advertisement

'โอเมก้า-3 อะคาเดมี' ศูนย์ความรู้ออนไลน์ ส่งเสริมคนไทยใส่ใจสุขภาพ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ส.ค. 2554 18:00

ความนิยมบริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ดแบบตะวันตก ทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่เกี่ยวกับระบบเผาผลาญอาหารผิดปกติ เช่น โรคเบาหวาน และคอเลสเตอรอลสูง ซึ่งในประเทศไทย เมื่อปีพ.ศ.2552 ในกลุ่มตัวอย่าง 300 คน พบว่าร้อยละ 92 ของกลุ่มตัวอย่าง รู้จักน้ำมันปลาและทราบว่า โอเมก้า-3 คืออะไร แต่มีเพียงร้อยละ 8 เท่านั้น ที่บริโภควิตามินหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำมันปลาและโอเมก้า-3

นอกจากนี้ยังพบว่าร้อยละ 84 ของคนไทยที่ร่วมการสำรวจ รู้ว่าน้ำมันปลาและโอเมก้า-3 ช่วยบำรุงการทำงานและพัฒนาการของสมอง ช่วยในเรื่องความจำ และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ในขณะที่คุณประโยชน์ด้านอื่นๆ เช่น ลดความดันโลหิต ลดระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด หรือลดอาการอักเสบ ยังไม่เป็นที่รับรู้อย่างแพร่หลาย

“โอเมก้า-3 อะคาเดมี เอเชีย” ศูนย์ความรู้ออนไลน์ด้านโอเมก้า-3 แห่งแรกของเอเชีย จึงเกิดขึ้น โดยเกิดจากการรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ในหลากหลายสาขาจากประเทศไทย เกาหลี และ ฟิลิปปินส์ เพื่อเผยแพร่ประโยชน์ของโอเมก้า-3 ในอาหารสู่ผู้บริโภค ส่งเสริมการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับโอเมก้า-3 พร้อมทั้งให้ประชาชนได้ตระหนักถึงผลกระทบของการบริโภคโอเมก้า-3 ที่ลดลงในกลุ่มชาวเอเชีย โดยได้รับการสนับสนุนการดำเนินงานจากบริษัท ซาโนฟี่-อเวนตีส


สมาชิกของโอเมก้า-3 อะคาเดมี เอเชีย ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญในสาขาโภชนศาสตร์คลินิก หทัยวิทยา สุขภาพครอบครัว และโรคเบาหวาน โดยในประเทศไทย ประกอบด้วย ศจ. นพ. นิธิ มหานนท์อายุรแพทย์โรคหัวใจ และเลขาธิการมูลนิธิโรงพยาบาลปิยะเวท และอาจารย์ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหาร ขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (อเมริกา) และที่ปรึกษาโภชนบำบัดโรงพยาบาลเทพธารินทร์

ศาสตราจารย์ แอนดรูว์ ซินแคลร์ ประธานของโอเมก้า-3 อะคาเดมี เอเชีย และผู้อำนวยการหน่วย       โภชนศาสตร์ ประจำคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยดีคิน ประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่า “แนวโน้มการบริโภคอาหารของชาวเอเชียยุคใหม่ ต้องการความสะดวกมากขึ้น อาหารส่วนใหญ่จึงมีไขมันอิ่มตัวสูงและมีเนื้อปลาอยู่น้อย ทำให้ชาวเอเชียได้รับโอเมก้า-3 ลดลง ซึ่งสอดคล้องกับอัตราการเพิ่มขึ้นของโรคหลอดเลือดหัวใจ และปัญหาด้านสุขภาพอื่นๆ ของประชากรในเอเชีย”


นอกจากนี้ อัตราการบริโภคโอเมก้า-3 ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย ยังมีปริมาณต่ำกว่าเกณฑ์ที่แนะนำ โดยที่คนไทยบริโภคปลาโดยเฉลี่ย ปีละเพียง 30 กิโลกรัมต่อคน และยังไม่มีข้อแนะนำเรื่องการบริโภคโอเมก้า-3 รวมทั้งข้อมูลทางคลินิกที่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม แนวปฏิบัติสากลแนะนำให้ผู้ใหญ่รับประทานโอเมก้า-3 วันละ 500 มิลลิกรัม ทุกวัน หรือ 1,000 มิลลิกรัม สำหรับคนที่เป็นโรคหัวใจ โดยการรับประทานปลาที่มีน้ำมันมาก เช่น ปลาทูสด ปลาช่อน ปลาสวาย หรือในน้ำมันพืช เช่น ถั่วเหลือง เมล็ดเรพ (คาโนลา) และเมล็ดแฟลกซ์ ผักใบเขียวบางชนิด เช่น กะหล่ำดาว คะน้า ผักโขม ปวยเล้ง และผักใบเขียวที่ใช้ทำสลัด

นอกจากนี้ การรับประทานน้ำมันปลาชนิดแคปซูลทุกวัน เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะเพิ่มปริมาณโอเมก้า-3 เข้าสู่ร่างกายตามปกติ แคปซูลน้ำมันปลา 1,000 มิลลิกรัม จะมีกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่สำคัญคือ DHA และ EPA ในปริมาณ 300 มิลลิกรัม ซึ่งเทียบเท่ากับปลาหนึ่งจาน

ศจ.นพ. นิธิ มหานนท์ อายุรแพทย์โรคหัวใจ และเลขาธิการมูลนิธิโรงพยาบาลปิยะเวท กล่าวว่า “การเร่งเผยแพร่ความรู้และแก้ไขความเข้าใจเกี่ยวกับโอเมก้า-3 ให้แก่ประชาชน เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง หลายคนยังไม่ทราบว่า ควรได้รับโอเมก้า-3 ปริมาณเท่าใดในแต่ละวัน ที่จะก่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพ หรือการใช้ความร้อนสูงมากๆ ในการประกอบอาหารจะทำให้กรดไขมันโอเมก้า-3 ถูกทำลาย และลดปริมาณโอเมก้า-3 ที่ร่างกายจะได้รับ จึงเป็นเหตุผลในการจัดตั้ง โอเมก้า-3 อะคาเดมี เอเชีย ขึ้น”

ใครที่อยากอัพเดทเรื่องสุขภาพ ก็ต้องเข้าไปเลยที่ www.omega3academy.com/th

โหวตข่าวนี้