าเข้ารถยนต์บ่อยๆจะทำให้แบตเตอรี่เสียหาย เพราะบริษัทรถยนต์ได้ออกแบบมาเพื่อการนี้อยู่แล้ว แถมส่วนใหญ่ยังรับประกันตัวแบตเตอรี่ไม่ต่ำกว่า 8 ปี จึงหมดห่วงได้
ถ้าจะห่วง ก็มีแค่เรื่องเดียวว่าพอพ้นระยะเวลารับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ 8 ปี หากต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ ถึงเวลานั้นคงต้องชั่งใจว่าจะซื้อแบตเตอรี่ก้อนใหม่หรือว่าซื้อรถใหม่ป้ายแดงดี
เพราะราคาแบตเตอรี่ก้อนหนึ่งสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าค่อนข้างจะแพงอักโขไม่ต่ำกว่า 600,000 บาทขึ้นไปจนถึงหลักล้านบาท (ราคา ณ วันนี้)
แต่ถ้าเป็นรถยนต์ไฟฟ้าบางยี่ห้อที่ออกแบบแบตเตอรี่เป็นแบบ “โมดูล” แทนที่จะเป็น “ก้อนเดียว” อย่างเช่น “เอ็มจี” ที่ได้แบ่งก้อนแบตเตอรี่ออกมาเป็นหลายแพ็ก (ส่วนใหญ่จะแบ่งเป็น 10 แพ็ก) ซึ่งแต่ละแพ็กจะหมดอายุไม่พร้อมกัน
จึงเท่ากับช่วยลดภาระการจ่ายค่าแบตเตอรี่ไม่ให้หนักหนาจนยาดมยังเอาไม่อยู่!!!
ทีมเศรษฐกิจ