วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โลกอาหรับตัดสัมพันธ์ ‘กาตาร์’ ส่งผลกระทบอย่างไร?

เมื่อวันที่ 5 และ 6 มิถุนายนที่ผ่านมาชาติสมาชิกกลุ่ม สันนิบาตอาหรับ 7 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย, บาห์เรน, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, อียิปต์, ลิเบีย, เยเมน และ มอริเตเนีย นอกจากนี้ยังมี มอริเชียส และ มัลดีฟส์ ประกาศสะบั้นความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศกาตาร์ ด้วยข้อกล่าวหาที่ว่า รัฐบาลโดฮา ให้การสนับสนุนผู้ก่อการร้าย และแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น

ประเทศอาหรับหลายชาติ โดยเฉพาะ ซาอุดีอาระเบีย ไม่พอใจกาตาร์มาตลอด ที่สนับสนุนอิหร่านและผู้ก่อการร้าย และฟางเส้นสุดท้ายดูเหมือนจะขาดลงเมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคม เมื่อสื่อกาตาร์รายงานข่าวว่าเจ้าผู้ครองนครของพวกเขา ตรัสในเชิงชื่นชมผู้ก่อการร้าย แม้ว่ารัฐบาลโดฮาจะอ้างว่าเป็นข่าวปลอมฝีมือกลุ่มแฮกเกอร์ เจ้าหน้าที่สืบสวนจากเอฟบีไอของสหรัฐฯ ยืนยันเรื่องนี้ได้ แต่ก็ไม่เป็นผล

ท่านผู้อ่านคงได้ยินข่าวเรื่องนี้กันมาบ้างแล้วในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ทว่าปัญหาทางความสัมพันธ์ครั้งใหญ่ของโลกอาหรับครั้งนี้ จะส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง?

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้ว

ซาอุดีอาระเบียดำเนินการตัดการติดต่อทั้งทางบก, ทางทะเล และทางอากาศกับกาตาร์ ส่วนยูเออี ปิดสนามบินและท่าเรือไม่ให้เครื่องบินและเรือของกาตาร์ลงจอดหรือเข้าเทียบท่า สายการบินชั้นนำอย่าง เอติฮัด, เอมิเรตส์, ฟลาย ดูไบ และ กัล์ฟ แอร์ ระงับเที่ยวทั้งขาเข้าและขาออกจากกรุงโดฮา ส่วนกาตาร์ แอร์เวย์ส ก็ระงับเที่ยวบินของพวกเขาในซาอุดีอาระเบีย

ทูตและพลเรือนกาตาร์ในซาอุดีอาระเบีย, บาห์เรน และยูเออี ได้รับแจ้งให้เดินทางออกจากประเทศภายใน 2 สัปดาห์ ทั้ง 3 ประเทศยังสั่งห้ามไม่ให้พลเมืองเดินทางเข้ากาตาร์ด้วย ขณะที่ฟิลิปปินส์ เป็นประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ชาติแรกที่ออกคำสั่งห้ามแรงงานเดินทางไปทำงานในประเทศกาตาร์เป็นการชั่วคราวเพื่อรอดูสถานการณ์

ผลกระทบในด้านต่างๆ

- การบิน

อย่างที่ระบุไปข้างต้นว่าสายการบินชั้นนำหลายเจ้าระงับการบินเข้าหรือออกจากกาตาร์ เรื่องนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อลูกค้ากาตาร์ แอร์เวย์ส ที่มีแผนเดินทางตรงระหว่างกาตาร์ กับ ยูเออี, ซาอุดีอาระเบีย, อียิปต์ หรือ บาห์เรน รวมทั้งเที่ยวบินที่ต้องเปลี่ยนเครื่องที่กาตาร์ เช่น เที่ยวบิน สิงคโปร์ไปไคโร ผ่านโดฮา หรือ ลอนดอนไปริยาด ผ่านโดฮา

แต่ใช่ว่าการบินที่ไม่ต่อเครื่องในประเทศเหล่านี้จะไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากกาตาร์ แอร์เวย์ส ไม่สามารถใช้น่านฟ้าซาอุดีอาระเบีย, ยูเออี, บาห์เรน และอียิปต์ในการบินได้อย่างไม่มีกำหนด ทำให้เหลือน่านฟ้าสากลแคบๆ สำหรับบินเท่านั้น หมายความว่าต้องมีการเปลี่ยนเส้นทางการบิน และอาจเสียเวลาและค่าเชื้อเพลิงมากขึ้นด้วย เช่นเที่ยวบินไปยุโรปเดิมใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง ตอนนี้ต้องใช้ 8 หรือ 9 ชั่วโมงแล้ว

ส่วนสายการบินอื่นๆ นอกเหนือจากกาตาร์ แอร์เวย์ส ก็ได้รับผลกระทบด้วย หากเครื่องบินดังกล่าวจะเดินทางเข้าหรือออกจากกาตาร์ จากยูเออี, ซาอุดีอาระเบีย, อียิปต์ หรือบาห์เรน เที่ยวบินนั้นๆ จะไม่สามารถเทคออฟได้ด้วย

- อาหาร

กาตาร์เป็นประเทศที่ร่ำรวยเพราะอุดมไปด้วยก๊าซธรรมชาติในทะเล ประชากรมีรายได้ต่อคนเฉลี่ยมากถึงปีละ 4,736,000 บาท ทว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศเป็นทะเลทรายยากแก่การเพาะปลูก ความมั่นคงทางอาหารจึงเป็นปัญหาที่กาตาร์ต้องรับมือมาตลอด และเส้นทางนำเข้าอาหารทางบกก็มีเพียงชายแดนที่เชื่อมต่อกับประเทศซาอุดีอาระเบียเท่านั้น ซึ่งทุกวันจะมีรถบรรทุกหลายร้อยคันเดินทางข้ามพรมแดนแห่งนี้

แต่แล้วปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทำให้ซาอุดีอาระเบีย ปิดเส้นทางนำเข้าอาหารทางบกเพียงเส้นทางเดียวนี้ของกาตาร์ไป ทำให้กาตาร์ต้องหันไปพึ่งพาการนำเข้าทางทะเลและอากาศแทน

นายกราเนม นูเซเบห์ ผู้อำนวยการของบริษัทที่ปรึกษา ‘คอร์เนอร์สโตน โกลบอล’ ระบุว่า เรื่องนี้จะทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นทันที (ค่าเงินลดลง) และจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อคนธรรมดาในกาตาร์ “หากสิ่งของราคาเริ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คุณก็จะได้เห็นผู้คนออกมาแสดงพลังกดดันทางการเมืองต่อเจ้าผู้ครองนครให้เปลี่ยนตัวผู้นำหรือไม่ก็เปลี่ยนทิศทางการบริหารประเทศ”

- การก่อสร้าง

ประเทศมหาเศรษฐีอย่างกาตาร์ มีโครงการก่อสร้างต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือแห่งใหม่, เขตการแพทย์, โครงการรถไฟใต้ดิน และสนามฟุตบอล 8 แห่ง สำหรับการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันมหกรรมฟุตบอลโลกปี 2022 และกาตาร์ก็นำเข้าวัตถุดิบหลักในการก่อสร้างเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะ คอนกรีต และเหล็ก จากทางทะเล แต่ก็นำเข้าทางบกจากซาอุดีอาระเบียด้วยเช่นกัน

ไม่ต้องมีเรื่องวิกฤติความสัมพันธ์ กาตาร์ก็ใกล้จะต้องเผชิญปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบอยู่แล้ว การปิดพรมแดนจะยิ่งทำให้ปัญหาแย่ลง ทั้งอาจทำให้ค่าใช้จ่ายต่างๆ สูงขึ้นและนำไปสู่ความล่าช้าในการก่อสร้าง ซึ่งอาจกระทบต่อตำแหน่งเจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 2022 ของโดฮาได้

- ผู้คน

วิกฤติที่เกิดขึ้นนี้ทำให้พลเมืองจากซาอุดีอาระเบีย, อียิปต์, บาห์เรน, ยูเออี, ลิเบีย และเยเมน ไม่สามารถเดินทางเข้าสู่กาตาร์ได้ไม่ว่าจะด้วยเส้นทางใดๆ แค่เดินทางผ่านก็ไม่ได้ และพลเมืองของประเทศดังกล่าวที่อยู่ในกาตาร์ทุกคน จะต้องออกจากประเทศภายใน 14 วัน เช่นเดียวกับชาวกาตาร์ในซาอุฯ, บาห์เรน, และยูเออี ที่ต้องออกจากประเทศเหล่านี้ในกรอบเวลาเดียวกัน

นอกจากนี้ หลายคนอาจไม่รู้ว่า ผู้ที่อาศัยอยู่ในกาตาร์ ครึ่งหนึ่งเป็นแรงงานต่างชาติ ส่วนใหญ่มาจากประเทศอินเดีย, เนปาล, บังกลาเทศ และฟิลิปปินส์ ซึ่งสถานการณ์ความไม่แน่นอนในอ่าวอาหรับเริ่มส่งผลกระทบต่อคนกลุ่มนี้แล้ว โดยฟิลิปปินส์ออกคำสั่งห้ามแรงงานเดินทางไปทำงานในกาตาร์ เพราะเกรงว่าประชาชนของพวกเขาจะได้รับผลกระทบไปด้วย

- การค้าและธุรกิจ

นายนูเซเบห์ระบุว่า ความตื่นตระหนกเพราะสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้ ทำให้ดัชนีหุ้นหลักของกาตาร์ ร่วงมากกว่า 7% ในวันจันทร์ ขณะที่คาดกันว่า ธุรกิจต่างๆ ของประเทศที่เกี่ยวข้องในกาตาร์ รวมทั้งบริษัทค้าปลีก จะต้องปิดตัว อย่างน้อยก็ชั่วคราว ขณะที่เริ่มมีตัวอย่างความล้มเหลวในการตกลงทางธุรกิจเพราะเรื่องนี้ให้เห็นแล้ว เช่น สโมสรฟุตบอล ‘อัล-อาห์ลี’ ยกเลิกข้อตกลงสปอนเซอร์กับ กาตาร์ แอร์เวย์ส

- ราคาน้ำมัน

ในเบื้องต้น หลังข่าวการตัดความสัมพันธ์กับกาตาร์ถูกเผยแพร่ออกมา ราคาน้ำมันสหรัฐฯ ก็ปรับตัวสูงขึ้นตามปกติเมื่อมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ก่อนจะลดลงปิดต่ำกว่า 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในวันจันทร์ จากความกังวลว่าวิกฤตินี้จะกระทบต่อความพยายามในการควบคุมปริมาณการผลิตน้ำมันของโอเปก

แต่นักวิเคราะห์มองว่า เรื่องนี้จะส่งผลกระทบเพียงชั่วคราว เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นดูเหมือนจะเป็นปัญหาระหว่างซาอุฯ กับกาตาร์เพียง 2 ประเทศ และโอกาสที่พวกเขาจะเผชิญหน้ากันด้วยกำลังทหารก็ต่ำมาก ขณะที่เรื่องโอเปก จริงอยู่ว่า กาตาร์ เป็นประเทศส่งออกก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดในโลก แต่ปริมาณการผลิตน้ำมันของพวกเขาก็ไม่ได้มากมายนัก

สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้

นักวิเคราะห์เชื่อว่าหลังจากนี้ ซาอุดีอาระเบียและยูเออีจะอยู่ในตำแหน่งผู้เรียกร้องความเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ จากกาตาร์ เพื่อแลกกับการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตและเศรษฐกิจ

โดยข้อเรียกร้องเรื่องหนึ่งอาจเป็นการปิดเครือข่ายโทรทัศน์ อัลจาซีรา ซึ่งช่วยขยายอิทธิพลทางการเมืองของกาตาร์ ผ่านการกระจายเสียงรายการภาษาอารบิกในภูมิภาคมานานร่วม 20 ปี แต่ซาอุฯ มองว่า เป็นสื่อที่เปิดพื้นที่ให้กลุ่มภราดรภาพมุสลิมโจมตีรัฐบาลซาอุฯ หรืออาจจะเป็นเรื่องท่าทีของกาตาร์ต่ออิหร่าน ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับซาอุฯ มานาน

คำถามก็คือ กาตาร์จะยอมเปลี่ยนนโยบายและจุดยืนเพื่อตอบสนองต่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจและความยุ่งเหยิงที่กำลังเกิดขึ้นนี้หรือไม่