กลับมาพบกับซีรีส์ “สามก๊กไอที” กันต่อนะครับ ในตอนก่อนๆ ผมพูดถึงก๊กแรกคือไมโครซอฟท์ ซึ่งเทียบได้เท่ากับ “วุยก๊ก” ไปแล้ว คราวนี้เรามาดูก๊กที่สองกันบ้าง...
ก๊กที่สองคือแอปเปิล บริษัทขวัญใจของใครหลายคน ผมคิดว่าแอปเปิลตอนนี้มีสถานะคล้ายกับ “ง่อก๊ก” ของตระกูลซุนที่อยู่ทางทิศใต้ของแผ่นดินจีนมากพอสมควร
ง่อก๊ก เป็นก๊กที่อยู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงในราชวงศ์ฮั่นที่อยู่ค่อนไปทางเหนือมาก ช่วงที่อาณาจักรฮั่นเข้มแข็ง เมืองในละแวกนี้จะอ่อนน้อมต่ออำนาจของจักรพรรดิ แต่ถ้าเกิดว่าราชสำนักอ่อนแอมาเมื่อไร หัวเมืองทางทิศใต้ก็พร้อมจะแข็งเมืองขึ้นมาเสมอ
ตรงนี้จะคล้ายกับประวัติของแอปเปิลมาก แอปเปิลเริ่มทำธุรกิจมาก่อนไมโครซอฟท์ และเป็นผู้สร้าง “คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล” เป็นรายแรกๆ แต่ช่วงนั้นแอปเปิลวางยุทธศาสตร์ผิดพลาดหลายอย่าง ทำให้ไมโครซอฟท์ที่เน้นผลิตภัณฑ์ราคาถูกเข้าถึงได้ง่าย สามารถเอาชนะและครอบครองตลาดพีซีมาได้ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา
ช่วงที่ไมโครซอฟท์เรืองอำนาจ แอปเปิลก็เจียมเนื้อเจียมตัวอยู่เงียบๆ มีตลาดกลุ่มเฉพาะกิจอยู่บ้างบางส่วน เช่น ธุรกิจสิ่งพิมพ์ หรือ ภาคการศึกษาในสหรัฐที่นิยมคอมพิวเตอร์ของแอปเปิลพอสมควร แต่เมื่อเทียบกับตลาดพีซีทั้งหมดแล้ว ส่วนแบ่งของแอปเปิลน้อยมากๆ ไม่น่าจะเกิน 5% ของธุรกิจพีซีทั้งหมดที่ใช้ระบบปฏิบัติการของไมโครซอฟท์
แต่เมื่อไมโครซอฟท์เริ่มอ่อนแอลงในช่วงกลางทศวรรษ 2000 แอปเปิลก็ได้เวลาแผ่อำนาจมาจากฐานที่มั่นของตัวเองอีกครั้ง การกลับมาครั้งที่สองของแอปเปิลเตรียมตัวมาดีมาก ค่อยๆ วางรากฐานให้กับผลิตภัณฑ์ของตัวเองอย่างช้าๆ ถึงแม้จะยังเอาชนะไมโครซอฟท์ไม่ได้ในตลาดพีซี แต่สนามรบหรือสมรภูมิเปลี่ยนโฉมไปมาก โลกคอมพิวเตอร์ไม่ได้มีแต่พีซีเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
แอปเปิลเริ่มโต้กลับด้วยอุปกรณ์ฟังเพลงพกพาอย่าง iPod ตามด้วยมือถือ iPhone และแท็บเล็ต iPad ซึ่งความสำเร็จอย่างต่อเนื่องเหล่านี้ ช่วยให้แอปเปิลผงาดกลับขึ้นมาเป็นมหาอำนาจในโลกไอทีอีกครั้ง
แต่ความสำเร็จครั้งนี้ทำให้แอปเปิลกลับมาชนะ กลายเป็นเจ้ายุทธจักรคนใหม่เลยหรือไม่ คำตอบก็คือยังครับ โลกอันกว้างใหญ่ของพีซียังมีไมโครซอฟท์ครอบครองอยู่ (และแอปเปิลยังเจาะไม่ค่อยเข้า) ในขณะที่ตลาดออนไลน์ก็เป็นของมหาอำนาจใหม่ที่ผุดขึ้นมาทีหลังอย่างกูเกิล คานอำนาจกันเป็น 3 ก๊กอย่างที่ผมนำเสนอในคอลัมน์ชุดนี้
ส่วนประเด็นเรื่อง “ผู้นำ” อันนี้จะเทียบกันยากสักหน่อยเพราะมันไม่เหมือนกับประวัติศาสตร์ซะทีเดียว ง่อก๊กตามประวัติศาสตร์จีนถูกปกครองโดยคนของตระกูลซุน 3 คน คือ ซุนเกี๋ยน ผู้เป็นบิดา ซุนเซ็ก ลูกชายคนโต และซุนกวน ลูกชายคนรอง เมื่อคนรุ่นก่อนเสียชีวิตจากการรบ คนรุ่นถัดมาก็จะขึ้นมาสืบทอดกิจการแทน
กรณีของแอปเปิลจะต่างออกไปอยู่บ้าง ผมขอยกให้สตีฟ จ็อบส์ ในยุคก่อตั้งบริษัทเปรียบดัง “ซุนเกี๋ยน” ผู้ก่อร่างสร้างตัว และเมื่อซุนเกี๋ยนเสียชีวิต (สตีฟ จ็อบส์ ถูกไล่ออกจากบริษัท) ง่อก๊กและแอปเปิลก็ตกอยู่ในมือคนนอกอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง
เมื่อสตีฟ จ็อบส์ กลับเข้ามายังแอปเปิลอีกครั้งในปี 2007 ก็น่าจะเทียบได้กับการขึ้นสู่อำนาจของ “ซุนเซ็ก” บุตรชายคนโตของซุนเกี๋ยน (ผมเทียบจ็อบส์เป็นทั้งซุนเกี๋ยนและซุนเซ็ก ต่างกันที่ระยะเวลาในการทำงาน) ซึ่งซุนเซ็กนี้รบเก่งมาก ขยายอิทธิพลของง่อก๊กออกมาได้นาน แต่ก็เสียดายที่อยู่ไม่ยืด เสียชีวิตเสียก่อน
หลังการตายของซุนเซ็ก ซุนกวนน้องชายขึ้นมาสืบอำนาจแทน คาแรกเตอร์ของเขาไม่โดดเด่นเท่ากับซุนเซ็ก และช่วงแรกก็ยังมีบารมีไม่มาก ทำให้ง่อก๊กต้องบริหารงานด้วย “องค์คณะ” ให้บรรดาเสนาบดี ขุนศึก ช่วยกันดูแลงานบริหาร กระจายงานกันไป ไม่รวมศูนย์อำนาจอยู่ที่คนใดคนหนึ่งเหมือนเดิม ตรงนี้ผมว่าจะคล้ายๆ กับแอปเปิลในยุคปัจจุบันของ “ทิม คุก” ซีอีโอคนใหม่ที่คาแรกเตอร์อาจจะไม่เด่นเท่าจ็อบส์ แต่มีมือรองๆ อีกหลายคนช่วยกันดูแลงานแต่ละส่วน ซึ่งถือเป็นวิธีการบริหารงานอีกแบบหนึ่งที่ไม่ยึดติดกับใครคนใดคนหนึ่งมากเกินไป ดังที่เคยเกิดขึ้นในยุคของจ็อบส์
ผมขอนอกเรื่องเล็กน้อยโดยการเทียบคาแรกเตอร์ของสตีฟ จ็อบส์ กับขุนศึกอีกคนหนึ่งของง่อก๊กที่คล้ายกันมากกว่าซุนเซ็ก นั่นคือ “จิวยี่” ที่แฟนสามก๊กชาวไทยรู้จักกันดี จิวยี่เป็นหนุ่มหล่อมีเสน่ห์ มีความสามารถสูงทั้งบู๊และบุ๋น คอยเป็นขุนศึกและมันสมองคนสำคัญให้กับง่อก๊กหลังซุนเซ็กตาย และช่วยประคองการทำงานของซุนกวนในช่วงที่ยังเด็กๆ อยู่
บุคคลิกของจิวยี่อยู่ที่ความหยิ่งทะนง ตรงนี้จะคล้ายกับจ็อบส์มาก และน่าเสียดายว่าทั้งสองคนนี้โลดแล่นได้ยุทธจักรได้ไม่นานนัก ต้องป่วยตายไปเหมือนกัน
ที่คล้ายกันเข้าไปอีกคือ จิวยี่เป็นคนพาง่อก๊กจับมือเป็นพันธมิตรกับ “ขงเบ้ง” แห่งจ๊กก๊ก รวมตัวกันทำศึกกับวุยก๊กที่มีขนาดใหญ่กว่า และเอาชนะมาได้ แต่ภายหลังจิวยี่ก็โดนขงเบ้งหักหลัง จนเสียโอกาสขึ้นครองอำนาจเบ็ดเสร็จแต่เพียงผู้เดียวในที่สุด ตรงนี้จะคล้ายกับพันธมิตรระหว่างแอปเปิลกับกูเกิล ซึ่งผมจะเขียนถึงต่อไปในภายหลังครับ
...
มาร์ค Blognone