สุโขทัยเอาไม่อยู่ น้ำยมซัดพนังแตกหลายจุดทะลักท่วมชุมชนกลางดึก กู้ภัยระดมลงพื้นที่ อพยพชาวบ้านวุ่น ทั้งบ้านเรือนร้านค้า ถนนสะพานจมบาดาล ระทึกกระแสน้ำซัด จยย.ตกถนนทั้งคนทั้งรถจมหาย โชคดีมีกู้ภัยผ่านมาเจอช่วยชีวิตไว้ได้หวุดหวิด พิษณุโลกน้ำย้อนผุดขึ้นท่อเร่งป้องกันโบราณสถานพระราชวังจันทน์ พบศพแล้วหนุ่มแพปลาถูกไฟช็อตร่วงตกแม่น้ำน่าน ลอยอืดข้ามจังหวัดไปไกลกว่า20กม. เขื่อนเจ้าพระยาปรับเพิ่มระบายน้ำเป็น 2,500 ลบ.ม.ต่อวินาทีแล้ว กรมชลฯแจ้ง 11 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยาเตรียมรับมือเต็มพิกัด อ่างทองวิกฤติพนังแตกน้ำไหลบ่าจมหมู่บ้านกว่า 200 หลัง อุตุฯเตือนอิทธิพลพายุ“แมตโม” หอบฝนถล่มเหนือ-อีสาน อ่วมหนัก 5-7 ต.ค.นี้สถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ยังไม่คลี่คลาย หลังจากพายุ “บัวลอย” สลายตัวไปแล้ว ล่าสุดมีพายุลูกใหม่ “แมตโม” ก่อตัวขึ้นอีก จ่อเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามในไม่อีกกี่วันข้างหน้าจะส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักขึ้นอีกระลอก เกิดเหตุระทึกพนังกั้นน้ำแตกหลายจุดที่ จ.สุโขทัย เมื่อเวลา 02.00 น. วันที่ 3 ต.ค. ระดับน้ำในแม่น้ำยมที่ไหลผ่านตัวเมืองสุโขทัยเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเอ่อล้นพนังกั้นน้ำบริเวณหลังวัดปากแคว หมู่ 4 ต.ปากแคว แนวกระสอบทรายพังทลายจนน้ำทะลักเข้าท่วมภายในวัดอีกครั้งเป็นรอบที่ 3 ระดับน้ำสูงเกือบ 1 เมตร กระแสน้ำเชี่ยวกรากยังไหลบ่าลามออกมาถึงหน้าวัด เข้าท่วมทางหลวงหมายเลข 101 หรือถนนจรดวิถีถ่อง สายหน้า ทั้งสองฝั่ง ต่อมาเวลา 06.00 น. บริเวณจุดกลับรถหน้าวัดปากแคว มีชาวบ้านคนหนึ่งพยายามขี่รถ จยย.ลุยฝ่ากระแสน้ำ เกิดพลาดท่าถูกน้ำซัดจนตกถนนไปทั้งคนทั้งรถ โชคดีที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยบางแก้วผ่านมาประสบเหตุช่วยขึ้นมาจากน้ำได้อย่างทุลักทุเล นอกจากนี้บริเวณเชิงสะพานโตโยต้า (ฝั่งตะวันตก) หมู่ 1 ต.ปากแคว น้ำได้ซัดแนวพนังกั้นน้ำพังทลายเป็นทางยาว ทะลักเข้าท่วมในชุมชนคูหาสุวรรณ ต.ธานี เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเร่งอพยพประชาชน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หนีน้ำออกจากบ้านกลางดึกนายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผวจ.สุโขทัย นำคณะลงพื้นที่หมู่ 1 ต.ปากแคว อ.เมืองสุโขทัย ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน นอกจากนี้มีการสั่งปิดสะพานพระแม่ย่า ต.ธานี เป็นการชั่วคราว เนื่องจากแม่น้ำยมมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเกรงจะเกิดอันตรายต่อผู้ที่สัญจรไปมา ระดมเจ้าหน้าที่กรอกทรายใส่กระสอบนำไปเสริมแนวพนังกั้นน้ำบริเวณชุมชนคูหาสุวรรณ ชุมชนเลอไท และชุมชนราชธานี ที่เป็นจุดเสี่ยง พร้อมประกาศปิดเส้นทางจราจรที่มีน้ำท่วมในระดับสูงคือ ทางหลวงหมายเลข 101 (จรดวิถีถ่อง สายหน้า) ตั้งแต่แยกบางแก้วถึงแยกท่าช้าง และทางหลวงหมายเลข 1195 (สุโขทัย-วังไม้ขอน สายหลัง) ตั้งแต่แยกสถานีวิทยุถึงอู่ช่างแขกส่วนแม่น้ำยมที่ระบายมาจากทางประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์ ต.ในเมือง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ทำให้ปริมาณน้ำตั้งแต่ อ.สวรรคโลก อ.ศรีสำโรง และ อ.เมืองสุโขทัย เพิ่มสูงขึ้นจนเอ่อล้นเข้าท่วมหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณสะพานพัฒนาภาคเหนือ 6 หมู่ 5 ต.วัดเกาะ อ.ศรีสำโรง น้ำดันสูงขึ้นถึงบนสะพานและเอ่อล้นพนังกั้นน้ำฝั่งตะวันตก ไหลบ่าเข้าท่วมบ้านเรือนร้านค้าบริเวณดังกล่าวเป็นวงกว้าง นอกจากนี้ยังไหลทะลักเข้าท่วมหมู่บ้านแสนสุข เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำเรือท้องแบนเข้าไปช่วยอพยพชาวบ้านออกมาในที่ปลอดภัยจ.พิษณุโลก ระดับน้ำในแม่น้ำน่านเพิ่มสูงขึ้นที่ระดับ 10.37 เมตร เจ้าหน้าที่ ปภ. และ อบจ.พิษณุโลก ช่วยกันนำกระสอบทรายมาปิดกั้นท่อระบายน้ำเก่าบริเวณหน้าวัดวิหารทอง และหน้าศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชฝั่งขวา ภายในเขตโบราณสถานพระราชวังจันทน์ อ.เมืองพิษณุโลก หลังน้ำจากแม่น้ำน่านดันเข้ามาจนมีน้ำผุดขึ้นมาจากท่อระบายน้ำ เร่งป้องกันไม่ให้น้ำไหลทะลักเข้าท่วมภายในเขตโบราณสถาน พร้อมทั้งนำเครื่องสูบน้ำออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน ส่วนถนนบรมไตรโลกนารถ ซอย 20 ก่อนถึงปั๊มน้ำมันบางจาก มีน้ำดันท่อขึ้นมาท่วมผิวการจราจร ระดับน้ำ 10-15 ซม.ระยะทางกว่า 300 เมตร การจราจรติดขัดยาวกว่า 2 กม. ถนนคนเดินพิษณุโลก และถนนเลียบแม่น้ำน่าน ช่วงวัดจันทร์ตะวันออก-วัดพันปี ก็มีน้ำท่วมขังแล้วเช่นกันช่วงเที่ยงวันเดียวกัน พ.ต.ต.ณัฐพงษ์ เผือกม่วง สว.(สอบสวน) สภ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ไปตรวจสอบเหตุพบศพลอยในแม่น้ำน่าน มาติดกอสวะสะพานสลิงใกล้พรหมพิรามสวนน้ำรีสอร์ท ต.ศรีภิรมย์ หน่วยกู้ภัยนำเรือไปเก็บศพขึ้นมาบนฝั่งทราบชื่อนายชวาลย์ เปียทอง อายุ 46 ปี ทำงานแพปลานิลในแม่น้ำน่าน อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ ถูกกระแสน้ำไหลเชี่ยวพัดแพพยายามเอาเข้าฝั่ง เมื่อถึงสะพานข้ามแม่น้ำน่านโยนเชือกไปเกี่ยวเสามีสายไฟพาดลงต่ำทำให้ถูกไฟช็อตพลัดตกแพจมหายไปในน้ำเมื่อวันที่ 1 ต.ค. กระทั่งพบศพลอยอืดใน อ.พรหมพิราม ห่างจากจุดที่เกิดเหตุกว่า 20 กม. นำศพส่ง รพ.พุทธชินราช ให้แพทย์ชันสูตรก่อนมอบร่างให้ญาตินำไปบำเพ็ญตามประเพณีต่อไปจ.อุตรดิตถ์ ได้รับผลกระทบ 7 อำเภอ ได้แก่ อ.น้ำปาด อ.ท่าปลา อ.ทองแสนขัน อ.ตรอน อ.ลับแล อ.เมืองอุตรดิตถ์ และ อ.พิชัย เกิดความเสียหาย 33 ตำบล 250 หมู่บ้าน 9,348 ครัวเรือน เกือบทุกอำเภอสถานการณ์เริ่มคลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติ เหลือเพียง อ.พิชัย พื้นที่รับมวลน้ำจากแม่น้ำน่านยังล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนชาวบ้าน โดยเฉพาะในเขตเทศบาลตำบลในเมือง น้ำยังท่วมสูงกว่า 1.5 เมตร คาดว่าช่วง 1-2 วันหากไม่มีฝนตกซ้ำหรือเขื่อนสิริกิติ์ไม่พร่องน้ำเพิ่ม ระดับน้ำจะเริ่มลดลงเรื่อยๆ ส่วนที่ รพ.ตรอน อ.ตรอน หลังจากน้ำลด มีการระดมเจ้าหน้าที่ช่วยกันกวาดล้างทำความสะอาด ตรวจเช็กอุปกรณ์ทางการแพทย์ ระบบไฟฟ้าประปา เร่งฟื้นฟูให้โรงพยาบาลกลับมารักษาผู้ป่วยได้ตามปกติ คาดว่าจะเปิดให้บริการสมบูรณ์ทั้งระบบ 100 เปอร์เซ็นต์ในอีก 2 สัปดาห์วันเดียวกัน บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ พร้อมกำลังอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู นำถุงยังชีพเข้าไปแจกจ่ายให้ผู้ประสบภัยที่วัดคีรีวงกฎ บ้านวังปรากฏ ต.นาป่าค่าย อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์ จำนวน 450 ครัวเรือนที่ได้รับความเดือดร้อน นอกจากนี้ยังมอบเงินให้ครอบครัวละ 2,000 บาท เพื่อบรรเทาทุกข์เป็นค่าใช้จ่ายภายในบ้าน และยังมอบขนมและเงินสดให้เด็กๆในชุมชนอีกคนละ 200 บาท ชาวบ้านพากันขอบคุณด้วยความดีใจนายยุทธพร พิรุณสาร รอง ผวจ.ขอนแก่น นำคณะลงพื้นที่สำรวจน้ำจากลำน้ำพองที่เอ่อล้นห้วยอีตื๋อ ไหลบ่าเข้าท่วมบ้านบึงเป่ง ต.ท่ากระเสริม อ.น้ำพอง ชาวบ้านช่วยกันก่อทำนบกั้นน้ำไม่ให้ไหลย้อนเข้าพื้นที่นาข้าวกำลังออกรวง มีรถบรรทุกถุงบิ๊กแบ็กมาวางเสริมแนวกั้นน้ำให้สูงขึ้น ส่วนถนนสายบ้านกุดพังเครือก็ถูกมวลน้ำไหลท่วมถนนทำให้การสัญจรลำบาก นายยุทธพรกล่าวว่า สถานการณ์น้ำในพื้นที่ อ.น้ำพอง และ อ.เมืองขอนแก่น โดยเฉพาะหมู่บ้านที่อยู่ติดลำน้ำพองน่าเป็นห่วง ขณะนี้เขื่อนอุบลรัตน์ได้ปรับลดการระบายน้ำลงมาที่ 25 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน ตามที่จังหวัดร้องขอไป เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำที่เอ่อท่วมในพื้นที่ท้ายเขื่อน ขณะนี้ระดับน้ำเริ่มทรงตัวและเริ่มลดระดับลง คาดว่าพรุ่งนี้ในพื้นที่อ.น้ำพอง จะคลี่คลาย มวลน้ำทยอยเข้าสู่ อ.เมืองขอนแก่น ก่อนไหลลงสู่ลำน้ำชีจ.นครสวรรค์ แม่น้ำน่าน และแม่น้ำปิงที่ไหลผ่านเขตเทศบาลนครสวรรค์ เอ่อล้นท่วมขยายวงกว้างเข้าพื้นที่ชุมชนเกาะยม ต.ปากน้ำโพ มีบ้านเรือนได้รับผลกระทบแล้วกว่า 120 ครัวเรือน พื้นที่ลุ่มต่ำระดับน้ำสูงกว่า 1 เมตร ชาวบ้านต้องใช้เรือในการสัญจรเข้าออก เช่นเดียวกับที่บ้านจ้าวสนุก หมู่ 12 ต.เกรียงไกร อ.เมืองนครสวรรค์ ต้องถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ถนนเข้าออกหมู่บ้านถูกน้ำท่วมสูงกว่า 2 เมตร รถทุกชนิดไม่สามารถสัญจรผ่านได้ คาดว่าน้ำยังคงท่วมต่อไปอีกหลายสัปดาห์ เนื่องจากยังมีทั้งปริมาณน้ำจากตอนบนและต้องเฝ้าระวังฝนในพื้นที่สถานการณ์เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำจากอัตรา 2,400 ลบ.ม./วินาที เป็น 2,500 ลบ.ม./วินาที และคงอัตราดังกล่าวต่อเนื่อง ระดับน้ำท้ายเขื่อนจะเพิ่มสูงขึ้นอีก 10-30 ซม. กรมชลประทานแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยาฉบับที่ 8 คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และมีความจำเป็นที่จะต้องแจ้งเตือนล่วงหน้าระบายน้ำสู่ท้ายเขื่อนในอัตราจากเดิมไม่เกิน 2,500 ลบ.ม./วินาที เป็นระบายน้ำลงสู่ท้ายเขื่อนไม่เกิน 2,700 ลบ.ม./วินาที แบบขั้นบันไดพื้นที่นอกคันกั้นน้ำที่ได้รับผลกระทบมีดังนี้ 1.คลองโผงเผง จ.อ่างทอง คลองบางบาล จ.พระนคร ศรีอยุธยา ต.หัวเวียง อ.เสนา ต.ลาดชิด ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา (แม่น้ำน้อย) 2.วัดสิงห์ อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี 3.อ.เมืองสิงห์บุรี 4.อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี 5.วัดไชโย อ.ไชโย จ.อ่างทอง 6.ต.โพนางดำ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท 7.วัดเสือข้าม อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี 8.อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง 9.บ้านท่าทราย อ.สรรพยา จ.ชัยนาท 10.ต.อินทร์บุรี อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี 11.ต.เทวราช อ.ไชโย จ.อ่างทอง นอกจากนี้กรมชลประทานได้แจ้งเตือน 11 จังหวัดในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนบริษัทห้างร้านรวมทั้งประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำน้อย ขอให้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจ.อ่างทอง ระดับน้ำในคลองโผงเผงสูงขึ้นต่อเนื่องทำให้พนังกั้นน้ำแตกที่หมู่ 5 ต.โผงเผง อ.ป่าโมก กระสอบทรายพังทลายกว้างกว่า 4 เมตร กระแสน้ำไหลบ่าเข้าท่วมบ้านเรือนในหมู่บ้านกว่า 200 หลังอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านต่างเร่งขนของหนีน้ำ กันจ้าละหวั่น บางส่วนต้องขนของไปไว้บนถนนที่ทำเป็นเพิงพักอาศัยชั่วคราว ส่วนแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านหน้าศาลากลางจังหวัด ระดับน้ำสูง 8.89 เมตร เกินจุดวิกฤติที่ 8 เมตร จากระดับตลิ่งที่มีเขื่อนกั้นน้ำสูง 10 เมตร เจ้าหน้าที่เทศบาลเร่งวางกระสอบทรายตามจุดเสี่ยงเพื่อป้องกันย่านเศรษฐกิจการค้าศูนย์ราชการ ล่าสุดพบว่าประตูระบายน้ำริมเขื่อนวัดสนามชัย กั้นระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองลำท่าแดง มีน้ำรั่วซึมลอดใต้ประตูระบายน้ำ 2 จุด เจ้าหน้าที่ระดมนำบิ๊กแบ็กไปวางอุดอย่างเร่งด่วนประกาศกรมอุตุนิยมวิทยาเรื่อง พายุ “แมตโม” ฉบับที่ 1 ระบุว่า เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 3 ต.ค.68 พายุโซนร้อนกำลังแรง “แมตโม” บริเวณเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ ได้เคลื่อนลงสู่ทะเลจีนใต้แล้ว ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 95 กม.ต่อ ชม. กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือเล็กน้อย ด้วยความเร็วประมาณ 25 กม.ต่อ ชม. มีแนวโน้มจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุไต้ฝุ่น และคาดว่าจะเคลื่อนผ่านเกาะไหหลำ ประเทศจีน ลงสู่อ่าวตังเกี๋ย และขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนบนช่วงวันที่ 5-6 ต.ค. หลังจากนั้นจะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วตามลำดับเนื่องจากมีมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่เสริมลงมาปกคลุมช่วงวันที่ 6-7 ต.ค. พายุนี้ไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยจากอิทธิพลของพายุ “แมตโม” ส่งผลให้ช่วงวันที่ 5-7 ต.ค. มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคเหนือ และภาคตะวันออก เฉียงเหนือมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง รวมทั้งด้านรับมรสุมของภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่าน พื้นที่ลุ่ม และพื้นที่น้ำท่วมขังอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่