วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มะกันสอยบินรบซีเรีย เดินหมากเสี่ยงสกัดอิหร่านแผ่อิทธิพลในตะวันออกกลาง

วันอาทิตย์ที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา เกิดกรณีซึ่งอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนในสถานการณ์สงครามกลางเมืองในประเทศซีเรีย เมื่อสหรัฐฯ ส่งเครื่องบินรบโจมตีเครื่องบินของกองทัพรัฐบาลประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด จนตก ทำให้นักบินหายสาบสูญ ไม่ทราบชะตากรรมมาจนถึงตอนนี้

เหตุการณ์ดังกล่าวเรียกเสียงประณามจากทั้งรัฐบาลซีเรียและมหามิตรของพวกเขาอย่างรัสเซีย ซึ่งประกาศตัดการสื่อสารกับสหรัฐฯ และขู่จะล็อกเป้าโจมตีเครื่องบินของกองกำลังพันธมิตรนำโดยสหรัฐฯ ทุกลำ กลายเป็นความตึงเครียดระลอกใหม่ระหว่าง 2 ชาติมหาอำนาจ ในขณะที่สงครามกลางเมืองในซีเรีย และการต่อสู้กับผู้ก่อการร้าย กำลังจะเข้าสู่พื้นที่ทางตะวันออก ซึ่งอิหร่านจ้องจะขยายอิทธิพลของพวกเขาที่นั่น

สหรัฐฯ ยิงเครื่องบินรบซีเรียตก

สหรัฐฯ อ้างว่าสาเหตุที่พวกเขายิงเครื่องบินรบของซีเรียนั้นเป็นเพราะ ฝ่ายซีเรียไปทิ้งระเบิดโจมตี 'กองกำลังประชาธิปไตยซีเรีย' (SDF) โดยในวันเกิดเหตุพวกเขาพบว่า กองทัพซีเรียกำลังเดินทางไปยังฐานที่มั่นของกลุ่ม SDF ที่เมืองจาดิน ทางใต้ของเมือง ทับกาห์ สหรัฐฯ จึงใช้สายด่วนลดความรุนแรงที่ตั้งขึ้นตามข้อตกลงกับรัสเซีย เข้าเจรจาเพื่อขอให้ทหารฝ่ายรัฐบาลถอยกลับไป แต่ไม่เป็นผล เครื่องบิน ‘เอฟ/เอ-18อี ซุปเปอร์ ฮอร์เน็ตส์’ ของกองกำลังพันธมิตรจึงออกปฏิบัติการ ‘ยิงกราด’ ใกล้ที่ตั้งของกองทัพซีเรียเพื่อหยุดการเคลื่อนทัพ

จากนั้นอากาศยานของกองกำลังพันธมิตรได้สังเกตพฤติการณ์ของเครื่องบินรบ ‘ซู-22’ ของกองทัพซีเรีย ที่บินอยู่เหนือที่มั่นของกลุ่ม SDF โดยใช้สันติวิธีทุกทาง โดยการพุ่งเข้าหรือยิงพลุไฟเพื่อให้ ซู-22 กลับไป แต่ไม่เป็นผล และทันทีที่เครื่องบินลำนี้ทิ้งระเบิดลงไป เครื่องบิน เอฟ/เอ-18อี ของอเมริกัน 2 ลำที่ถูกส่งมาจากเรือบรรทุกเครื่องบิน ‘ยูเอสเอส จอร์จ เอช-ดับเบิลยู บุช’ ก็เปิดฉากยิงโจมตีด้วย ‘เอม-9 ไซด์วินเดอร์’ มิสไซล์ อากาศสู่อากาศ พิสัยใกล้ แต่ ซู-22 ป้องกันได้ด้วยพลุแฟลร์

นักบินสหรัฐฯ จะยิงโจมตีครั้งที่ 2 ด้วยจรวด ‘เอม 120’ มิสไซล์อากาศสู่อากาศ พิสัยกลางล้ำสมัย ซึ่งถูกเป้าหมายอย่างจัง ทำให้นักบินของ ซู-22 ต้องดีดตัวออก โดยนักบินสหรัฐฯ ยืนยันว่า เห็นร่มชูชีพของนักบินรายนี้กางออก แต่คาดว่าคงไปลงในพื้นที่ที่กลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือไอซิส ครอบครอง และยังหาตัวไม่พบจนถึงทุกวันนี้

มะกันสู้กับอัสซาดอย่างเปิดเผยมากขึ้น

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นด้วยเหตุผลใดก็ตาม ถูกมองว่าเป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่า สหรัฐอเมริกากับรัฐบาลของประธานาธิบดีอัสซาด เริ่มจะต่อสู้กันอย่างเปิดเผย ซึ่งการยิงเครื่องบินตกในครั้งนี้ เพิ่มความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันขึ้นอีกในอนาคต เมื่อกองทัพของอัสซาดยังต้องสู้รบปรบมือกับกองกำลังฝ่ายกบฏและผู้ก่อการร้าย ขณะที่สหรัฐฯ ส่งกำลังเข้ามาสู้กับกลุ่มไอซิส และช่วยเหลือกบฏโค่นรัฐบาลอัสซาด

นับตั้งแต่เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นเมื่อ 6 ปีก่อน สหรัฐฯ เพียงแค่ให้การสนับสนุนฝ่ายกบฏ ไม่เคยโจมตีกองกำลังฝ่ายรัฐบาลซีเรียตรงๆ มาก่อน จนกระทั่งเมือง 6 เม.ย.ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่งรับตำแหน่งได้ 3 เดือน ออกคำสั่งยิงจรวดร่อนโจมตีฐานทัพอากาศซีเรีย เพื่อลงโทษรัฐบาลอัสซาดที่ในขณะนั้นถูกกล่าวหาว่า ใช้อาวุธเคมีโจมตีฝ่ายกบฏจนทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 70 ราย และจากนั้นสหรัฐฯ ก็โจมตีกลุ่มติดอาวุธฝ่ายรัฐบาลซีเรียอีก 2 ครั้ง และปะทะทางอากาศกับซีเรียเป็นครั้งแรกในเหตุการณ์ล่าสุดนี้

สหรัฐฯ ถลำลึก

เมื่อสหรัฐฯ เริ่มแสดงความเป็นศัตรูกับรัฐบาลอัสซาด เป็นไปไม่ได้ที่รัสเซีย ซึ่งประกาศตัวชัดเจนว่าจะช่วยซีเรียสู้กับกบฏและผู้ก่อการร้าย จะอยู่นิ่งเฉย พวกเขาออกมาประณามสหรัฐฯ อย่างรุนแรง พร้อมตัดการสื่อสารผ่านทางสายด่วนที่ทั้งสองฝ่ายทำไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีเครื่องบินชนกันขณะปฏิบัติภารกิจ และขู่ว่าจะให้ระบบป้องกันการโจมตีทางอากาศล็อกเป้าหมายเครื่องบินทุกลำของกองกำลังพันธมิตรนำโดยสหรัฐฯ ที่บินอยู่ในน่านฟ้าฝั่งตะวันตกของแม่น้ำยูเฟรติสในซีเรีย

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ยิ่งสหรัฐฯ เพิ่มการมีส่วนร่วมในการต่อสู้ภาคพื้นกับกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลามมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในความขัดแย้งกับรัฐบาลซีเรียมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนั้นยังรวมถึงรัสเซีย และอิหร่าน มิตรอีกประเทศหนึ่งของซีเรีย เพราะทั้งสองฝ่ายต่างแย่งกันแผ่อิทธิพลในดินแดนในภาคตะวันออกของประเทศที่ยึดคืนมาจากกลุ่มไอซิสได้

อิหร่านหวังแผ่อิทธิพลในตะวันออกกลาง

ในขณะที่การต่อสู้กับกลุ่มไอซิส ที่เมืองโมซูล ประเทศอิรักกำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้าย และการต่อสู้ที่เมืองรักกา เมืองหลวงของไอซิส กำลังดำเนินอยู่ การต่อสู้เพื่ออนาคตของภาคตะวันออกของซีเรียเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น โดยกลุ่มกบฏต่อต้านรัฐบาลอัสซาด และรัฐบาลซีเรีย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัสเซียและอิหร่าน กำลังเปิดศึกแย่งชิงพื้นที่ที่ยึดได้จากกลุ่มไอซิสอย่างเข้มข้น

พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่รัฐบาลซีเรียกำลังต้องการช่วงชิงคือ เมืองเดียร์ เอซซอร์ ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ภายใต้การปกครองของกลุ่มไอซิส เป็นเมืองสำคัญซึ่งตั้งอยู่บนถนนที่เชื่อมต่อไปสู่ประเทศอิรัก และมีฐานทัพอากาศขนาดใหญ่ โดยเมื่อวันอาทิตย์ (18 มิ.ย.) อิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีกลุ่มไอซิสในเมืองแห่งนี้ โดยอ้างว่า เพื่อตอบโต้ผู้ก่อการร้ายที่ก่อเหตุโจมตีในกรุงเตหะรานเมื่อช่วงต้นเดือน มิ.ย.

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า เป้าหมายที่แท้จริงของอิหร่าน อาจเป็นการขยายอิทธิพลในภูมิภาคนี้ โดยอิหร่านแผ่อิทธิพลอย่างกว้างขวางในอิรักอยู่แล้ว และคาดว่ากำลังมุ่งหวังขยายอิทธิพลในซีเรีย เพื่อสร้างดินแดนเชื่อมโยงระหว่างซีเรียและอิรัก สำหรับขนย้ายอาวุธและวัตถุดิบไปให้แก่พันธมิตรอย่างเลบานอนก็เป็นใด แต่ถึงจะไม่ตรงตามนี้ อิหร่านก็แสดงความตั้งใจชัดเจนที่จะช่วยรัฐบาลอัสซาด เพื่อสร้างอิทธิพลที่ยั่งยืนในซีเรีย

สหรัฐฯ ยอมเสี่ยงสกัดอิทธิพลอิหร่านในตะวันออกกลาง

สำหรับสหรัฐฯ การขยายอิทธิพลของอิหร่านเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และเมื่อไม่นานมานี้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ก็แสดงออกชัดเจนอยู่แล้วในเรื่องความต้องการสกัดกั้นการแผ่อิทธิพลของอิหร่าน ถึงขั้นล็อบบี้ชาติอาหรับให้ร่วมกันตัดความสัมพันธ์โดดเดี่ยวประเทศกาตาร์ ซึ่งเป็นพันธมิตรของเตหะราน แม้จะเป็นประเทศที่มีฐานทัพอากาศที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลางของสหรัฐฯ ตั้งอยู่ก็ตาม

ด้วยเหตุนี้ การเพิ่มบทบาทของสหรัฐฯ ในซีเรีย จึงอาจมองได้ว่าไม่ใช่เพื่อการปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายอย่างไอซิส หรือช่วยเหลือฝ่ายกบฏต่อต้านรัฐบาลโค่นล้มรัฐบาลอัสซาดเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเป้าหมายเพื่อสกัดกั้นความทะเยอทะยานของอิหร่านด้วย ด้วยการช่วยฝ่ายกบฏยึดภาคตะวันออก โดยกองกำลังสหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีกองกำลังติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนโดยอิหร่านไปแล้วก่อนหน้านี้ เพื่อส่งข้อความแสดงเจตนารมณ์ถึงรัฐบาลเตหะราน

อย่างไรก็ตาม หมากตานี้ของสหรัฐฯ นับว่ามีความเสี่ยงสูง เพราะไม่เพียงจะทำให้พวกเขาถลำลึกเข้าไปในความขัดแย้งในซีเรียมากขึ้นแล้ว และความที่มีหลายประเทศเข้ามาเป็นตัวละครในสงครามกลางเมืองครั้งนี้ หากสหรัฐฯ ตัดสินใจพลาดไปเพียงนิดเดียว ก็อาจจุดชนวนให้เกิดสงครามโลกครั้งใหม่ได้เลยทีเดียว.