ตอนก่อนผมเทียบ “กูเกิล” ว่าเปรียบได้กับ “จ๊กก๊ก” ของเล่าปี่ ในฐานะก๊กเกิดใหม่ทีหลังสุดแต่มาแรง ตอนนี้เรามาดูผลิตภัณฑ์ของกูเกิลกันแบบเจาะลึกสักหน่อยครับว่ามีอะไรบ้าง...

และตลาดไหนไปได้ดี-ไม่ดีบ้าง (เนื่องจากกูเกิลมีผลิตภัณฑ์ยิบย่อยเยอะมาก เอาเฉพาะที่เด่นๆ แล้วกันครับ)

Search กูเกิลเติบโตมาจากการค้นเว็บตั้งแต่แรก ตอนนี้ครองโลกค้นหาแบบเบ็ดเสร็จประมาณ 60-70% (ถ้าคิดเฉพาะบางประเทศ เช่น ไทย ก็มีส่วนแบ่งเกือบ 100%) ผู้ที่พอต่อกรได้มีเพียง Bing ของไมโครซอฟท์ที่ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะเติบโตได้เยอะกว่านี้เลย
Gmail ระบบอีเมล์ปฏิวัติโลกเมื่อปลายปีก่อน ทำให้อีเมล์ฟรีทุกรายต้องหันมาให้พื้นที่เก็บข้อมูลเยอะขึ้น และมีฟีเจอร์เสริมอื่นๆ ตามมาอีกมาก ตอนนี้กูเกิลเป็น 1 ใน 3 ผู้ให้บริการอีเมล์หลักของโลก ควบคู่ไปกับ Hotmail และ Yahoo! Mail

Google Maps ระบบแผนที่ผ่านหน้าเว็บที่ช่วยให้การดูแผนที่ หาข้อมูลสถานที่ หาเส้นทางจราจรง่ายขึ้นมากๆ คู่แข่งร่วมวงการคือ Bing Maps และ Nokia Maps (ซึ่งกำลังจะรวมกัน) แต่ในแง่ความนิยมก็ตามหลังกูเกิลไกล ระยะหลังกูเกิลเริ่มหารายได้จากแผนที่โดยโฆษณาพิกัดของร้านค้าหรือสถานที่สำคัญๆ ซึ่งก็ไปได้ในระดับหนึ่ง

Google Docs ชุดโปรแกรมสำนักงานบนหน้าเว็บ กูเกิลหวังเอามาตี Microsoft Office แต่ก็ยังไม่สำเร็จง่ายๆ เพราะยังขาดฟีเจอร์ที่สำคัญหลายอย่าง (แต่งานพื้นฐานก็ใช้แทนกันได้แล้ว) ยุทธศาสตร์ของกูเกิลกดดันให้ไมโครซอฟท์ต้องออก Microsoft Office Web Apps เวอร์ชั่นเว็บขึ้นมาแข่งด้วย

Google Apps กูเกิลจับเอา Gmail กับ Google Docs มาพ่วงเข้าด้วยกัน แล้วขายเป็นโซลูชั่นอีเมล์สำหรับองค์กร ซึ่งก็เจาะตลาดอีเมล์องค์กรที่ไมโครซอฟท์ครองแชมป์มานานได้บ้าง จนไมโครซอฟท์ต้องออก Office 365 มาต่อกรเช่นกัน

YouTube เว็บฝากไฟล์วิดีโอออนไลน์ที่ใครๆ ก็รู้จัก อันนี้กูเกิลยึดครองตลาดแทบเบ็ดเสร็จ ไร้คู่แข่งรายใหญ่ๆ มาต่อกร ไม่ว่าจะใช้มือถือของไมโครซอฟท์หรือแอปเปิล แทบทุกคนต้องดูวิดีโอผ่าน YouTube กันอยู่ดี

Chrome เว็บเบราว์เซอร์ของกูเกิลเอง มีจุดเด่นที่หน้าตาเรียบง่ายแต่ทำงานรวดเร็ว ตอนนี้กำลังต่อสู้กับ IE ของไมโครซอฟท์อย่างสูสีว่าใครจะเป็นอันดับหนึ่ง คู่แข่งรายอื่นๆ ในวงการได้แก่ Firefox, Opera และ Safari ของแอปเปิล

Chrome OS กูเกิลพยายามทำระบบปฏิบัติการลักษณะเดียวกับวินโดวส์ แต่ใช้ได้เฉพาะท่องเว็บเท่านั้น เน้นความเรียบง่ายแต่ดูแลง่ายตามมา โน้ตบุ๊กที่ใช้ Chrome OS จะเรียกว่า Chromebook ตอนนี้ยังไม่ประสบความสำเร็จในตลาด เพราะราคาเครื่องเท่ากัน ซื้อวินโดวส์ย่อมดีกว่าเห็นๆ

Android ระบบปฏิบัติการสำหรับมือถือและแท็บเล็ตที่ตอนนี้แพร่หลายไปมากแล้ว คู่แข่งในตลาดคือ iOS ของแอปเปิล ซึ่งกำลังต่อสู้กันอย่างสูสี กูเกิลชนะในเรื่องจำนวนแต่แอปเปิลชนะเรื่องรายได้ ส่วนตลาดแท็บเล็ตกูเกิลโดน iPad ทิ้งไกล แสดงให้เห็นว่ากูเกิลยังอ่อนด้อยอยู่ในตลาดฮาร์ดแวร์

Google Play ร้านขายเนื้อหาดิจิทัลของกูเกิล ครอบคลุมแอพ หนังสือ หนัง เพลง รายการทีวี กูเกิลพยายามดันขึ้นมาแข่งกับ iTunes Store ของแอปเปิล แต่ยังสู้ไม่ได้ในเรื่องหนังและเพลง ส่วนในแง่หนังสือก็ยังสู้ร้าน Kindle Store ของอเมซอนไม่ได้

Google TV กูเกิลพยายามดัดแปลง Android มาใช้กับสมาร์ททีวี แต่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะใช้ยากและโดนบริษัททีวีบล็อกสัญญาณผ่านเน็ต ต้องรอดูว่าในอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อ

AdWords/AdSense/AdMob/DoubleClick ผลิตภัณฑ์โฆษณาของกูเกิล เป็นช่องทางทำเงินหลักของบริษัท ตัวหลักคือ AdWords ที่โฆษณาในหน้าผลการค้นหา แต่กูเกิลก็พยายามดันโฆษณาช่องทางอื่น เช่น ผ่านบล็อก ผ่านมือถือ ให้เติบโตขึ้นตามมา

Google+ โซเชียลเน็ตเวิร์กตัวล่าสุดของกูเกิล พยายามดันมาสู้ Facebook แต่ยังเจาะไม่ค่อยเข้า ทำมาดีในระดับหนึ่งแต่ยังไม่เด็ดขาดพอที่จะโค่น Facebook ลงได้ ตอนนี้ยังถือว่ากูเกิลเป็นรองในตลาดโซเชียล

โดยรวมแล้วจะเห็นว่ากูเกิลไปได้ดีมากในตลาดเว็บ การสื่อสาร และการทำงานร่วมกัน แต่อันที่ยังตามหลังอยู่มากคือตลาดโซเชียลและตลาดความบันเทิง ที่ไม่ได้เป็น DNA หลักของบริษัท

เมื่อปีที่แล้ว 2011 หลังจาก Larry Page ผู้ก่อตั้งบริษัทกลับเข้ามานั่งเก้าอี้ซีอีโอ เขาก็แต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงจำนวน 7 คน เป็น “เจ็ดประจัญบาน” คอยดูแลผลิตภัณฑ์ด้านต่างๆ ของกูเกิล ซึ่งก็แสดงให้เห็นยุทธศาสตร์ที่กูเกิลให้ความสำคัญและจะมุ่งไปในอนาคต
ผู้บริหารทั้ง 7 คนได้แก่

...

Andy Rubin ผู้ก่อตั้ง Android ดูแลกิจการมือถือทั้งหมด
Salar Kamangar ดูแล YouTube
Sundar Pichai ดูแล Chrome และระบบปฏิบัติการ Chrome OS
Alan Eustace ดูแลสายงานด้านวิศวกรรมและวิจัย
Jeff Huber ดูแลงานด้านการค้าและผลิตภัณฑ์ที่อิงข้อมูลท้องถิ่น (เช่น แผนที่)
Vic Gundotra ดูแลงานด้านโซเชียล โดยเฉพาะ Google+
Susan Wojcicki ดูแลงานด้านโฆษณา รายได้หลักของบริษัท

ผู้บริหารทั้ง 7 คนนี้ รวมกับทีมผู้บริหารระดับสูงอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้ดูแลผลิตภัณฑ์โดยตรง (เช่น การเงินหรือกฎหมาย) ถูกเรียกว่า L Team ซึ่งเป็นทีมรายล้อมตัว Larry Page และมีอำนาจตัดสินใจสูงสุดของบริษัท ส่วนใหญ่แล้วผู้บริหารชุดใหม่มีพื้นฐานทางวิศวกรรม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตัวของ Larry Page เองที่มีรากมาจากงานด้านวิศวกรรม ต้องการเน้นงานด้านนี้ให้โดดเด่นต่อไป

นอกจากนี้กูเกิลยังมอบงานสำคัญให้กับ Sergey Brin ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทอีกคน ให้ไปทำโครงการลับเพื่ออนาคตระยะไกลด้วย ตัวอย่างงานของ Brin ได้แก่ รถยนต์อัตโนมัติไร้คนขับ และแว่นตาไฮเทคที่แสดงข้อมูลบนกระจกได้

มาร์ค Blognone