วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มหากาพย์รถหรู EP.1 แฉแก๊งค้ารถเถื่อนหมื่นล้าน โยงบิ๊กเนม อดีตรมต. 108 ขรก.

หายเงียบไปนานหลายปี สำหรับอีก 1 คดีใหญ่ นั่นก็คือ คดี “รถจดประกอบ” หรือชาวบ้านเรียกว่า “รถหรู” รถหนีภาษีที่ทำให้ภาครัฐเสียหายเป็นหมื่นล้าน ทั้งที่เงินดังกล่าวควรจะนำใช้พัฒนาประเทศ แต่ก็มีเหลือบไร ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ หรือแกล้งเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เรียกรับผลประโยชน์จนชาติเสียหายมหาศาล

และก็เป็นเขาอีกนั่นแหละ นอกจากจะเดินหน้าช่วยเหลือ “แพะ” ให้กับเหยื่อทางอาชญากรรมแล้ว ชายผู้หาญกล้าคนนี้คนเดิม ที่นั่งไม่เปลี่ยนชื่อ ยืนไม่เปลี่ยนแซ่ ที่หาญท้าชนอำนาจมืด อย่าง พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ก็ได้ออกมาเปิดเผยเรื่องลับๆ ของขบวนการปล้นชาติครั้งนี้

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ เดินทางไปพบ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 60 ที่ผ่านมา ถึงห้องทำงาน ชั้น 8 ภายในศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ และก็ไม่รอช้า พ.ต.อ.ดุษฎี มาพร้อมเอกสารกองใหญ่ และเริ่มร่ายเรื่องราวเกี่ยวกับรถหรูให้เราได้ฟัง...

พ.ต.อ.ดุษฎี ได้เริ่มปูพื้นถึงคดีนี้ เล่าที่มาที่ไปให้ฟังว่า...คดีนี้เริ่มต้นจากมีผู้นำเข้ารถนักเรียนเข้ามาในประเทศ แล้วเขามาประกาศขายตามอินเทอร์เน็ต โดยตัวแทนกลุ่มรถนำเข้า เขาได้รับผลกระทบเพราะเสียภาษีแตกต่างกัน ปกติแล้วจะต้องเสียภาษีผ่านศุลกากร แต่กลุ่มพวกนี้กลับนำเข้าผ่านกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นรถที่ผ่านการใช้มา 6 เดือน

“ผู้ประกอบการกลุ่มนี้เขาเสียหาย เพราะนำเข้ารถมาในราคาแตกต่างกัน เพราะภาษีแตกต่างกันมาขาย เขาเสียเปรียบซื้อของแพงกว่าเพราะกำแพงภาษี ทำให้เสียลูกค้า เขาจึงต้องมาร้องเรียน”

แต่ที่มาเป็นข่าวดัง เพราะดันมีรถคันหนึ่งไฟไหม้ โดยเราได้หลักฐานบางอย่างมาจากรถคันนี้โดยมีตำรวจน้ำดีคนหนึ่งส่งให้ โดยมีนามบัตรผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองอยู่ในรถ เราจึงเก็บหลักฐานนั้นไว้ ซึ่งต่อมารถคันนั้นก็หายสาบสูญ ซึ่งเราเองยังไม่รู้เลยว่ารถคันนั้นไปไหน...

ยอมรับทำงานแรกๆ มึนตึบ จับทิศทางไม่ถูก ไม่รู้จะเริ่มจากตรงจุดไหน

รองดุษฎี เล่าต่อว่า มีอยู่วันหนึ่ง มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเป็นตำรวจยศนายพล ได้โทรนัดรับประทานอาหาร ตำรวจท่านนี้ได้ให้ข้อมูลกับตนว่า ผู้เสียหายจริงๆ ไม่ใช่แค่กลุ่มรถนักเรียน แต่คนเสียหายคือภาครัฐ โดยใช้ ตลาด Grey market (สินค้านำเข้า ที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าของแบรนด์อย่างเป็นทางการ) เขาให้ข้อมูลว่า กลุ่มพวกนี้นิยมปลอมใบ อินวอย (รายการแจ้งสินค้ากับผู้ซื้อ เปรียบเหมือนใบเสร็จในการซื้อขายรถจากต้นทาง) โดยเปลี่ยนแปลงราคาของรถไปครึ่งหนึ่ง แถมยังเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยนจากเงินปอนด์บ้าง เงินยูโรฯ บ้าง มาเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อปลอมแปลงราคารถที่แท้จริง เพื่อจะเสียภาษีถูกลงอย่างมหาศาล

“ท่านมอบใบอินวอยที่มีการปลอมแปลงขึ้นให้เป็นตัวอย่าง 1 ใบ จากนั้น เราจึงได้ไปหาข้อมูลกับ กรมศุลกากร เขาจะไม่ให้ใบอินวอยกับเรา เขาจะส่งใบนำเข้า ใบรับราคา ว่ามีชื่อเจ้าหน้าที่คนใดรับบ้าง เราจึงส่งเจ้าหน้าที่ ยกเครื่องถ่ายเอกสารไปที่ขนส่งฯ เพื่อถ่ายเอกสารออกมาเป็นหมื่นแผ่น...”

ตอนแรกยอมรับว่ามึน ไม่รู้จะวิเคราะห์หลักฐานอะไร อย่างไรได้บ้าง แต่เริ่มต้นจากตัวเจ้าหน้าที่ศุลกากร เราดูว่าใครเกี่ยวข้องบ้าง จากนั้นก็ไล่เรียงชื่อบริษัท จากนั้นก็พบความผิดปกติจากใบอินวอย คือ บริษัทซื้อขายรถบริษัทเดียวกัน กลับมีรูปแบบอินวอยแตกต่างกัน ทั้งฟรอนต์ตัวอักษร ลายเซ็นของผู้จัดการ ซึ่งมีหรือบริษัทเดียวกันจะเปลี่ยนรูปแบบใบเสร็จไปเรื่อยๆ

จากกองเอกสารต่างๆ ผู้ช่วย พ.ต.อ.ดุษฎี ได้เปิดเอกสารตัวอย่างใบอินวอยปลอมให้ดู หากสังเกตจะพบว่าเป็นอย่างที่ท่านรองดุษฎีให้ข้อมูลจริงๆ

“เมื่อมีการพิสูจน์แล้วพบว่าอินวอยปลอมเหล่านี้ถูกทำขึ้นเพื่อหลบเลี่ยงภาษี เพราะตามกฎหมายเขากำหนดให้ตรวจราคารถอย่างเคร่งครัด แต่นี่เป็นการตรวจผ่านๆ ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่เกี่ยวข้อง เพราะภาครัฐเสียหาย ซึ่งเราได้ขอให้ทางอังกฤษส่งราคาที่แท้จริงมาให้ ซึ่งเราก็ได้มาบางส่วน”

มีอึ้ง! เด็กมีปลอกคอ เผยเจ้าหน้าที่กรมศุลฯ 108 คนเอี่ยว 1 อดีตรัฐมนตรี ขอปล่อยผ่าน...

รองปลัดกระทรวงยุติธรรมผู้อาจหาญ ยังเปิดเผยเรื่องราวฉ้อฉลของผู้มีอำนาจของประเทศที่ส่อร่วมทำผิดด้วย โดย พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวว่า ไม่น่าเชื่อว่า...ตั้งแต่ปี 55 เป็นต้นมา ก็ยังมีบางบริษัท ยังกระทำผิดในรูปแบบเดียวกัน ซึ่งรายชื่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่ส่งให้ ป.ป.ช. รวม 108 คนนั้น ยังร่วมกับบุคคลที่มีหนังสือ...ร้องเรียนเข้ามา

พ.ต.อ.ดุษฎี ชี้ไปที่เอกสารร้องเรียน โดยมีข้อมูลของอดีตรัฐมนตรีคนหนึ่งอยู่ในเอกสาร ซึ่งบุคคลนี้พร้อมลูกน้องอีก 2 คน กำลังถูกตรวจสอบ

เอกสารนี้บอกหมดทุกอย่าง ตั้งแต่ จุดพิกัดที่รับเงิน ซึ่ง ป.ป.ช. เขารับไปดำเนินการแล้ว ด้วยเหตุนี้ เจ้าหน้าที่ระดับเล็กถึงต้องติดร่างแหถูก ป.ป.ช.สอบสวนด้วย ตอนนี้อาจจะยังเปิดเผยไม่ได้ เพราะอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ ซึ่งกำลังรอ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด

“เราดำเนินการกับเจ้าหน้าที่แล้ว มีการตั้งกรรมการสอบ แต่...ความผิดก็ยังปรากฏอย่างต่อเนื่อง แสดงว่ายังคงมีเจ้าหน้าที่ทำผิดอยู่.. และน่าเชื่อว่ายังมีผู้เกี่ยวข้องมากกว่านี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอกำลังทำงานตรวจสอบอยู่... ที่เลวร้ายไปกว่านั้น คือ คนที่เคยแจ้งเบาะแส ว่ากลุ่มคนเหล่านี้กระทำผิด กลับมาทำผิดเสียเองในรูปแบบเดียวกัน!” รองปลัดดุษฎี กล่าวอย่างเสียงดังฟังชัด

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ไม่รอช้า ถามทันทีว่า หลักฐานทั้งหมดที่มีสาวถึงผู้บงการใหญ่หรือไม่ “ถึงสิ!” ตอบอย่างหนักแน่น แต่..ก็ต้องยอมรับว่า หลักฐานบางอย่างที่ถูกประสานมา เรานำมาหยิบยกไปใช้ในศาลไม่ได้

ขนาดเราไปเจรจากับผู้มีอำนาจสมัยนั้น! เราบอกให้ศุลกากรหยุดการดำเนินการ เพราะภาครัฐเสียหาย เขากลับบอกว่า “เมื่อสักครู่เพิ่งปล่อยไป จำนวนเท่านี้! รองดุษฎี ชี้ไปที่รายชื่อรถหรูต่างๆ นี่จำนวนนี้ ฝากดูด้วย!” พูดพลางชี้นิ้วไปที่รายชื่อรถในกองเอกสารปึกใหญ่

“นี่ไม่ใช่แค่คนเดียว ครั้งเดียว แต่เป็นแบบนี้ทุกระดับ แม้กระทั่งคนระดับท็อปเทนของศุลกากร พอมีเรื่องกลับถูกย้ายไปอยู่หน้าห้องคนใหญ่คนโต”

แสดงว่าในช่วงก่อนปี 58 นั้น เป็นช่วงการทำงานที่ยากลำบากมากใช่หรือไม่ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า ไม่เชิงถูกเตะตัดขา แต่ทราบว่าช่วงนั้นมีเงินที่เราเคยให้สัมภาษณ์ว่าเป็น “เงินสกปรก” ถูกใช้จ่ายไปยังบุคคลที่มีอำนาจของบ้านเมืองเรา เป็นเรื่องการเจริญก้าวหน้าของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

เมื่อถามว่าเยอะแค่ไหน รองดุษฎี ตอบว่า ปีหนึ่งรัฐเสียหายกับเรื่องเหล่านี้เป็นหมื่นล้านบาท เงินเหล่านี้จะไปอยู่เบี้ยบ้ายรายทาง ความจริง คนที่นำรถเข้ามาในราคาถูกกว่าคนอื่นเกินครึ่งหนึ่ง ก็ต้องขายในราคาครึ่งหนึ่งสิ แต่นี่กับมีการซื้อขายในราคาใกล้เคียงกัน ก็แสดงว่ามีเงินส่วนต่างที่น่าเชื่อว่ามันคือเงินสกปรก

พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวถึงการดำเนินการต่อหลังจากนี้ว่า ทุกอย่างเข้ากระบวนการแล้ว เช่น เจ้าหน้าที่ของรัฐ อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ซึ่งทาง ป.ป.ช. ได้ทำข้อตกลงเรื่องการแลกเปลี่ยนหลักฐานกับอัยการต่างประเทศแล้ว จากนั้น ป.ป.ช. จะประมวลออกมา ว่ารัฐเสียหายเท่าไร และอาจจะต้องถูกดำเนินการทางแพ่งด้วย ในกรณีที่ไม่ไปหาผู้กระทำผิดบริษัทนำเข้าที่ไม่มีตัวตน แต่ถ้ามีตัวตน ภาษีของรัฐก็ต้องไปไล่บี้เอาคืน เพราะเรามีหลักฐานเป็นราคาสินค้าในรุ่น หรือแบบคล้ายคลึงกันมาแล้ว ต่อไปจะไม่มีใครกล้าทำแบบนี้อีก

“ตอนนี้มีอายัดรถหรูอยู่ 180 กว่าคัน ความเสียหายรวมเป็นหลายพันล้านบาท หากเฉลี่ยต่อคันก็หลักสิบล้าน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับประเทศอังกฤษ​ทีแรกเขาคงคิดว่าไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่พอหลังๆ เขาได้ข้อมูลว่า รถที่เข้ามาในเมืองไทย บางคันก็เป็นรถที่หนีไฟแนนซ์มา หรือรถขโมยมาก็มี ซึ่งเขาเองก็ได้ประโยชน์กับเรื่องนี้ด้วย โดยมาพบอยู่ที่เมืองไทย 40 กว่าคัน ซึ่งเราเองก็ไม่รู้ว่าเขาโกงภาษีที่อังกฤษด้วยหรือไม่”

กลัวไหมทำคดีใหญ่ ต้องงัดกับบุคคลที่มีอำนาจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เสียงแข็งทันที “ผมกลัวไม่ได้! ถ้ากลัวต้องไม่ทำตั้งแต่แรก ผมกล้าบอกเลยไม่ว่าผม หรือ เจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่ร่วมงานกัน ไม่มีใครเปลี่ยน ซึ่งผมอยากจะขอยกย่องทางสำนักงานอัยการฝ่ายต่างประเทศ อัยการสูงสุด เพราะทางนั้นก็ถูกแรงกดดันจากที่อื่นเหมือนกัน ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มพวกเรา หรือผมเอง ขณะเดียวกัน คนที่เคยทำเรื่องนี้จนมีผู้มีอำนาจสงสัยได้สั่งย้ายเขา จนเขาต้องลาออกก็ยังมี แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกกลัว เพราะเขาถือว่าทำในสิ่งที่ถูกต้อง”

ในตอนหน้า มาดูกลเม็ดของแก๊งงาบภาษีว่า เขาใช้วิธีการอย่างไรในการหลบเลี่ยง แล้วเหล่าคนดัง ดารา เซเลบ ที่กำลังครอบครองรถเหล่านี้อยู่จะเป็นอย่างไร จะได้ฟังจากปาก รองปลัดกระทรวงยุติธรรม