บริการข่าวไทยรัฐ

"คนจน" มีสิทธิ์แล้วครับ! "อภิศักดิ์" คลี่มาตรการรัฐลดช่องว่างสังคม

หลังจาก “กระทรวงการคลัง” ปิดลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย ซึ่งดีเดย์ลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการจากรัฐมาตั้งแต่ 15 เม.ย.จนถึง 15 พ.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่า มีประชาชนให้ความสนใจลงทะเบียนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 14.1 ล้านคน มากกว่าครั้งแรกเมื่อปี 2559 ที่มีผู้มาลงทะเบียน 8.3 ล้านคน!

ก่อให้เกิดเสียงสะท้อนและข้อวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม ว่า ยอดลงทะเบียนคนจนที่ทะลักล้นไปถึง 14 ล้านคนนั้น ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของความสำเร็จ หรือเป็นเครื่องสะท้อนความล้มเหลวของการดำเนินนโยบายรัฐกันแน่!!!

ยิ่งเมื่อประเด็นสำคัญ คือ สวัสดิการในรอบแรกที่กระทรวงการคลังจัดให้ชนิด “ชุดใหญ่ไฟกะพริบ” ไล่แจกเงินสดให้แก่ผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนและมีรายได้ไม่ถึง 30,000 บาท รับเงินสด 3,000 บาท และผู้ที่มีรายได้เกิน 30,000 บาทขึ้นไปแต่ไม่ถึง 100,000 บาท รับเงินสวัสดิการจากรัฐไป 1,500 บาทด้วยแล้ว

คำถามที่ทุกคนสนใจคือ สวัสดิการรอบใหม่ที่คลังประกาศจะดีเดย์ในวันที่ 1 ต.ค.ศกนี้ จะออกมาในรูปแบบใด ยังคงดำเนินไปรูปแบบเดิมที่เพิ่มเติมคือ อาจมีรายการลดแลก แจกแถมสวัสดิการส่วนลดค่าน้ำ ไฟ หรือสวัสดิการอื่นๆ แจกบัตรชิพการ์ดให้ “คนจน” รูดปรี๊ดสิทธิประโยชน์ที่รัฐจัดสรรให้

หรือจะเป็น “การสอนให้คนไทยจับปลา แทนการให้ปลา” เพื่อสร้างฐานรายได้และเศรษฐกิจไทยที่ยั่งยืน

“ทีมเศรษฐกิจ” ถือโอกาสนี้สัมภาษณ์ “นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ “รมว.คลัง เพื่อไขความกระจ่างแบบหมดเปลือกดังนี้ :

คัดกรอง 14.1 ล้าน “คนจน” ตัวจริง!

รมว.คลังเริ่มต้นบทสนทนากับ “ทีมเศรษฐกิจ” ถึงยอดลงทะเบียนคนจนที่เพิ่งปิดลงไปเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาที่มียอดรวมกว่า 14.1 ล้านคนนั้นว่า ขั้นตอนจากนี้กระทรวงการคลังจะเริ่มต้นกระบวนการตรวจสอบคนที่มาลงทะเบียนเหล่านั้นว่า มีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่วางไว้หรือไม่

เช่น มีสัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป โดยต้องเกิดก่อนวันที่ 15 พ.ค.2542 ต้องเป็นคนว่างงาน หรือมีรายได้ในปี 2559 ไม่เกิน 100,000 บาท หรือมีเงินฝากธนาคาร สลากออมสิน พันธบัตรและตราสารหนี้ รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาทและในกรณีมีที่อยู่อาศัย บ้านหรือทาวน์เฮาส์ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางวา ส่วนกรณีเกษตรกรต้องมีพื้นที่ทำกินไม่เกิน 10 ไร่ เป็นต้น

“เป็นการคัดกรองตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าผู้ที่มาลงทะเบียนเป็นคนจนผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง ซึ่งครั้งก่อนที่มียอดผู้มาขอลงทะเบียน 8.3 ล้านคนนั้น หลังจากคัดกรองตามหลักเกณฑ์ที่คลังกำหนดแล้ว เราพบว่ามียอดผู้ที่มาคุณสมบัติครบถ้วนอยู่ 7.2 ล้านคนเท่านั้น ครั้งนี้ก็เช่นกัน คาดว่าจะใช้เวลา 2-3 เดือนในการตรวจสอบและประกาศรายชื่อคนที่มาลงทะเบียนว่าผ่านหลักเกณฑ์ตามที่ประกาศเอาไว้หรือไม่ ไม่เกินเดือนสิงหาคมนี้”

ทั้งนี้ เพื่อให้การตรวจสอบคัดกรองเกิดความรอบคอบรัดกุม กระทรวงการคลังจึงวางกระบวนการตรวจสอบเอาไว้ถึง 2 ขั้นตอนคือ 1.การตรวจสอบจากเอกสารข้อมูลในแบบฟอร์มว่ามีความถูกต้องหรือไม่ โดยจะนำข้อมูลทั้งหมดส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบในรายละเอียด เช่น ข้อมูลด้านทะเบียนราษฎรก็ส่งให้กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบว่าคนๆนี้มีตัวตนจริงหรือไม่ มีความพิการ หรือเป็นผู้สูงอายุหรือไม่ หากเป็นข้อมูลด้านการเงินและเรื่องของรายได้จะส่งไปที่ธนาคารพาณิชย์และกรมสรรพากร ขณะที่การถือครองที่ดินก็ส่งไปยังกรมที่ดินตรวจสอบ เป็นต้น

“บทเรียนจากในปีที่แล้วที่มีประชาชนลงทะเบียน 8.3 ล้านคนและคัดกรองลงมาเหลือ 7.2 ล้านคนนั้น คนที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี มีสัดส่วนสูงถึง 40% หรือประมาณ 3-4 ล้านคน แต่ในรอบที่ 2 นี้ ยอดลงทะเบียนพุ่งไปแตะ 14.1 ล้านคน โดยในจำนวนนี้แจ้งว่ามีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทถึง 70% หรือประมาณ 9.8 ล้านคน แสดงให้เห็นว่า คนจำนวนมากอยากได้เงินฟรีจากรัฐบาล และมีบางรายถึงขั้นกรอกข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริงก็ยอม”

ส่วนการ Re-Check ข้อมูลในขั้นที่ 2 นี้ กระทรวงการคลังจะว่าจ้างนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ประมาณ 60,000 คน ลงพื้นที่สำรวจร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยมีแบบตอบคำถามเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ อาชีพและรายได้ในปัจจุบันว่ามาจากอะไรบ้าง มีใครหรือหน่วยงานอื่นสนับสนุนเรื่องการเงินหรือไม่ เช่น บ้านหลังหนึ่งมีรายได้หลักมาจากพ่อเพียงคนเดียว เพราะทุกคนโอนรายได้ให้พ่อหมดทำให้ไม่มีรายได้เพื่อจะขอรับสวัสดิการจากรัฐ ซึ่งหากพบอย่างนี้ กระทรวงการคลังก็ต้องตัดสิทธิ์

“ผมสั่งให้มีการตรวจสอบเพิ่มอีก 1 ครั้งหรือ Re-Check เพื่อให้เกิดความถูกต้องมากที่สุด เพราะไม่อยากเชื่อว่า จะมีคนจนมากถึง 14 ล้านคน เพราะหากมีคนจนสูงถึง 14 ล้านคน ก็ต้องถือว่าเป็นตัวเลขสูงที่สุดที่รัฐจะต้องหาทางทำให้ลดลงทุกๆปีไม่ใช่ทำให้เพิ่มขึ้น”

หลังจากกระทรวงการคลังตรวจสอบ คัดกรองรายชื่อผู้ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะมีประกาศรายชื่ออย่างเป็นทางการว่าใครผ่านหลักเกณฑ์บ้างภายในเดือน ส.ค.ศกนี้ โดยในช่วงของการประกาศรายชื่อนั้น กระทรวงการคลังก็ยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่ลงทะเบียนแต่ไม่ผ่านเกณฑ์จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม สามารถเข้ามาชี้แจงเพิ่มได้เพื่อป้องกันความผิดพลาดของข้อมูล โดยเราจัดเตรียมเจ้าหน้าที่ และช่องทางต่างๆ เช่น เว็บไซต์ หรือสายด่วน เพื่อรับการร้องทุกข์จากประชาชนอยู่แล้ว



ยันหัวชนฝา...ไม่ใช่ “ประชานิยม”

ส่วนข้อวิพากษ์นโยบายจัดสวัสดิการให้แก่ผู้มีรายได้น้อยในครั้งก่อนและที่คลังกำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งถูกมองว่าไม่แตกต่างไปจากนโยบาย “ประชานิยม” นั้น รมว.คลัง กล่าวยืนยันว่า ไม่อยากให้มองว่ารัฐบาลแจกเงินให้ฟรีๆ เหมือนโครงการ “ประชานิยม” ก่อนหน้า

แต่สาเหตุที่รัฐบาลต้องแจกเงินในรอบที่แล้ว ก็เนื่องมาจากการลงทะเบียนผู้ที่มีรายได้น้อยเมื่อปีที่แล้ว เศรษฐกิจไทยมีปัญหาหลายด้านพร้อมๆกัน ทั้งเรื่องภัยแล้ง ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ เราจึงจำเป็นต้องหามาตรการพิเศษเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนก่อนเป็นอันดับแรก

“การลงทะเบียนจนคนในปีที่สองนี้ เราเน้นเข้าไปแก้ไขปัญหาความยากจน โดยเฉพาะประชาชนที่มีรายได้น้อยต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี หรือต่ำกว่าเส้นความยากจนจะได้รับการดูแลและช่วยเหลือจากรัฐบาลเป็นกรณีพิเศษ เพราะคนที่มีรายได้ไม่ถึงหนึ่งร้อยบาทต่อวัน ถือเป็นคนที่น่าสงสารที่สุด และรัฐบาลต้องให้ความช่วยเหลือก่อนเป็นอันดับแรก โดยตั้งเป้าหมายว่าคนที่มีรายได้ไม่ถึง 30,000 บาทต่อปี จะต้องมีรายได้ถึง 30,000 บาท”

ทั้งนี้ เมื่อแยกคนจนออกมาได้แล้ว หน้าที่ต่อไปของรัฐบาลก็คือ การสร้างความเท่าเทียมให้แก่คนในสังคม ซึ่งแน่นอนว่าคนจนจะต้องได้รับความช่วยเหลือมากที่สุด โดยกระทรวงการคลังยืนยันว่าจะไม่มีการแจกเงินให้อีกแล้ว เพราะภาวะเศรษฐกิจในปีนี้ ไม่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ราคาสินค้าเกษตรเริ่มดีขึ้น และในปีนี้กระทรวงการคลังมีเวลาในการวางแผนและเตรียมงานมากขึ้น

แต่จะช่วยคนที่มีรายได้ไม่ถึง 30,000 บาทต่อปีให้มีรายได้เพิ่มเป็น 30,000 บาทได้อย่างไรนั้น กระทรวงการคลังได้สั่งให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ไปช่วยคิดรูปแบบการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆอีกแรง เช่น กระทรวงอุตสาหกรรมและกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รวมถึงบริษัทเอกชน เพื่อให้เข้ามามีส่วนร่วมในการเพิ่มทักษะแรงงานเพื่อช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ในการประกอบอาชีพเสริมให้มีรายได้มากขึ้นจนทะลุ 100,000 บาทต่อปี ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของรัฐบาล

รมว.คลังกล่าวย้ำด้วยว่า เป้าหมายใหญ่ของโครงการนี้คือ การลดจำนวนคนที่อยู่ใต้เส้นความยากจน แต่จะให้ลดลงและหายไปเลยภายใน 1–2 ปีนั้นคงไม่ได้ แต่อย่างน้อยหลังจากที่เราปิดลงทะเบียนไปแล้ว ก็ทำให้ภาครัฐมีข้อมูลของประชาชนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และที่สำคัญไทยยังเป็นประเทศแรกในโลกที่สามารถแยกคนจนออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน ทำให้รัฐบาลสามารถออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนจริงๆ ได้อย่างถูกตัว โดยไม่ต้องใช้มาตรการ “เหวี่ยงแห” อย่างเช่นในปัจจุบันอีกต่อไป

ทุ่ม 5 หมื่นล้านแจกสวัสดิการ

สำหรับกลุ่มคนที่มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทนั้น รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่เช่นกัน แม้อยู่เหนือระดับเส้นความยากจนก็ตาม แต่คนกลุ่มนี้ ยังคงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนตลอดเวลา ดังนั้นการให้ความช่วยเหลือจากรัฐบาลในเรื่องของสวัสดิการต่างๆ จะเน้นไปที่การดำรงชีวิตในประจำวัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและลดค่าครองชีพเป็นหลัก

โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ให้ความเห็นชอบการใช้งบกลางที่อยู่ภายใต้การดูแลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จำนวน 50,000 ล้านบาทมาใช้ในเรื่องสวัสดิการต่างๆของโครงการนี้ โดยภาพรวมภายใต้แผนงานดังกล่าว เราวางหลักเกณฑ์ไว้ว่า จะต้องปรับปรุงสวัสดิการซึ่งเป็นโครงการเดิมๆให้ดีกว่าเก่า เช่น โครงการรถเมล์ฟรี รถไฟฟรีที่มอบให้แก่ประชาชนทุกคนก็จะถูกยกเลิกไป และจะปรับเปลี่ยนมาให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยจริงๆ ซึ่งจะมีการจัดทำบัตรแสดงตัวตนที่เรียกว่าบัตร “ชิพการ์ด” ออกมาภายในเดือน ก.ย.นี้

สำหรับบัตร “ชิพการ์ด” ที่แจกให้ประชาชนนี้ อยู่ระหว่างการพิจารณาของกรมบัญชีกลาง โดยผู้ถือบัตรนี้จะได้รับสิทธิ์จากสวัสดิการต่างๆที่รัฐบาลจะมอบให้ โดยจะดีเดย์เริ่มโครงการได้ในวันที่ 1 ต.ค.นี้ หรือต้นปีงบประมาณ 2561 ซึ่งในหลักการแล้ว กระทรวงการคลังเองก็อยากมอบสวัสดิการให้ประชาชนมากที่สุด แต่ด้วยงบประมาณ
ที่มีเพียง 50,000 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น ทำให้ต้องใช้จ่ายเงินอย่างระมัดระวัง

ในส่วนสวัสดิการที่รัฐจะมอบให้แก่ประชาชนกลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 100,000 บาทนั้นมีหลายเรื่อง เช่น รถเมล์ รถไฟฟรี (เฉพาะผู้ที่ถือบัตรชิพการ์ด) การรับส่วนลดค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ส่วนลดจากการซื้อสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันจากกระทรวงพาณิชย์ เช่น ผงซักฟอก ยาสีฟัน เป็นต้น การประกันอุบัติเหตุฟรี การมอบเงินช่วยเหลือการศึกษาบุตร และการอบรมหรือฝึกอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ในอนาคต และมาตรการอื่นๆ อีกมากมายที่จะทยอยตามมา

ตอกย้ำภารกิจ “กระจายความร่ำรวย”

รมว.คลังยังกล่าวด้วยว่า มาตรการต่างๆที่รัฐบาลกำลังดำเนินการผลักดันอยู่ในเวลานี้คือ “การไม่ทอดทิ้งคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไว้ข้างหลัง” ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้ช่วยแต่ภาคอุตสาหกรรม หรือธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้น แต่เรายังเข้าไปช่วยเหลือคนกลุ่มๆของสังคม ตั้งแต่คนจนไปถึงพ่อค้า และการลงทุนขนาดใหญ่

โดยมีทั้งการเพิ่มโอกาส และความเท่าเทียมเสมอภาคให้ทั่วถึง ซึ่งถือเป็นหัวใจของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลจึงพยายามผลักดันโครงการประชารัฐภายใต้ความร่วมมือกับภาคเอกชนขนาดใหญ่เพื่อให้เอกชนรายใหญ่เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงผู้ประกอบการรายย่อย หรือรายเล็กมากขึ้น

“คำถามมีอยู่ว่า ในห้องเรียนมีทั้งเด็กเก่งและไม่เก่ง ทั้งที่อยู่โรงเรียนเดียวกัน และมีครูคนเดียวกัน แต่เราจะทำอย่างไร เด็กที่เรียนเก่งจะช่วยเหลือเด็กที่เรียนไม่เก่งเพื่อให้สอบผ่านไปได้ทั้งหมด รัฐบาลก็ต้องพยายามสร้างมาตรฐานให้แก่โรงเรียนและมาตรฐานให้แก่คุณครู และที่สำคัญเด็กที่เรียนเก่งต้องลงมาช่วยเด็กที่เรียนไม่เก่งด้วย ซึ่งจะค่อยๆ ทำให้ความไม่เท่าเทียมลดลง และเมื่อความไม่เท่าเทียมลดลง ความร่ำรวยก็จะค่อยๆ กระจายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งประเทศ”

ดังนั้นการแก้ไขปัญหาความยากจนภายในประเทศ จึงไม่ใช่ภาระหน้าที่ของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันเหมือนการเรียนหนังสือ บริษัทขนาดใหญ่มีคนเก่งจำนวนมากออกไปลงทุนต่างประเทศ ก็ต้องส่งคนมาช่วยบริษัทขนาดเล็กในประเทศ หากทำได้ตามวิธีการนี้ เชื่อแน่ว่าจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวมากขึ้นและยังทำให้คนไทยได้กำไรเพิ่มขึ้นด้วย

********

ทั้งหมดคือภาพรวมของมาตรการช่วยเหลือคนจนผู้มีรายได้น้อยที่รัฐบาลชุดนี้กำลังปล้ำผีลุก ปลุกผีนั่ง ส่วนจะตอบคำถามคลางแคลงใจของสังคม ซ้ำรอยโครงการประชานิยมหรือไม่อย่างไรนั้น คงเป็นเรื่องต่างมุมมอง

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรคนจนผู้มีรายได้น้อยนั้น ถือเป็นภารกิจของทุกรัฐบาลที่ต้องทุ่มเทมาตรการลงไปเพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปากและต้องมี “ที่ยืนในสังคม”.

ทีมเศรษฐกิจ