วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปมวิกฤติกาตาร์–ซ่าเกินพิกัด!

สู้ก่อการร้าย–แฟ้มภาพเมื่อ 21 พ.ค.2560 (จากขวาไปซ้าย) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กษัตริย์ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย และประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตา อัล–ซิซี แห่งอียิปต์ ขณะไปเยี่ยมชมศูนย์ต่อสู้ลัทธิหัวรุนแรงสุดโต่งโลก ที่กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย (เอพี)

“กาตาร์” 1 ใน 6 ชาติสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (จีซีซี) ถูกชาติจีซีซีอีก 3 ชาติ คือ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) และบาห์เรน ตัดความสัมพันธ์ทางการทูต เมื่อ 5 มิ.ย. ในข้อหาสนับสนุนกลุ่มหัวรุนแรงและผู้ก่อการร้าย ทำให้ภูมิภาคไร้เสถียรภาพ

ชาตินอกจีซีซี ทั้งอียิปต์ ลิเบีย เยเมน มัลดีฟส์ ก็ร่วมตัดสัมพันธ์กาตาร์ด้วย โดยหลายชาติเรียกเอกอัครราชทูตของตนกลับประเทศ สั่งปิดพรมแดนกับกาตาร์ทั้งทางบก ทะเล อากาศ สั่งให้นักการทูตกาตาร์ออกจากประเทศภายใน 48 ชม. ให้ชาวกาตาร์ออกจากประเทศภายใน 14 วัน ห้ามคนของตนเข้ากาตาร์ แถมขับกาตาร์ออกจากกลุ่มพันธมิตรนำโดยซาอุฯ ที่เข้าไปทำสงครามกับกบฏฮูตีในเยเมนด้วย

ส่วนฟิลิปปินส์ซึ่งมีแรงงานในกาตาร์กว่า 2 แสนคน ก็สั่งระงับไม่ให้แรงงานของตนเข้ากาตาร์ ทำให้กาตาร์ตกที่นั่งลำบากสุดๆ เที่ยวบินเข้าออกถูกระงับหรือเปลี่ยนเส้นทาง ประชาชนแห่ซื้อเสบียงอาหารกักตุน เพราะกาตาร์มีจุดผ่านแดนทางบกผ่านซาอุฯทางเดียว ต้องนำเข้าสินค้าส่วนใหญ่ถึง 40% จากซาอุฯ

ผู้ที่ไม่รู้ที่มาที่ไปงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะจีซีซีซึ่งมีสมาชิก 6ชาติ รวมทั้งคูเวตและโอมาน (ซึ่งยังวางตัวเป็นกลาง) ดูเหมือนเกาะกลุ่มกันดี ทั้งๆที่จริงแล้ว ปัญหามีมานานแล้ว!

เป็นที่รู้กันดีว่าเจ้าผู้ปกครองรัฐกาตาร์ใช้นโยบายต่างประเทศที่เป็น “เอกเทศ” มายาวนาน และไม่ค่อยรับฟัง “ฉันทามติ” ของจีซีซี ทั้งที่เป็นชาติเล็กๆ มีพื้นที่แค่ 11,571 ตร.กม. มีประชากรแค่ 2.7 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติหรือแรงงานอพยพที่เข้าไปทำงาน เทียบกับปี 2003 ที่มีประชากรแค่ 7 แสนคนเศษ

ในช่วงสงครามกาตาร์-บาห์เรน ใน ค.ศ.1867 อังกฤษเข้าแทรกแซงและตั้งราชวงศ์ “อัล–ธานี” ขึ้นเป็นเจ้าผู้ปกครองรัฐกาตาร์ จากนั้นกาตาร์ก็อยู่ในอาณาจักรออตโตมาน เมื่ออาณาจักรออตโตมานล่มสลายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 กาตาร์ก็ตกอยู่ใต้อาณัติอังกฤษ ก่อนได้รับเอกราชใน ค.ศ.1971 เดิมทีกาตาร์ยากจน พึ่งพาการประมงและเลี้ยงหอยมุกเป็นหลัก แต่หลังค้นพบแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติใน ค.ศ.1939 และเริ่มพัฒนาจริงจังหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ร่ำรวยอู้ฟู่เร็วมาก มีรายได้ต่อหัวประชากรสูงที่สุดชาติหนึ่งในโลก

กาตาร์จึงเป็น “เล็กพริกขี้หนู” มีอิทธิพลสูงมาก ยิ่งหลังเข้าร่วมกองกำลังพันธมิตรนำโดยสหรัฐฯ ขับไล่อิรักจากคูเวตในปี 1991 และหลังตั้งสำนักข่าวผ่านดาวเทียม “อัล–จาซีรา” ในปี 1996 และหลังสหรัฐฯไปตั้งฐานทัพอากาศ “อัล–อูเดอิด” ในกาตาร์ในปี 2002 เพื่อเป็นฐานทำสงครามอัฟกานิสถานและบุกอิรัก อิทธิพลยิ่งทวีขึ้น

ยุคที่ชีค ฮาหมัด บิน คาลิฟา อัล-ธานี เป็นประมุขกาตาร์ เคยพยายามสานสัมพันธ์กับ “อิสราเอล” ศัตรูของโลกอาหรับ และ “อิหร่าน”ซึ่งเป็นมุสลิมชีอะห์ ศัตรูหมายเลข 1 ของซาอุฯ ที่แย่งชิงอิทธิพลกันในภูมิภาคมาตลอด จนซาอุฯต้องเรียกเอกอัครราชทูตกลับในปี 2002-2008 กาตาร์ยังสนับสนุนกลุ่มปาเลสไตน์หัวรุนแรง “ฮามาส” และกลุ่ม “ภราดรภาพมุสลิม” ในอียิปต์ ทั้ง 2 กลุ่มนี้ถูกหลายชาติรวมทั้งสหรัฐฯขึ้นบัญชีดำเป็นกลุ่มก่อการร้าย กาตาร์ยังยอมให้กลุ่ม “ตาลีบัน”ในอัฟกานิสถาน เข้าไปตั้งสำนักงานในกรุงโดฮาในปี 2556

กาตาร์ยังถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนทางการเงินแก่กลุ่มหัวรุนแรงและก่อการร้ายในอิรักและซีเรีย รวมทั้ง “กองกำลังรัฐอิสลาม” (ไอเอส) และกลุ่ม “ฮายัต ตาห์รีร์ อัล–ชาม” สาขาของเครือข่าย “อัล–เคดา” ทำให้ถูกจีซีซีนำโดยซาอุฯ ตักเตือนมาตลอด แต่กาตาร์ปฏิเสธลูกเดียวว่าไม่จริง จนในปี 2014 ซาอุฯ ยูเออี บาห์เรน หมดความอดทน ถอนเอกอัครราชทูตของตนจากกาตาร์นาน 8 เดือน โดยกล่าวหาว่ากาตาร์แทรกแซงกิจการภายในของตน

จุด “แตกหัก” ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นหลังเดือนที่แล้ว สำนักข่าวกาตาร์ (คิวเอ็นเอ) สื่อของรัฐบาลกาตาร์เองรายงานข่าว ชีค ทามิม บิน ฮาหมัด อัล-ธานี ประมุขกาตาร์ วิพากษ์วิจารณ์สหรัฐฯ ที่เป็นปฏิปักษ์กับอิหร่าน และชมอิหร่านว่าเป็น “มหาอำนาจผู้สร้างเสถียรภาพในภูมิภาค” ทั้งย้ำว่ากาตาร์ยังสนับสนุนกลุ่มฮามาสและภราดรภาพมุสลิม และว่าความสัมพันธ์กับอิสราเอลยังดี สื่อกาตาร์รายงานอีกว่า กาตาร์จะถอนเอกอัครราชทูตของตนจากซาอุฯ ยูเออี บาห์เรน อียิปต์ หลังพบว่าทั้ง 4 ชาตินี้สมรู้ร่วมคิดกันจะเล่นงานกาตาร์

แต่กาตาร์ปฏิเสธว่ารายงานนี้ไม่จริง โดยอ้างว่าคิวเอ็นเอถูก “แฮก” และแฮกเกอร์เป็นผู้ปล่อยข่าวลวงดังกล่าวใส่ร้ายกาตาร์ ขณะที่หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ ระบุภายหลังว่าแฮกเกอร์จากรัสเซียอยู่เบื้องหลัง

อีกเรื่องที่ทำให้ซาอุฯโกรธสุดๆ คือกรณีที่กาตาร์จ่ายเงินค่าไถ่ถึง 1,000 ล้านดอลลาร์ (35,000 ล้านบาท) ให้สาขาของกลุ่มอัล-เคดาในซีเรีย กลุ่มติดอาวุธชาวชีอะห์ และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของอิหร่าน ศัตรูของซาอุฯ เพื่อแลกกับการปล่อยตัวบรรดาสมาชิกราชวงศ์กาตาร์ที่ถูกลักพาตัวไปขณะไปล่าสัตว์ทางภาคใต้อิรักเมื่อเดือน เม.ย.ปีนี้ ซึ่งซาอุฯเชื่อว่ากาตาร์จงใจให้เงินสนับสนุนกลุ่มเหล่านี้

น่าสังเกตว่าการตัดสัมพันธ์กาตาร์มีขึ้นหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ไปเยือนซาอุฯเป็นชาติแรกเมื่อเดือนที่แล้ว และมีการลงนามข้อตกลงขายอาวุธให้ซาอุฯมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 110,000 ล้านดอลลาร์ ทรัมป์ยังโจมตีอิหร่านและชาติที่สนับสนุนการก่อการร้าย นั่นอาจนำไปสู่การเล่นงานกาตาร์ครั้งนี้ด้วย

น่าติดตามว่าเมื่อถูกยักษ์ใหญ่รุมขยี้ กาตาร์จะแก้เกมอย่างไร ทางรอดเดียวคือเจรจาและลดความ “ซ่า” ลง มิฉะนั้นยากที่จะอยู่ได้ และโอกาสเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 2022 อาจมลายไปด้วย!

บวร โทศรีแก้ว