ถือเป็นสุดยอดตำนานของศิลปินไทย ที่บุกเบิกนำแนวปรัชญาพุทธศิลป์มาสร้างสรรค์งานศิลปะไทยร่วมสมัยได้อย่างทรงพลังลุ่มลึก และแกร่งกร้าวด้วยปัจเจกภาพ จนได้รับฉายา “จักรพรรดิบนผืน ผ้าใบ” สำหรับ “ถวัลย์ ดัชนี” ศิลปินแห่งชาติ สาขา ทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ปี 2544 โดยทุกครั้งที่ปรากฏกาย จิตรกรผู้ยิ่งใหญ่แห่งดอยสูงเชียงราย จะมาในชุดม่อฮ่อมสีครามเข้ม มีเขี้ยวเล็บและกระดูกสัตว์ป่าเป็นเครื่องประดับห้อยคอ สะท้อนถึงความไม่ยี่หระใดๆต่อกระแสหลักของสังคม และแม้จะมีเงินกองเท่าภูเขาทองตามที่ประกาศไว้ แต่ชีวิตส่วนตัวของศิลปินบรมครูก็ยังยึดถือความสมถะ กินน้อย ใช้น้อย นอนน้อย ทำงานมาก เพื่อใช้ทุกลมหายใจที่เหลืออยู่ในวัยย่าง 74 ปี รังสรรค์งานศิลปะให้เป็นสมบัติล้ำค่าของมนุษยชาติ
อายุที่มากขึ้น ทำให้ความอหังการล่าถอยลงไหม
ไม่เลยแม้แต่น้อย ความอหังการเป็นสมบัติล้ำค่าของมนุษยชาติ โดยเฉพาะคนที่สร้างงานศิลปะ ถ้าไม่มีความอหังการในตัวเอง ก็อย่าทำงานศิลปะ!! เพราะจะทำให้งานศิลปะขาดพลัง ไม่มีจิตวิญญาณ ไร้ซึ่งสัญชาตญาณ ศิลปินต้องแสดงความเป็นปัจเจกภาพของจิตวิญญาณออกมาให้ชัดแจ้ง ใครที่เป็นความหวานแพร้วเพริศ ใครเป็นเปลวเพลิง ใครเป็นกระแสธารน้ำตก ใครเป็นยาพิษ เป็นความขมขื่น งานศิลปะต้องสะท้อนให้เห็นความเป็นมนุษย์ ต้องรู้จักรัก โลภ โกรธ หลง ปลง และให้อภัย
...
ชีวิตที่ผ่านมา มีวันไหนไหมคะที่ไม่จับพู่กัน
(ส่ายหน้า) ผมสร้างงานศิลปะทุกวัน เวลาอยู่บ้านก็จะวาดรูป และทำงานศิลปะต่างๆนานาไป ผมทำทั้งงานจิตรกรรม สถาปัตยกรรม นาฏกรรม ประติมากรรม เขียนบทกวี เล่นดนตรี แต่ไม่ได้จับพู่กันนานแล้ว เพราะทุกวันนี้ผมใช้ไม้กวาดสร้างงานศิลปะ ใกล้ตายเมื่อไหร่ก็ว่าจะทำอย่างจิตรกรโลก “มาร์ก ชากาลล์” ที่เอาแปรงมัดกับมือไว้ หมดลมหายใจเมื่อไหร่ พู่กันถึงจะหล่นจากมือ!! หรืออย่าง “โชแปง” ตอนที่เขาเล่นเปียโน แล้วนิ้วอ้าไม่พอ เขาก็ทำไม้ใส่ระหว่างนิ้วชี้และนิ้วกลาง จะได้ดีดเปียโนได้ ผมก็คงเหมือนกัน ในวันข้างหน้า ถ้าไม่มีเรี่ยวแรงจับพู่กัน ผมก็จะมัดพู่กันติดมือไว้ เพื่อจะได้สร้างงานศิลปะต่อไปจนลมหายใจสุดท้าย
อาจารย์พูดเรื่อง “ความตาย” เหมือนพูดถึงดินฟ้าอากาศ
ในชีวิตผมไม่เคยสูบบุหรี่ กินเหล้า ไม่แตะอบายมุขหรือสิ่งเสพติดใดๆ แต่ผมก็เตรียมทำโลงศพไว้ ตั้งแต่อายุ 45 ปี ทำโลงไว้ขนาดใหญ่เลย และสวยมากด้วย เพื่อนๆผมก็จัดงานศพให้แล้ว ทั้งตั๋วนั่ง ตั๋วนอน ก็ขายไปหมดแล้ว แต่ทำยังไงผมก็ยังไม่ตายสักที ตั้งแต่อายุ 60 ปี ผมไม่เคยซื้อกล้วยเป็นหวีกินเลย เพราะไม่แน่ใจว่าจะมีชีวิตอยู่ทันกล้วยสุกทั้งหวีหรือเปล่า!! เราจะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ จึงซื้อกล้วยกินทีละใบ ให้แน่ใจว่าได้กินกล้วยสุกคามือแล้ว ผมไม่เคยกลัวความตาย อยากจะตายเร็วๆด้วยซ้ำ ทุกวันนี้ผมมีทุกอย่างแล้ว ได้สร้างงาน ศิลปะไว้จรรโลงโลก มีเงินกองเท่าภูเขาทอง มีมิตรสหายที่รักห้อมล้อม ผมก็แค่ฟองคลื่นเล็กๆในมหาสมุทร เป็นแค่แสงหิ่งห้อยน้อยๆท่ามกลางแสงดาว
อาจารย์เคยพูดว่า เงินไม่สำคัญกับชีวิต?!
เงินก็เป็นเรื่องสำคัญบ้างบางโอกาส เพราะทำให้ชีวิตง่ายขึ้น “ออสการ์ ไวลด์” บอกไว้ว่า “เมื่อข้าพเจ้ายังเล็กๆ คิดว่าเงินเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตของมนุษยชาติ แต่เมื่อข้าพเจ้าเติบโตขึ้นมาแล้ว ข้าพเจ้าจึงรู้ว่า มันเป็นความจริง!!” ผมใช้ชีวิตโดยตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า “อย่าสุดขั้วไปทางด้านความร่ำรวย หรือความยากจน ถ้าเรารู้จักพอเพียง มีสติ และมีสตางค์ตามสมควร เราก็จะมีความสุข ไม่เบียดเบียนคนอื่น ต้องยอมรับว่า สติเป็นเพียงสิ่งที่คุมกาย แต่สตางค์นั้นคุมกายและคุมจิตวิญญาณด้วย การมีสตางค์เป็นเรื่องสนุกสนานชนิดหนึ่ง แต่อย่าเป็นทาสของเงิน”
หมดยุคศิลปินไส้แห้งหรือยังคะ
ไม่มีวันหมดหรอก!! ต้องมีฝ่ายศิลปินไส้แห้ง ไส้เปียก หรือไม่มีไส้ แต่บางคนก็เป็นศิลปินไส้แห้งตอนหนุ่มๆ ตอนอายุมากเข้ากลับขายรูปได้เป็นล้านๆ เลยกลายเป็นศิลปินไส้เปียก พออายุ 70 ปี พลิกไปเป็นศิลปินไม่มีไส้ เพราะดันเป็นมะเร็งโดนตัดไส้ออกไปหมด (หัวเราะ)
อาจารย์ได้ฉายา “ศิลปินเช็คไม่กรอกตัวเลข” มาจากไหน
(หัวเราะเสียงดัง) ผมไปเขียนรูปให้ใครต่อใครมาทั่วโลก เมื่อ 35 ปีก่อน ได้ ไปเขียนรูปให้ “เฮอร์มาน กราฟฮาทซ์เฟลดท์” เจ้าของปราสาทกอททอร์ฟ อายุเก่าแก่กว่า 700 ปี ของประเทศเยอรมนี เจ้าของปราสาทชื่นชมยินดีมาก เขารู้ว่าผมเป็นช่างวาดรูปตัวเก่งของเมืองไทย แต่ไม่รู้ว่าค่าตัวผมเท่าไหร่ เขาจึงให้เช็คเปล่าๆ
...
ผมมาใบหนึ่ง แล้วบอกว่า คุณอยากได้เงินเท่าไหร่ ก็กรอกตัวเลขเอาเอง!! ผมใช้เวลาเขียนอยู่นาน 3 ปี และฝากผลงานศิลปะไทยจิตวิญญาณตะวันออกไว้ตามมุมต่างๆของปราสาท ซึ่งมีห้องถึง 500 ห้อง น่าเสียดายที่ปราสาทแห่งนี้ไม่เปิดให้ใครเข้าชมแล้ว เพราะอากาศที่หนาวเย็นทำให้มีหยดน้ำเกาะบนกำแพง และสร้างความเสียหายให้ภาพ
ในฐานะศิลปินค่าตัวแพงที่สุดคนหนึ่งของโลก อาจารย์คิดว่าศิลปะช่วยจรรโลงสังคมได้มาก น้อยแค่ไหน
ผมคิดว่า “ศิลปะ” ช่วยจรรโลงมนุษยชาติให้อยู่ได้บนดาวเคราะห์ดวงนี้ เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป เราไม่พูดถึงแค่คนหรอก แต่พูดถึงศิลปวัฒนธรรม ที่มนุษยชาติสร้างไว้ให้โลกใบนี้ ซึ่งกลายเป็นประจักษ์พยานทางกิจกรรม ที่ดำรงคงอยู่ ซึ่งวุฒิ–ปัญญา สิ่งอื่นล้วนเป็นมายาทั้งสิ้น สิ่งเดียวที่ดำรงอยู่คู่โลกและมนุษยชาติคือ “ศิลปะ” เงินทองทุกอย่างเป็นมายา อย่างอื่นเป็นเดรัจฉานกิจกรรม มีเพียง “ศิลปะ” เท่านั้นที่ทำให้ ดาวเคราะห์ดวงนี้มีคุณค่าตราบนิรันดร์
ปรัชญาพุทธศาสนากับศิลปะมีส่วนเกื้อกูลหนุนนำกันขนาดไหน
พุทธศาสนาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับศิลปินไทย เพราะต้นกำเนิดของศิลปะไทยก็เกิดขึ้นในวัด จิตรกรรมเป็นเหมือนรุ้งตะวัน ถ้าพระอาทิตย์มีจริง รุ้งตะวันก็มีจริง ผมศึกษาหลักธรรมในพุทธศาสนาลึกซึ้งมานาน ปฏิบัติธรรมตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา ไม่ตึงหรือหย่อนเกินไป ปฏิบัติสมาธิด้วยการทำงานวาดรูป จึงสามารถนำหลักธรรมต่างๆในพุทธศาสนามาเป็นแรงบันดาลใจสร้างศิลปะ
...
ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกือบศตวรรษ มีอะไรอยากย้อนกลับไปแก้ไขไหมคะ
ผมเป็นชาวพุทธ เมื่อวาน ก็คืออดีตที่ผ่านไปแล้ว ผมจะไม่พูดถึงมัน ส่วนพรุ่งนี้ยังมาไม่ถึง ผมก็จะไม่สนใจมัน ผมเน้นทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ปัจจุบันเป็นผลพวงจากเมื่อวานนี้ ถ้าปัจจุบันดี พรุ่งนี้ก็จะดีด้วย ผมเชื่อเช่นนั้นจากกรรม ถ้าย้อนกลับไปได้ก็ไม่อยากแก้ไขอะไรหรอก ผมอยากเป็นอย่างทุกวันนี้ และดูเหมือนว่า ผมจะปฏิเสธนิพพานด้วยซ้ำ เพราะคิดว่า คงต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดเป็นมนุษย์อีก
...
มีเงินกองเท่าภูเขาทอง เตือนสติตัวเองยังไง ไม่ให้เผลอไผลไปกับมายา
ตั้งแต่ผมเป็นช่างวาดรูปตอนอายุ 14 ปี เข้าโรงเรียนเพาะช่าง จนถึงอายุย่าง 74 ปี ไม่เคยรู้สึกรู้สาว่า “ความจน” เป็นยังไง หรือ “ความรวย” เป็นยังไง ผมรู้แต่ว่าผมพอเพียง ผมพอดี ผมเคยบอกลูกชาย (ดอยธิเบศร์ ดัชนี) ว่า เห็นภูเขาทองไหม เงินพ่อถ้าวางซ้อนกัน ก็สูงเท่าภูเขาทอง แต่เงินทองเป็นของมายา สิ่งที่ต้องสานต่อและต่อลมหายใจคือ การยืดอายุกาลเวลาของศิลปะ ไม่ใช่ยืดอายุของผม เพราะผมพร้อมตายนานแล้ว ทุกวันนี้ ชีวิตผมมีปาฏิหาริย์อย่างหนึ่งคือ ถ้าง่วงผมนอน ถ้าหิวผมก็กิน แค่นั้นจบ!! ผมไม่ดีดดิ้นอะไรมากมาย ร่างกายจะบอกเราเองว่าต้องการอะไร ต้องใช้ชีวิตแบบมีสติพอสมควรที่จะคุมได้ และมีสตางค์พอสมควรที่จะอยู่ได้ไม่เดือดร้อนใคร.
ทีมข่าวหน้าสตรี