นายกฯ ไม่ตอบ คณะก้าวหน้า ออกมารับยิงเลเซอร์ข้อความ ตามสถานที่ เชิงสัญลักษณ์ครบ 10 ปี พ.ค.53 ชี้ ไม่เหมาะสม ออกมาเคลื่อนไหวช่วงแก้วิกฤติโควิด-19 ระบุ 15 พ.ค. ศบค.จะลงตรวจสถานประกอบการในข่ายได้รับผ่อนปรน เปิดเฟส 2 ขู่หากไม่ทำตาม เปิดได้ก็สั่งให้ปิดได้
วันที่ 12 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า การประชุม ครม.วันนี้ เป็นการประชุมเต็มคณะ ครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ ซึ่งเหมือนกับนักเรียนที่เพิ่งเปิดเทอม ที่รัฐมนตรีทุกคนได้มาพบปะกัน และยินดีที่ได้เห็นทุกคน มีสุขภาพแข็งแรงพร้อมที่จะทำงานต่อ ยืนยันว่า การทำงานจะรับฟังความเห็นของทุกฝ่าย และขอขอบคุณ ประชาชนทุกคนที่ให้ความร่วมมือกับการแก้ปัญหานี้
นายกรัฐมนตรี ยังยืนยันว่า การประชุมวันนี้ไม่ได้นำวาระ แผนฟื้นฟูบริษัทการบินไทยจำกัดเข้าหารือ เนื่องจากการจัดทำแผนนี้จำเป็นต้องหารือทำความเข้าใจกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกองค์กร ก่อนที่จะสรุปและนำเข้าหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ย้ำว่าแผนฟื้นฟูของการบินไทยจะต้องเป็นแผนที่มีประสิทธิผล และอยากจะให้บุคลากรในการบินไทยเข้าใจว่ารัฐบาลมีความจำเป็นที่จะฟื้นฟูองค์กร ไม่ได้ขัดแย้งกับใคร พร้อมฝากไปถึงสหภาพของการบินไทย ให้เข้าใจเจตนาของรัฐบาลด้วย พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลยังไม่ได้พูดคุย แนวทางการค้ำประกันเงินกู้เพื่อนำมาใช้ในการแก้ปัญหาของการบินไทยดังนั้นต้องให้มีกระบวนการทำให้แผนฟื้นฟูมีความชัดเจนก่อนที่จะนำมาพิจารณาใน ครม.
ทั้งนี้ นายกฯ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามกรณี ที่ คณะก้าวหน้าออกมาแสดงความรับผิดชอบว่า ได้ยิงเลเซอร์ข้อความ ในสถานที่สำคัญเชิงสัญลักษณ์ เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 10 พฤษภาคม 2553 และไม่ขอตอบคำถามเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคง แต่เห็นว่าในช่วงเวลาสถานการณ์ขณะนี้ คงไม่เหมาะสมที่จะออกมาเคลื่อนไหว และนำเรื่องอื่นๆ มาเกี่ยวข้องกับช่วงเวลาที่จะต้องแก้ไขสถานการณ์สำคัญของประเทศ
...
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าว ถึงการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินว่า จะต้องพิจารณาเรื่องมาตรฐานของสาธารณสุขเป็นหลัก ถามชี้แจงว่าไม่ได้สั่งการให้หน่วยงานของรัฐทำโพลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนว่าจำเป็นต้องคง พ.ร.ก.นี้ไว้หรือไม่ แต่ทราบว่า มีสื่อจัดทำโพลนี้ไปแล้วซึ่งผลที่ออกมา จะเห็นว่ากว่าร้อยละ 88 ก็เห็นด้วยที่จะให้คง พ.ร.ก.ต่อไป และแม้ว่าวันใดที่ไม่มีผู้ติดเชื้อเป็นศูนย์แต่ทุกคน จะยังคงช่วยกันคงมาตรการเอาไว้
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงกรณีที่ครู และศิษย์เก่าร่วมกันกระทำชำเรานักเรียนในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ที่จังหวัดมุกดาหาร โดยยืนยันว่า ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย หากกระทำผิดจริงก็ต้องถูกลงโทษ