สัปดาห์หน้าจะเข้าสู่ เทศกาลมหาสงกรานต์วันหยุดยาว ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคักจากการหาเสียงเลือกตั้งทั่วไป ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ที่ปรึกษาสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลการสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วง เทศกาลสงกรานต์ปี 66 พบว่า สงกรานต์ปีนี้มีบรรยากาศที่คึกคักมาก ผู้คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะวัยรุ่นและคนหนุ่มสาว ต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า จะออกไปเล่นน้ำ ท่องเที่ยว กลับภูมิลำเนาในช่วงสงกรานต์ ส่งผลให้มี มูลค่าการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้สูงถึง 125,203 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.3% จากปี 2565การใช้จ่ายจะมีทั้ง การทำบุญ ไปเล่นน้ำ สังสรรค์ จัดเลี้ยง ทานข้าวนอกบ้าน ซื้อสินค้า รวมทั้งการเดินทางไปในที่ต่างๆผู้ตอบแบบสอบถาม 72.8% วางแผนจะไปเที่ยวและทำกิจกรรมในจังหวัดที่ตนเองอยู่ ไปเที่ยวในประเทศและต่างประเทศ โดยมีค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวในประเทศคนละ 7,091 บาท ค่าใช้จ่ายไปท่องเที่ยวต่างประเทศคนละ 45,681 บาท และร้อยละ 67.5 ที่ค่าใช้จ่ายไม่เปลี่ยนแปลงจนถึงลดลง เนื่องจากราคาสินค้าและค่าบริการแพงขึ้น ราคาน้ำมันที่แพงคำถามที่น่าสนใจก็คือ“การเลือกตั้งครั้งนี้จะไปเลือกตั้งหรือไม่” ก็ได้รับคำตอบจากทุกกลุ่ม ทุกช่วงอายุตั้งแต่ วัยรุ่น วัยทำงาน วัยกลางคน ไปจนถึง ผู้สูงอายุ โดย ร้อยละ 89.6 จะไปเลือกตั้งแน่นอน ส่วนอีก 6.5% ยังไม่แน่ใจ และ 3.9% ไม่ไปเลือกตั้ง เมื่อคำนวณจากผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้ 52.28 ล้านคน จะมีผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสูงถึง 46.84 ล้านคน จึงเป็นการเลือกตั้งที่ตื่นเต้นเร้าใจที่สุดครั้งหนึ่ง มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่า เม็ดเงินการใช้จ่ายในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งในทุกเขตเลือกตั้ง จะมีการใช้จ่ายรวมกันอย่างน้อย 100,000–120,000 ล้านบาท กระตุ้นจีดีพีได้ถึง 0.5–0.7% จากเดิมที่คาดว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดราว 50,000–60,000 ล้านบาทค่าใช้จ่ายหาเสียง มหาศาลขนาดนี้ น่าจะเกินวงเงินที่ กกต.กำหนดไว้แน่นอน ยังไม่นับ ค่าซื้อตัว ส.ส. ที่มีการแฉว่า ซื้อกันหัวละ 60 ล้านบาท ทำให้เงินสะพัดกันเป็นหมื่นล้านบาท หลังเลือกตั้งอาจมีการ ใช้ข้อมูลค่าใช้จ่ายการเลือกตั้ง เพื่อสอยพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามอีก ก็มีความเป็นไปได้ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ผลสำรวจการเลือกตั้งในครั้งนี้ มีการรณรงค์หาเสียงต่อสู้กันในเชิงการเมืองที่ค่อนข้างดุดัน เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านประสงค์ที่จะเป็นรัฐบาลภายใต้นโยบายแลนด์สไลด์ พรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องการที่จะมีที่นั่ง ส.ส.ในสภาให้มากที่สุด เช่น ส่งผลให้มีเม็ดเงินใช้จ่ายในการหาเสียงเพิ่มขึ้นสิ่งที่ประชาชนต้องการให้ “รัฐบาลใหม่” แก้ไขมากที่สุดจากการสำรวจ ก็คือ ปัญหาปากท้อง ความยากจน หนี้สิน ความเหลื่อมล้ำในสังคม ฟื้นฟูเศรษฐกิจ แก้ปัญหาคอร์รัปชัน ควบคุมค่าครองชีพให้เหมาะสม ปรับปรุงระบบการศึกษา เพิ่มเติมรัฐสวัสดิการ ออกมาตรการสนับสนุนแรงงาน ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ปรับรูปแบบการทำงานของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพและทันสมัย ปัญหามากมายเหล่านี้ที่ประชาชนต้องการให้ “รัฐบาลใหม่” เข้ามาแก้ไข คงไม่ต้องบอกนะครับว่า เป็นปัญหาที่รัฐบาลไหนทำอยู่และจะทำต่อไป 8 ปีกว่าที่ผ่านมามีรัฐบาลเดียวเท่านั้น ถ้ายังอยากให้ทำต่อ ก็เลือกรัฐบาลเก่าต่อไปเมื่อรวมวงเงินค่าใช้จ่าย เทศกาลสงกรานต์ปี 66 และ เงินหาเสียงเลือกตั้งปี 66 จะมีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจสูงถึง 245,203 ล้านบาท ส่งผลให้ เศรษฐกิจขยายตัว 1% ถึง 1.5% และจะเป็นโมเมนตัมต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาส 4 สิ้นปีเลยทีเดียวโอกาสอยู่ในมือของประชาชนแล้ว จะเลือก “รัฐบาลใหม่” เข้ามาแก้ปัญหา “รัฐบาลเก่า” หรือจะ เลือกรัฐบาลเก่า เพื่อจมปลักอยู่ในปัญหาเก่าและความยากจนต่อไป.“ลม เปลี่ยนทิศ”