วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตา-ยาย วอนสื่อช่วยตามหา ลูกสาวแต่งหนุ่มออสซี่ ก่อนขาดการติดต่อนาน 13ปี

ตามหาลูก!! "ตา-ยาย" ท่าแซะ จ.ชุมพร วอนนักข่าวเป็นสื่อกลาง ช่วยตามหาลูกสาวอดีตผู้จัดการโรงแรม แต่งงานกับหนุ่มออสเตรเลีย แล้วไปอยู่เมืองนอก ขาดการติดต่อนาน 13 ปี ไม่รู้ชะตากรรมว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร...

เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.60 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพบกับ นายสุทิน แก้วกรูด อายุ 74 ปี นางวิจิตต์ แก้วกรูด อายุ 66 ปี ตายายสองสามีภรรยา อยู่บ้านเลขที่ 6 หมู่ 6 ตำบลคุริง อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร โดยบ้านหลังดังกล่าว เป็นบ้านปูนชั้นเดียวหลังคามุงสังกะสีสภาพเก่า อยู่ติดกับถนนลูกรังในหมู่บ้านห่างจากชายแดนไทย-เมียนมา ประมาณ 20 กิโลเมตร โดยทั้งสองตายายต้องการให้ผู้สื่อข่าวช่วยเหลือเป็นสื่อกลางตามหาลูกสาวที่แต่งงานกับหนุ่มต่างชาติชาวออสเตรเลีย แล้วขาดการติดต่อหายสาบสูญไม่รู้ชะตากรรมมานาน 13 ปีแล้ว

นายสุทิน กล่าวว่า ตนอยู่กินกับนางวิจิตต์ มีลูกด้วยกัน 4 คน ผู้ชาย 3 คน หญิง 1 คน โดยลูกชายทั้ง 3 คนได้แต่งงานออกไปประกอบอาชีพทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวกันหมดแล้ว ส่วนลูกสาวซึ่งเป็นคนสุดท้องชื่อ น.ส.เพ็ญศิริ แก้วกรูด ปัจจุบันอายุ 43 ปี โดยเมื่อปี พ.ศ.2534 ได้ไปทำงานรับจ้างอยู่ตามร้านอาหาร จนกระทั่งครั้งสุดท้ายได้ทำงานเป็นผู้จัดการอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต ต่อมาได้รู้จักกับ นายไซมอน กิ๊บบอนส์ อายุ 50 ปี (MR.SIMON BECKETT ST FELIX GIBBONS) เป็นครูสอนดำน้ำชาวออสเตรเลีย จากนั้นลูกสาวตนได้ลงทุนร่วมกับนายไซมอนทำธุรกิจสอนดำน้ำและติดตั้งกล้องวงจรปิดในจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งช่วงนั้นลูกสาวตนกับนายไซมอน จะกลับบ้านมาเยี่ยมพ่อแม่อยู่เป็นประจำ

นายสุทิน กล่าวด้วยน้ำตาว่า ครั้งสุดท้าย เมื่อปี พ.ศ.2546 น.ส.เพ็ญศิริและนายไซมอนเลิกทำธุรกิจในจังหวัดภูเก็ต เนื่องจากถูกเพื่อนชาวต่างชาติที่ร่วมหุ้นลงทุนด้วยกันโกงจนขาดทุนต้องปิดกิจการ แล้วพากันไปอยู่เมืองนอกแต่งงานอยู่กินกันที่ประเทศออสเตรเลีย โดยก่อนเดินทางไปนายไซมอนได้ลืมสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทยสาขาภูเก็ตไว้ที่บ้านตน มีเงินอยู่กว่า 3 หมื่นบาท ช่วงแรกๆ อยู่ต่างประเทศ 2 ปี ลูกสาวตนยังได้ส่งรูปภาพพิธีแต่งงานกับนายไซมอนที่เมืองนอกมาให้พ่อแม่ดูจำนวนหลายภาพ และยังติดต่อพูดคุยกันทางโทรศัพท์ ส่งจดหมายถึงกันอยู่เป็นประจำ แต่หลังจากผ่านไป 2 ปี น.ส.เพ็ญศิริลูกสาวตนไม่เคยติดต่อกลับมาอีกเลย จนถึงปัจจุบันนี้นาน 13 ปีแล้ว ตนรู้สึกเป็นห่วงลูกมาก

“หากวันใดมีรถเก๋งหรือรถยนต์แปลกๆ ขับผ่านมาทางหน้าบ้าน ผมและภรรยาจะดีใจทุกครั้ง คิดว่าเป็นลูกสาวกลับมาบ้าน ทำให้นางวิจิตต์ ผู้เป็นแม่ ต้องเป็นโรคหัวใจเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นประจำ เพราะเป็นห่วงลูก ไม่รู้ว่ามีชะตากรรมหรือเป็นตายร้ายดีอย่างไร เมื่อปี พ.ศ.2559 ที่ผ่านมา ตนได้ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.ท่าแซะ เรื่องลูกสาวหายตัวในต่างประเทศ แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าใดๆ จึงขอวิงวอนผ่านสื่อมวลชนให้ช่วยเป็นสื่อกลาง หากลูกสาวยังมีชีวิตอยู่ได้เห็นข่าวก็ให้ติดต่อกลับมาบ้านด้วย เพราะพ่อแม่เป็นห่วง รักและคิดถึงลูกมาก และอยากให้สถานทูตหรือหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง หากมีช่องทางใดช่วยติดต่อประสานงานให้กับผมด้วยจะได้รู้ว่าลูกสาวตนยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หรือเสียชีวิตไปแล้วและด้วยสาเหตุใด เพราะครอบครัวผมมีอาชีพทำสวนหาเช้ากินค่ำฐานะยากจน คงไม่มีปัญญาจะไปตามหาหรือเดินทางไปติดต่อกับหน่วยงานต่างๆ ได้” นายสุทินกล่าว.