advertisement

พบปัญญาวิมุติ 'ล้างบาป ละลายกรรม ได้ในชาตินี้' (ตอนที่ 4)

โดย ธนัช กรองกันภัย 3 พ.ค. 2554 08:00

ล้างบาป อาบน้ำ ซักผ้าลงในแม่น้ำคงคา

คำถามยอดฮิตของสังคมตอนนี้ คือ ล้างบาปกรรม แก้กรรม ได้หรือไม่ในชาตินี้ พบความจริงจากหลากหลายมุมมองแต่ละศาสนา แล้วคุณจะเปลี่ยนจิต พบความสุข สนุก สงบ สว่าง สบาย ได้ในภพนี้.. วันนี้วันพระวันที่เขียนส่งต้นฉบับ ผู้เขียนตั้งสัจจะอธิษฐานรักษาศีล 8 ทุกวันพระ เพราะศีล เป็นประดุจลู่ชีวิตที่จะนำพาผู้ปฏิบัติให้มุ่งตรงสู่จุดหมายปลายทาง... คำเตือนเช่นเคย ตั้งจิตอนุโมทนาบุญด้วยนะครับ ตอนนี้พาสัมผัส พิสูจน์การล้างบาป การล้างกรรม โดยการท่องเที่ยวเชิงพัฒนาจิต ณ แม่น้ำคงคาพาราณสี ประเทศอินเดีย

ความเดิมตอนที่ 1 - 3 .... ผมพาไปเที่ยวสถานที่ตรัสรู้ เราได้ปัญญาเป็นอาวุธ รู้แจ้งแทงตลอด ได้ชัยชนะด้วยบารมีไม่มีแพ้ ที่เมืองพุทธคยา ตอน 2 พาเที่ยวสุขใจได้บรรลุธรรมในชาตินี้ เพราะไปยังสถานทีพระสารีบุตร อัครสาวกเบื้องขวา ได้บรรลุธรรมสำเร็จเป็นพระอรหันต์ เมื่อได้ฟังธรรมะจากพุทธองค์ ได้บรรลุธรรมทันที ตอน 3 พบทางสว่าง ได้บริวาร เปิดมิตร ปิดศัตรู พัฒนาจิตสู่อริยะ สำเร็จสมปรารถนา เพราะพบสถานที่แสดงปฐมเทศนา ได้ความจริงอันประเสริฐสี่ประการ สำหรับบทนี้ผมพาไปพิสูจน์การล้างบาป ละลายกรรม พบปัญญาวิมุติ (หลุดพ้น) กันต่อที่แม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์ครับ...

คณะต้องตื่นตีสี่ เพื่อออกเดินทางสู่เมืองพาราณสี ไปล่องเรือชมแม่น้ำคงคา ชมการอาบน้ำล้างบาป การบูชาสุริยเทพ การเผาศพ ณ ริมฝั่งแม่น้ำคงคา สวดมนต์โมรปริตตคาถา บทนี้สวดเพื่อให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายและบ่วงกรรมเวร สวดตอนเช้าถวายพระอาทิตย์ขึ้น ที่แม่น้ำคงคา นำไปใช้ได้นะครับ และคาถาชินบัญชร  ตลอดเส้นทางบนรถฟังธรรมบรรยาย ได้ประโยชน์มากมาย ฟังเรื่องการล้างบาปกันก่อนครับ ความเชื่อเรื่องการล้างบาปในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ พวกพราหมณ์ ฮินดูเชื่อว่าแม่น้ำคงคาศักดิ์สิทธิ์มาก สามารถล้างบาปได้ พวกพราหมณ์ จึงพากันลงอาบน้ำล้างบาปอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง คือ เช้าและเย็น ถือว่าบาปที่ทำตอนกลางวันล้างด้วยการลงอาบน้ำในตอนเย็น ส่วนบาปที่ทำตอนกลางคืนก็ล้างได้ด้วยการลงอาบน้ำในตอนเช้า ที่เชื่อกันว่ากระแสน้ำในแม่น้ำคงคาศักดิ์สิทธิ์นั้นเพราะเชื่อว่าได้ไหลผ่านเศียรของพระศิวะลงมาท่าน้ำแห่งแม่น้ำคงคาที่เมืองพาราณสี  และยังเชื่ออีกว่า ใครก็ตามที่ตายและได้เผาที่ท่าน้ำเมืองพาราณสีแล้วกวาดกระดูกลงแม่น้ำคงคาก็เป็นอันเชื่อได้ว่าต้องไปสวรรค์แน่นอน พวกเศรษฐีนิยมมาปลูกบ้านทิ้งไว้ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา เมื่อป่วยหนักคิดว่าจะไม่รอดแล้วพวกญาติก็จะนำมาที่บ้านริมแม่น้ำ พอตายก็จะได้สะดวกในการเผาที่ริมแม่น้ำและกวาดกระดูกลงแม่น้ำไป

ว่ากันว่าชาวฮินดูทุกคนล้วนปราถนาที่จะมาตายและได้เผาศพที่นี่ บางคนรู้ตัวว่าใกล้ตาย ก็จะให้ลูกหลานพามานอนรอความตายที่นี่เลย เพื่อจะได้ไปสู่ภพชาติที่ดีกว่าและบาปจะได้รับการชำระเสียแต่ชาตินี้ การเผาศพเสียเพียงฟืนกองโต ฟ่อนล่ะ 8 รูปี ใครมีเงินมาก ก็เผาได้นาน เพราะมีเงินซื้อฟืนได้มาก ใครยากจนก็เผากันได้น้อย ที่เหลือจากการเผาจะลอยไปในแม่น้ำคงคาหมด เรียกว่าคืนสู่ธรรมชาติ สำหรับคนไทยแล้วเมืองพาราณสี คือ สถานที่มาแสวงบุญ ส่วนคนอินเดียเมืองพาราณสี คือสถานที่มาล้างบาป และสถานที่เดินทางมาตายที่นี่ บริเวณท่าน้ำ มีการเผาศพทุกวันวันละเป็นสิบๆ ศพ รอบๆ สถานที่แห่งนี้จะมี "โรงแรมแห่งความตาย" เป็นโรงแรมห้องเล็กๆ ไว้สำหรับคนที่รอความตายมาพัก จนมีคำกล่าวว่า ไฟเผาศพไม่เคยดับมาแต่อดีตกาล อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่า 4,000 ปี

 

 

 

 


ขอพูดถึงเรื่องการล้างบาป การล้างกรรมหน่อยครับ ในศาสนาคริสต์ ผู้นับถือมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก เป็นศาสนาประเภทเทวนิยม (Monotheism) มีความเชื่อเรื่องการนับถือพระเจ้าองค์เดียว คือ ยะโฮวาห์ (Jehovah) เป็นผู้ทรงสร้างโลก สร้างมนุษย์ และสรรพสิ่งในสากลจักรวาล เป็นผู้ประทานข้อบัญญัติแก่มนุษย์ โดยผ่านทางศาสดาพยากรณ์ (Prophets) และศาสนทูตต่างๆ ในแต่ละยุค แต่ละสมัย เรื่อยมาตั้งแต่โมเสสจนถึงพระเยซู  มีความเชื่อว่าบาปนั้นติดตัวมาแต่กำเนิด เพราะอาดัมกับอีวาซึ่งเป็นมนุษย์ต้นกำเนิดนั้นทำผิดคำสั่งพระเจ้า จึงมีผลบาปตกมาถึงลูกหลาน จึงมีพิธีรับศีลล้างบาป หรือศีลจุ่ม (Baptism) คือ พิธีกรรมที่ทำเมื่อตอนเป็นทารก หรือเมื่อเข้าเป็นคริสตศาสนิกชน และพิธีศีลแก้บาป (Penance) คือ พิธีสารภาพบาป หรือล้างบาปด้วยวิธีสารภาพบาปที่ตนทำไว้แก่บาทหลวง หรือ ศาสนาพราหมณ์ ที่เชื่อว่าการล้างบาปนั้นสามารถกระทำได้โดยการอาบน้ำในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์

สำหรับในพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่มุ่งสอนให้คนทุกคนมีความประพฤติดีงามทั้งกาย วาจา และใจ ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ให้เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว ตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีเป้าหมายสูงสุดคือการกำจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไป ถือว่าเป็นการล้างบาป ในตัวอยู่แล้ว แต่มิได้ใช้คำว่าล้างบาปโดยตรงเท่านั้น สอนให้บุคคลทั้งหลายประพฤติตนให้สะอาดบริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา และใจ มุ่งกำจัดกิเลสอาสวะให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ เป็นบุคคลผู้บริสุทธิ์ มีผลทำให้คุณภาพจิตใจสูงขึ้น จัดอยู่ในขั้นที่เรียกว่า พระอรหันต์ เพราะการกำจัดกิเลสอันเป็นเหตุก่อบาปให้หมดสิ้นไป เป็นนัยของการล้างบาป ล้างกรรมในพระพุทธศาสนาก็ได้ แต่มิได้หมายถึงบาปที่เกิดจากการกระทำชั่วที่มีวิบากเป็นผลแล้ว ดังที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าไม่สามารถล้างได้ ทำได้เพียงหยุดกระทำกรรมทั้งปวงภพนี้ และเสริม สร้าง เติมบุญใหม่ให้มาก ๆ เปรียบเสมือนแก้วน้ำครึ่งแก้วที่มีสีดำ สีเทาครึ่งแก้ว เติมน้ำสีขาว คือบุญลงไปบ่อย ๆ ทุกวัน มาก ๆ น้ำนั้นกลายเป็นสีขาวใสสะอาดได้เฉกเช่นเดียวกัน ทำให้ผลแห่งกรรมชั่วที่เคยกระทำไว้ตามส่งผลไม่ทัน เรียกว่าละลายบาปกรรมให้เจือจางได้ครับ

 

 


การล้างบาปในพระพุทธศาสนา คือ การกำจัดกิเลสอาสวะอันเป็นเหตุให้ก่อบาปทั้งทางกาย วาจาและใจให้หมดสิ้นไป ด้วยการปฏิบัติตามหลักของพระพุทธศาสนา คือ อริยมรรคมีองค์ 8 ซึ่งสามารถสรุปเป็นหลักปฏิบัติเพื่อการกำจัดกิเลสอาสวะโดยย่อได้ 3 ข้อ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา และสรุปเป็นวิธีการปฏิบัติได้ คือ 1. รักษาศีลยิ่งชีวิต 2. ฝึกจิตเจริญภาวนา 3. พัฒนาปัญญาให้รู้แจ้ง เมื่อปฏิบัติครบทั้ง 3 ประการนี้จนบุญบารมีเต็มเปี่ยมแล้ว จะเกิดวิชชา 3 ในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะความรู้ที่เรียกกว่า อาสวักขยญาณ คือ ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะ หรือ ความรู้ที่ทำให้อาสวะสิ้น ถือว่าเป็นการล้างบาปจนหมดสิ้นได้เช่นกัน มีพระสูตรกล่าวไว้ใน ทุติยโสเจยยสูตร ว่า "ภิกษุทั้งหลาย โสไจยะ คือ ความสะอาด 3 อย่าง บุคคลผู้สะอาดทางกาย สะอาดทางวาจา สะอาดทางใจ ไม่มีอาสวะ เป็นคนสะอาดพร้อมด้วยคุณธรรมของคนสะอาด ปราชญ์ทั้งหลายกล่าวบุคคลนั้นว่า ผู้ล้างบาปแล้ว"

พระพุทธเจ้าพระองค์ทรงสรุปเรื่องการกำเนิดบาปไว้อย่างชัดเจนว่า "นตฺถิ ปาปํ อกุพฺพโต บาปย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ไม่ทำบาป" "อตฺตนา ว กตํ ปาปํ อตฺตนา สงฺกิลิสฺสติ ใครทำบาป คนนั้นก็เศร้าหมองเอต" "อตฺตนา อกตํ ปาปํ อตฺตนา ว วิสุชฺฌติ ใครไม่ทำบาป คนนั้นก็บริสุทธิ์" บาปเกิดจากกิเลสภายในใจ คือ โลภะ โทสะ โมหะ บังคับจิตใจมนุษย์ให้กระทำความชั่วทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ เป็นผลให้เกิดความเดือดร้อนแก่จิต ทำให้จิตอยู่ในสภาวะ เศร้าหมองไม่ผ่องใส หนทางแห่งการทำบาป ทำความชั่ว ทำความไม่ดีนั้น ตามหลักพระพุทธศาสนา เรียกว่า อกุศลกรรมบถ (หาอ่านเพิ่มเติมได้ทั่วไป) มี 10 ประการ แบ่งออกเป็น 3 ทาง คือ กายกรรม 3 วจีกรรม 4 และมโนกรรม 3 นั่นเอง เมื่อถึงตอนนี้ผู้อ่านคงได้คำตอบที่ผู้เขียนพาดหัวไว้แล้วนะครับ ผู้เขียนศึกษาจากตำราและปฏิบัติด้วยตนเอง (ปัจจังตัง) หากมีสิ่งใดผิดพลาด ขอน้อมรับและอภัยผู้อ่านมา ณ ที่นี้

คณะเดินทางถึง เดินตรงไปที่ท่าเรือ ระหว่างทางมีสินค้าหลากหลาย สองข้างทางเดิน แขกก็จะมาวางระเบิดกันเสร็จแล้วประมาณ ตี 4 หรือตี 5 หากมาตอนหน้าหนาวหมากลงจัดมองไม่เห็นทาง ทัศนวิสัย สายตาอาจแย่ต้องระวังอาจเหยียบกับระเบิดได้ ตามทางมีขอทานมานั่งรอรับบริจาคทานตรงทางลงแต่ละท่าน้ำในแม่น้ำคงคาเต็มไปหมด ทำให้นึกถึงตอนที่พระพุทธเจ้าพบ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ก่อนจะออกบวชเลยจริง ๆ สำหรับเรือพาย ราคาเช่าเรือไม่แน่นอน แล้วแต่เทคนิคการพูดของท่านเอง อยากได้ราคาที่ถูก สำหรับที่นี่ต้องใจเย็นๆ อย่าอยากได้จนตัวสั่น แต่เราทำทีท่าว่าไม่อยากได้ จากราคาที่สูงมาก ท่านอาจจะได้ราคาที่ท่านคาดไม่ถึงก็ได้ หากมีเวลาก็เดินนับท่าลงหรือหาเช่าเรือนั่งนับท่า แต่ที่นี่เขาเรียกท่าน้ำแม่น้ำคงคา ว่า Ghat Ghat (ท่าที่สำหรับลงเรือ) ที่แม่น้ำคงคาเท่าที่นับได้ ตั้งแต่ตะวันตกวังพระเจ้าพรหมทัตถึงสะพานตะวันออก มี 41 แต่ท่าที่สำคัญก็มีไม่กี่ท่าน้ำด้วยกัน



แม่น้ำคงคา เป็นแม่น้ำสายสำคัญของอินเดีย ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู มีต้นกำเนิดทางภาคเหนือของอินเดีย บริเวณเทือกเขาหิมาลัย อินเดียเรียกว่าโคมุข แปลว่าปากแห่งโค คือต้นกำเนิดของแม่น้ำคงคา ไหลผ่านทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียไปทางตะวันออก และรวมกับแม่น้ำพรหมบุตร ที่ประเทศบังกลาเทศ ก่อนจะไหลออกมาที่อ่าว   เบงกอล แม่น้ำคงคามีความยาวประมาณ 2,510 กิโลเมต กล่าวกันว่า แม่คงคาเป็นมเหสีองค์หนึ่งของพระศิวะหรือพระอิศวร เทพประธานบนยอดเขาไกรลาส เขาพระสุเมรุ แม่คงคาไหลผ่านเมืองใด พราหมณ์ผู้นำความเชื่อทางศาสนาฮินดูก็ให้ความสำคัญเมืองนั้น น้ำในแม่น้ำคงคา มองดูแล้วสีขุ่น แถมยังมีเศษขยะ ซากศพและสิ่งปฏิกูล ท่านต้องเกิดคำถามแน่ๆ แต่ไม่น่าเชื่อว่ามีหลายต่อหลายองค์กรนำน้ำในแม่น้ำคงคาไปตรวจพิสูจน์แล้วพบว่าไม่มีสิ่งสกปรก เพราะมีแร่ธาตุบางชนิดที่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ คณะเราลงเรือล่องแม่น้ำคงคา แต่ไม่สามารถชมวิถีชีวิตริมฝั่งทั้งสองของแม่น้ำคงคาได้ เพราะอีกฝั่งหนึ่งชาวฮินดูเขาเชื่อว่าเป็นฝั่งนรก ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ ในช่วงหน้าน้ำลดมีแต่โครงกระดูกกลาดเกลื่อนเต็มไปหมด เราได้ชมพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าสวยงามมาก และไม่ลืมสวดมนต์โมรปริตตคาถา ผมได้ลอยกระทง นำเส้นผมที่คุณแม่และญาติ ๆ ตัดไว้ใส่ในกระทง ลอยสู่โลกสวรรค์ ตามความเชื่อ ที่ไม่ลืม คือ มือผมนั่นแตะลงให้แม่น้ำคงคา นำมาดื่มให้รู้รสหน่อยเป็นพิธีด้วยครับ...

 

 

 

 

 

 


เมืองพาราณสี (Varanasi) เมืองสี่พันปีที่ไม่เคยหลับ เหมือนโรงละครโรงใหญ่ทั้งเมือง ภาพชีวิตที่ไม่เคยหยุดนิ่ง เต็มไปด้วยสีสันสดใสด้วยผ้ากาสีและเทพเจ้า พาราณาสีเป็นชื่อของเมืองหลวงแคว้นกาสี ประเทศอินเดีย มีแม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์ไหลผ่าน เป็นเมืองที่ถือว่าเป็นสุทธาวาสที่สถิตแห่งศิวเทพ ถือว่าเป็นเมืองอมตะของอินเดียและเป็นที่แสวงบุญทั้งของชาวฮินดูและชาวพุทธทั่วโลก พาราณสียังเป็นเมืองที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาในหลายด้าน คือเป็นที่เกิดของพระโพธิสัตว์หลายครั้ง สิ่งที่น่านำกลับเข้ามาเมืองไทยก็คือความศรัทธาและความเชื่อในเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คนไทยเราสามารถเรียนรู้สิ่งดีๆ จากอินเดียได้ สิ่งใดไม่ดีก็ไม่ต้องสนใจ เอาแต่สิ่งดีๆ ที่เหมาะสมกับสังคมไทยมาใช้ จากนั้นคณะเราเดินทางกลับวัด ไม่ไกลกันมากนัก ทานอาหารเช้า สวดมนต์ ทำวัตร เจริญสมาธิภาวนา ปฏิบัติธรรม ถวายเป็นพระราชกุศล แล้วออกเดินทางมุ่งสู่ประเทศเนปาล...

ครั้งหน้า ตอนที่ 5 คณะออกเดินทางจากพาราณสี ไปเมืองลุมพินี สถานที่ประสูติ ประเทศเนปาล ได้ชีวิตดี มีหลักประกัน.. ติดตามตอนต่อไปนะครับ...โทร. 02-993 7021, 089-925-5022

คติธรรม : “ ทำทุกข์ให้เหนือทุกข์ .... แล้วจะพ้นทุกข์ "

Rating : ครั้งหนึ่งในชีวิตต้องไปเยือน (Must Go), Travel Note : 004/54
เรื่องและภาพ โดย ธนัช กรองกันภัย (ชื่อเดิมพิษณุ กองกันภัย อดีตพระมหาโพธิ์ ผู้เคยบวชใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ เนื่องในมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ที่เมืองพุทธคยา อินเดียและเนปาล ปี 2550) อดีตประธานฝ่ายวิชาการ และรองประธาน สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, นายกสมาคมท่องเที่ยวอเมริกาแห่งประเทศไทย (แอสต้า) 
http://twitter.com/Tanatonline
http://www.FaceBook.com/TanatPitsanuKongganpai
Email : Tanat.pk@gmail.com

 

โหวตข่าวนี้