วันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สรุปม้วนเดียวจบ ลูกจ้างฝากเงิน 8 หมื่น เข้า 4 หมื่น อีกนิดเดียว รู้ตัวคนโกหก!

ไล่เรียงไทม์ไลน์ชนิดม้วนเดียวจบ อ่านให้จบและวิเคราะห์ไปพร้อมกัน เงิน 4 หมื่นล่องหนไปไหน อีกนิดเดียว รู้กัน!

มหากาพย์ตังค์ 4 หมื่นล่องหน เริ่มต้นเมื่อ 27 เมษายน 2560 นายวชิระ อริยะพงษ์กรณ์ อายุ 41 ปี ลูกจ้างร้านจำหน่ายอาหารสัตว์แห่งหนึ่ง ได้รับมอบหมายจากนายจ้างให้นำเงินสดจำนวน 80,000 บาทไปเข้าบัญชีธนาคาร

29 เมษายน 2560 ผ่านไปได้สองวัน นางสายสุนีย์ อู๋เพชร นายจ้าง หรือเจ้าของร้านจำหน่ายอาหารสัตว์ นำเงินไปฝากด้วยตนเอง เป็นจำนวนเงิน 110,000 บาท แต่เจ้าหน้าที่ธนาคารลงรายการรับเงินเพียง 11,000 บาท ต่อมา เจ้าหน้าที่ธนาคารคนดังกล่าวยอมรับว่าทำงานผิดพลาด พร้อมนำเงินเข้าบัญชีให้เพิ่มเติมจนครบ 110,000 บาท แต่นายจ้างเจ้าของเงินเริ่มไม่ไว้วางใจการทำงานของพนักงานธนาคาร

ในวันเดียวกัน (29 เมษายน 2560) นายจ้างกลับบ้านไปตรวจสอบเอกสารฝากเงินที่เก็บสะสมไว้ พบว่า เมื่อครั้งที่สั่งให้นายวชิระ ผู้เป็นลูกจ้างนำเงินไปฝาก 80,000 บาท ยอดเงินกลับเข้าเพียง 40,000 บาทเท่านั้น

ทางเจ้าของร้านและลูกจ้างสอบถามไปยังธนาคาร และเจ้าหน้าที่ธนาคารคนดังกล่าว ได้รับคำตอบว่า เจ้าหน้าที่ผู้รับฝากเงิน ยืนยันว่า นับเงินได้เพียง 40,000 บาทเท่านั้น ส่วนนายวชิระ ลูกจ้างก็ยืนยันเช่นกันว่า นำเงินไปฝากครบถ้วนตามจำนวน คือ 80,000 บาท

ทางเจ้าของร้านและลูกจ้าง ขอดูภาพจากกล้องวงจรปิด จึงได้พบว่า หลังจากที่หนุ่มลูกจ้างยื่นเงินให้กับเจ้าหน้าที่ธนาคารไปแล้วนั้น เจ้าหน้าที่ธนาคารได้นำเงินส่วนหนึ่งเข้าเครื่องนับธนบัตร แต่อีกส่วนหนึ่งเก็บเข้าลิ้นชัก ด้วยเหตุนี้ทำให้นายจ้างและลูกจ้างเกิดความสงสัยอย่างยิ่ง

ส่วนสถานการณ์ของทางร้านจำหน่ายอาหารสัตว์ นายจ้างได้สั่งให้ลูกจ้างไปพิสูจน์ตัวเอง พร้อมกับให้พักงานชั่วคราว แต่ด้วยความที่นายจ้างเข้าใจหัวอกคนทำมาหากิน จึงยินดีให้ นายวชิระ ผู้เป็นลูกจ้างแวะเวียนเข้ามาทำงาน เพื่อหาเงินจุนเจือครอบครัวได้

ตลอดระยะเวลาหลายสัปดาห์หลังเกิดเหตุ นายวชิระ พยายามจะเดินทางเพื่อเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่รับแจ้งความ โดยให้เหตุผลว่า ไม่รู้จะรับแจ้งความในข้อหาอะไร

16 มิถุนายน 2560 นายวชิระ ผู้เป็นลูกจ้าง จึงนำหลักฐานเป็นสำเนาเอกสารการฝากเงินเข้าบัญชีธนาคาร มาร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมที่ศูนย์ดำรงธรรม จนมีการนำเสนอข่าวบนหน้าสื่อต่างๆ

ในวันเดียวกัน (16 มิถุนายน 2560) นายจ้างและนายวชิระ ลูกจ้างได้เดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานคนดังกล่าว ในข้อหาลักทรัพย์ โดยขอให้เป็นความผิดเฉพาะบุคคล

ร.ต.อ.เฉลิมชัย ไขประภาย พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรวัดสิงห์ บอกกับสื่อมวลชนว่า การแยกเงินออกเป็นสองส่วนของเจ้าหน้าที่ธนาคารนั้น เป็นเพราะเงินในส่วนที่ไม่นำเข้าเครื่องนับเป็นธนบัตรชนิด 500 บาท ซึ่งมีไม่มาก และนับด้วยสายตาได้ ส่วนตัวเลขบนใบฝากเงินที่เขียนว่า 80,000 บาท ซึ่งไม่ตรงกับจำนวนที่พิมพ์บนสลิปรับฝากเงินนั้น พนักงานคนดังกล่าวยอมรับว่า เกิดจากความสะเพร่าของตนเองที่ไม่ได้ตรวจให้ถี่ถ้วน

22 มิถุนายน 2560 ธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่ ร่อนเอกสารชี้แจงผ่านสื่อว่า ธนาคารได้ตรวจสอบ พร้อมกับชี้แจงเจ้าของบัญชี และผู้ร้องให้ทราบถึงข้อเท็จจริง และกระบวนการปฏิบัติงานของธนาคารโดยละเอียด ทั้งนี้ ธนาคารยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับเจ้าของบัญชี/ผู้ร้อง และพนักงานสอบสวน พร้อมจะนำส่งข้อมูลให้พนักงานสอบสวนเพื่อใช้ในการตรวจสอบและดำเนินการต่อไป

23 มิถุนายน 2560 หนุ่มลูกจ้างยืนยันถึงความบริสุทธิ์ของตัวเองว่า ที่ผ่านมาตนเคยนำเงินจำนวนมากๆ ไปฝากให้นายจ้าง แต่ก็ไม่เคยมีปัญหา หรือมีเหตุการณ์เงินหายใดๆ ทั้งสิ้น และโดยส่วนตัว ตนก็ไม่เคยมีคดีใดๆ ติดตัวมาก่อน พร้อมเผยอีกว่า เจ๊เจ้าของร้านไม่ได้แจ้งความ แต่บอกให้ตนเตรียมหางานอื่น

24 มิถุนายน 2560 นายจ้าง กล่าวกับสื่อมวลชนว่า “พี่ก็บอกกับลูกจ้างของพี่ไปว่า พี่ไม่อยากมีเรื่องมีราว ไม่อยากเอาเรื่อง และเงินที่หายไปก็ไม่เป็นไร ช่างมัน แต่ว่าหนูหางานใหม่ก่อนนะ เพราะพี่ก็ยังไม่สบายใจอยู่ และพี่ก็จะไม่เอาเรื่องกับใครทั้งนั้น"

25 มิถุนายน 2560 นายจ้าง เดินทางมาพบ พ.ต.ท.สุทัศน์ นาคพงศ์ รอง ผกก.สส. ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าพนักงานสอบสวน สภ.วัดสิงห์ เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ นางสาวจุฑารัตน์ พนักงานสาว ธ.กสิกรไทย หลังจากได้รับแจ้งความ และลงบันทึกประจำวันเป็นที่เรียบร้อย พ.ต.ท.สุทัศน์ จึงให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามตัว นางสาวจุฑารัตน์ มาที่ สภ.วัดสิงห์ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในข้อหาลักทรัพย์

นางสาวจุฑารัตน์ ได้เดินทางมาพบ พ.ต.ท.สุทัศน์ พร้อมทนายความ ซึ่งนางสาวจุฑารัตน์ให้การปฏิเสธ จากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้นำตัวนางสาวจุฑารัตน์ไปขออำนาจศาลจังหวัดชัยนาทเพื่อทำการฝากขัง และศาลจังหวัดชัยนาทได้พิจารณา และอนุญาตให้นางสาวจุฑารัตน์ประกันตัว

ในวันเดียวกัน (25 มิถุนายน 2560) ธนาคารกสิกรไทยออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง พร้อมระบุว่า “ยังไม่พบการทุจริต อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ผมพูดได้เท่านี้ เพราะเป็นรายละเอียดการสอบสวน”

27 มิถุนายน 2560 พ.ต.อ.เชษฐชัย เชษฐศิริ ผู้กำกับการ สภ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ช่วงเช้าได้นำแผ่นข้อมูลกล้องวงจรปิดเข้าไปยังกองพิสูจน์หลักฐานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อตรวจดูภาพเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ

ในวันเดียวกัน (27 มิถุนายน 2560) ธนาคารกสิกรไทย สาขาวัดสิงห์ ยืนยันว่า ตั้งแต่วันที่เกิดเหตุนางสาวจุฑารัตน์ เอี่ยมจุ้ย ยังมาทำงานตามปกติ

ในวันเดียวกัน (27 มิถุนายน 2560) นายอนุสรณ์ อู๋เพ็ชร ลูกชายของร้านขายอาหารสัตว์ กล่าวผ่านสื่อว่า นายวชิระ ถือว่าเป็นลูกจ้างที่ทำงานเรียบร้อย ไว้ใจได้ และไม่เคยมีประวัติเสื่อมเสียแม้แต่น้อย เพราะฉะนั้น ทางร้านจึงไว้วางใจในตัวลูกจ้างผู้นี้เสมอมา และล่าสุด ลูกจ้างคนดังกล่าวก็กลับมาทำงานเหมือนเดิมตามปกติ

ล่าสุดวันนี้ (29 มิถุนายน 2560) พ.ต.อ.เชษฐชัย ผู้กำกับการ สภ.วัดสิงห์ กล่าวกับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ว่า ส่วนผลการตรวจสอบภาพในกล้องวงจรปิดนั้น จะต้องรอผลให้แล้วเสร็จ และทราบเป็นที่แน่ชัดเสียก่อนจึงจะส่งสำนวนให้เป็นดุลยพินิจของทางอัยการจังหวัดเป็นผู้ชี้ขาดในการยื่นฟ้อง สำหรับผลของคดีนี้คาดว่าภายในอาทิตย์หน้าคงจะรู้แน่นอน.