ในคอลัมน์สัปดาห์ที่แล้ว ผมได้เขียนถึง “แนวโน้มของเทคโนโลยี” ในปี 2012 ไปแล้ว ข้อหนึ่งที่กล่าวถึงคือ “สมาร์ททีวี” หรือทีวีแบบใหม่ๆ ที่ฉลาดขึ้น มีความสามารถเพิ่มขึ้นนั่นเองครับ...
เขียนถึงไปไม่ทันไร สัปดาห์นี้ที่สหรัฐอเมริกามีงานแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ประจำปี คือ Consumer Electronics Show หรือ CES ซึ่งจะจัดเป็นประจำทุกเดือนมกราคม และเป็นงานใหญ่ที่ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (ภายหลังมีสินค้าไอทีเข้าร่วมด้วย) แห่กันมาเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ กันชุดใหญ่
สำหรับ CES 2012 ในปีนี้ พระเอกของงานก็ไม่มีใครอื่นครับ “สมาร์ททีวี” นั่นเอง ผู้ผลิตทีวีทุกยี่ห้อที่เรานึกออก ต่างเปิดตัวสมาร์ททีวีรุ่นใหม่ๆ ของตัวเอง นอกจากนี้ ยังมีบริษัทบางแห่งที่ไม่เคยทำทีวีมาก่อน ก็เซอร์ไพรส์ด้วยการเปิดตัวสมาร์ททีวีเช่นกัน
ผมคงไม่ลงรายละเอียดว่าสมาร์ททีวีแต่ละยี่ห้อมีอะไรบ้าง (ถ้าสนใจลองอ่านจาก Blognone ในหมวดข่าว CES 2012 นะครับ) แต่จะมาสรุปแนวโน้มให้เห็นว่าทีวียุคใหม่ที่กำลังจะเริ่มขึ้นมีคุณสมบัติอะไรบ้างครับ
ฉายรายการผ่านเน็ต
อย่างแรกที่สุดเลยคือ สมาร์ททีวีจะดูทีวีได้ 2 ระบบ ระบบแรกเป็นทีวีแบบที่เราดูกันทุกวันนี้ คือรับสัญญาณผ่านเสาอากาศหรือดาวเทียม เรียงช่องกันไปตามปกติ แต่จะมีทีวีอีกระบบหนึ่งที่รับสัญญาณผ่านอินเทอร์เน็ต (อาจต้องต่อสายแลนเหมือนคอมพิวเตอร์ หรือทีวีบางรุ่นก็มี Wi-Fi รับสัญญาณไร้สาย) และเลือกดูเป็น “รายการ” เหมือนเราดูคลิปใน YouTube ซึ่งจะต่างไปจากการดูทีวีตามช่องแบบเดิมๆ
วิธีการเลือกดูเป็น “รายการ” แทน “ช่อง” จะเปลี่ยนวิธีการดูทีวีอย่างสิ้นเชิง เพราะผู้ชมจะเลือกดูตามความสนใจ และทำให้ผังรายการ สล็อตเวลา ที่ใช้ในระบบทีวีปัจจุบันเริ่มไม่มีความหมายอีกต่อไป เพราะสามารถดูรายการที่ชอบในโอกาสที่ต้องการ ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องให้รายการดังๆ สามารถขายเป็นตอนๆ ได้ในราคาที่ค่อนข้างสูง บีบให้รายการต้องพัฒนาตัวเองขึ้นด้วย
ตอนนี้ในต่างประเทศก็เริ่มมีการฉายรายการผ่านเน็ตบ้างแล้ว (บ้านเราทราบมาว่ามีช่องเคเบิลบ้าง เป็นบางช่อง) เพียงแต่รายการดังๆ หรือสถานีบางแห่งยังไม่ค่อยกล้าฉายรายการดังๆ ผ่านเน็ตกันมากนัก เพราะกลัวเรตติ้งหรือยอดสมาชิกเคเบิลทีวีลดลงนั่นเอง ตรงนี้ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งครับ ในอีกด้านคือการฉายหนังเป็นเรื่องๆ ให้โหลดผ่านเน็ต กลับเริ่มจุดติดและได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว
สั่งงานด้วยเสียง-ท่าทาง
ปี 2010 ไมโครซอฟท์ได้ออกอุปกรณ์ที่เรียกว่า Kinect เป็นกล้องสำหรับแปะไว้บนทีวี และให้เราเล่นเกมได้ผ่านการออกท่าทางทั้งตัว โดยไม่ต้องใช้จอยเกมแม้แต่น้อย (กล้องจะวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของเราและตีความเป็นคำสั่งในเกมให้เอง) นอกจากนี้ยังรองรับการสั่งงานด้วยเสียงอีกด้วย
ปีนี้ 2012 บริษัทน้อยใหญ่ต่างออกทีวี ที่มีความสามารถแบบเดียวกันนี้มาเต็มไปหมด สมาร์ททีวีจะรองรับการสั่งงานด้วยเสียงเพื่อเปลี่ยนช่อง หรือการโบกมือเพื่อหยุดเล่นหนัง ในอนาคตอาจจะนำภาพของเราไปเป็นส่วนหนึ่งของแอพหรือเกมที่เล่นผ่านทีวีได้ด้วย
การสั่งงานด้วยเสียงและท่าทาง ทำให้ความจำเป็นในการใช้รีโมทลดลงไป คนจะได้ใช้ทีวีกันได้สะดวกขึ้นยังไงล่ะครับ (ลองนึกถึงรีโมทที่ปุ่มเยอะๆ ดูใช้ยากๆ ก็จะหายไปแน่นอน)
เล่นเกม-เล่นแอพ
ยุคสมัยของ “แอพ” บนมือถือ ทำให้แอพบนทีวีเริ่มแพร่หลายไปด้วย ตอนนี้สมาร์ททีวีของซัมซุงหรือแอลจีก็เริ่มมีแอพเยอะพอสมควร (ถึงจะยังไม่เยอะมาก) ในขณะที่กูเกิลก็ทำ Google TV ซึ่งไส้ในมันคือแอนดรอยด์ และสามารถนำแอพของแอนดรอยด์ไปใช้ได้เลย (แต่ต้องปรับให้เหมาะกับการแสดงผลบนทีวีอยู่ดี เพราะรูปแบบการใช้งานต่างกับมือถือมาก) แนวโน้มนี้จะเริ่มเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดในงาน CES รอบนี้ ซัมซุงก็ประกาศว่าเกมยิงนกยอดฮิต Angry Birds จะเล่นได้บนทีวีของซัมซุงแล้ว
นอกจากแอพแล้ว อีกอย่างที่เริ่มเด่นชัดคือ “เกม” ในอดีตสมัยผมเด็กๆ เราต้องซื้อเครื่องเล่นวีดิโอเกมมาต่อกับทีวีอีกทีหนึ่ง ปัจจุบันถึงแม้เครื่องเล่นเกมจะพัฒนาไปเยอะมาก ภาพสวยแค่ไหนก็ตาม แต่รูปแบบการทำงานของมันยังต้องต่อกับทีวีเช่นเดิม
แต่ทีวีรุ่นใหม่ๆ ที่จะเริ่มเห็นในปีนี้ จะรวมเอาความสามารถในการเล่นเกมมาด้วยเลย สิ่งที่เราต้องทำ มีแค่โหลดเกมเข้ามาในเครื่อง แบบเดียวกับโหลดเกม-แอพบนมือถือ แล้วก็เล่นผ่านจอทีวีได้โดยตรง โดยไม่ต้องมีเครื่องเล่นเกมแต่อย่างใด (ทีวีหลายๆ รุ่นจะเริ่มแถมจอยเกมมาด้วย หรือไม่ก็ออกแบบรีโมทนั่นแหละให้เป็นจอยเกม) อีกไม่ช้าเราคงเห็นเกมสารพัดชนิดที่เล่นบนทีวีได้โดยตรงครับ ถึงแม้เกมพวกนี้จะไม่เลิศหรูอลังการเท่ากับ PlayStation 3 แต่ก็เล่นสนุกๆ แก้เบื่อได้แน่นอน เพราะคุณภาพก็ระดับเดียวกับเกมบนมือถือ-แท็บเล็ต ซึ่งระยะหลังก็พัฒนากันไปเยอะมากๆ
เชื่อมต่อหลายจอ
ความสามารถนี้เริ่มมีให้เห็นบ้างแล้ว แต่จะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เพราะทีวีถูกผนวกเข้าไปอยู่ใน “ยุทธศาสตร์ 4 จอ” ของผู้ผลิตสินค้าไฮเทคหลายๆ ราย 4 จอที่ว่า ได้แก่ คอมพิวเตอร์, สมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต และทีวี
ต่อจากนี้ไปเราจะสามารถดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม ดูรูปภาพ ท่องเน็ต จากจอไหนก็ได้ เช่น ตอนนอนอยู่บนเตียงอาจดูหนังบนแท็บเล็ต แต่ดูไปได้ครึ่งเรื่อง เราอาจย้ายหนังไปดูบนจอทีวีในห้องนั่งเล่น หรือนำไปดูต่อในจอมือถือขณะนั่งรถเมล์ไปทำงาน อุปกรณ์เหล่านี้จะรู้เรื่องและคุยกันเองได้หมด หน้าที่ของเราเพียงบอกมันว่าต้องการดูบนจอไหนเท่านั้น
ในขั้นต่อไปเราจะมีรูปแบบการเชื่อมต่อหลายจอที่ซับซ้อนขึ้น เช่น ดูผ่านทีวี อาจเห็นเหตุการณ์มุมหนึ่งของเรื่อง แต่ถ้าดูผ่านมือถือด้วย จะเห็นเหตุการณ์เบื้องหลังที่ไม่เห็นในทีวี อะไรแบบนี้ครับ เทคนิคพวกนี้สามารถประยุกต์กับการเล่นเกม หรือบริโภคเนื้อหาแบบอินเตอร์แอคทีฟได้
อย่างที่ผมเขียนไปแล้วว่า “สมาร์ททีวี” เพิ่งจะเริ่มต้น และยังอยู่ในช่วงลองผิดลองถูกอยู่ ซึ่งก็คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง อะไรที่ลองแล้วเวิร์กในปีนี้ มันจะถูกขยายผลต่อในปีหน้า ส่วนอะไรที่ไม่เวิร์กก็จะถูกถอดออกไป ดูได้จากเทคโนโลยีภาพ 3D ที่ปีนี้ก็เริ่มไม่ค่อยฮิตเหมือนปีก่อนแล้ว
พัฒนาการของทีวีในช่วง 2-3 ปีข้างหน้านี้น่าสนใจมาก ขอให้ทุกท่านจับตาดูอย่างใกล้ชิดครับ (แต่ถ้าจะซื้อทีวีใหม่ก็ไม่ต้องคิดมากเรื่องตกรุ่นนะครับ สินค้าไฮเทคตกรุ่นทันทีที่เราจ่ายเงินอยู่แล้ว ซื้อให้เหมาะกับการใช้งานในขณะนั้นจะดีกว่าครับ)
มาร์ค Blognone
...