วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สหรัฐฯทิ้ง “ข้อตกลงปารีส” ทรัมป์มืดบอดและโดดเดี่ยว

ต้านทรัมป์–กลุ่มผู้ประท้วงชุมนุมที่หน้าทำเนียบขาว ชูแผ่นป้ายเขียนข้อความต่างๆ ต่อต้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งประกาศถอนตัวจากข้อตกลงปารีส เมื่อ 1 มิ.ย. (เอเอฟพี)

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ผู้มีภาพลักษณ์ “ผู้นำ ขวางโลก” ชูนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” และ “ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง” ในช่วงหาเสียง และเขาก็ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาแล้วหลายข้อ รวมทั้งถอนตัวจาก “ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก” (ทีพีพี)

ล่าสุดเมื่อ 1 มิ.ย. ทรัมป์ก็ประกาศถอนตัวจาก “ข้อตกลงปารีส” ซึ่ง 197 ประเทศภาคี รวมทั้งสหรัฐฯ (ยุคประธานาธิบดีบารัค โอบามา) ร่วมลงนาม ที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส ในปี 2558 ภายใต้ชื่อ “ค็อป 21” ตามกรอบอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ยูเอ็นเอฟซีซีซี) มีเป้าหมายให้ชาติต่างๆ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนซึ่งก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกลงโดยสมัครใจ เพื่อต่อสู้ภาวะโลกร้อน

เป้าหมายหลักของข้อตกลงปารีสคือควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส และถ้าเป็นไปได้ ไม่ให้เพิ่มเกิน 1.5 องศาเซลเซียส จากระดับอุณหภูมิก่อนยุคอุตสาหกรรม ตั้งเป้าจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงจนถึงระดับที่ต้นไม้ พื้นดิน และมหาสมุทร สามารถดูดซับก๊าซนี้ได้เองในช่วง พ.ศ. 2593-2643 และให้ชาติร่ำรวยช่วยเหลือทางการเงินแก่ชาติยากจนในการต่อสู้โลกร้อน โดยให้ทบทวนผลกันทุกๆ 5 ปี

ขณะนี้มีชาติภาคีให้สัตยาบันรับรองข้อตกลงปารีสแล้วถึง 147 ประเทศ ซึ่งเกิน 55% ที่จะส่งผลให้ข้อตกลงมีผลบังคับใช้แล้ว โดยสหรัฐฯเองก็ให้สัตยาบันแล้ว มีผลบังคับเมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว

การถอนตัวจะทำให้สหรัฐฯ ผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับ 2 ของโลก (15% ของทั้งโลก) รองจากจีน เป็นเพียง 1 ใน 3 ชาติ ร่วมกับ “ซีเรีย” และ “นิการากัว” เท่านั้น ที่ไม่เข้าร่วม ข้อตกลงปารีส และหวั่นกันว่าจะทำให้ชาติอื่นๆ นิ่งเฉยเกี่ยงงอน จนข้อตกลงล่มไปในที่สุด

การตัดสินใจช็อกโลกของทรัมป์มีขึ้นแม้สหภาพยุโรป (อียู) และจีน จะร่วมออกแถลงการณ์ดักหน้าว่าจะผลักดันข้อตกลงปารีสต่อไป และจะเปิดโอกาสให้จีน คู่แข่งของสหรัฐฯ ผงาดขึ้นมาเป็น “หัวหอก” ต่อสู้โลกร้อนแทนสหรัฐฯไปโดยทันที ส่งผลให้จีนแข็งแกร่งขึ้นอีกมากในเวทีโลก

แต่การที่ประเทศภาคีใดจะถอนตัวจากข้อตกลงปารีสก็ไม่ใช่ว่าทำได้ทันที เพราะข้อตกลงระบุว่าต้องรอก่อนถึง 3 ปีจึงจะแจ้งเจตจำนงได้ จากนั้นอีก 1 ปีจึงจะมีผล ซึ่งต้องใช้เวลาถึง 4 ปี ถึงตอนนั้นทรัมป์อาจพ้นวาระแล้ว ถ้าไม่ได้เป็นผู้นำ สมัยที่ 2 ก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้

ทรัมป์ชี้ว่าปัญหาโลกร้อนจากก๊าซเรือนกระจกเป็นเรื่องโกหกซึ่งถูกจีนกุแต่งขึ้นเพื่อทำลายเศรษฐกิจ การจ้างงาน และความสามารถในการแข่งขันของสหรัฐฯ จะทำให้สหรัฐฯมีคนตกงานถึง 6.5 ล้านคน และสูญเสียจีดีพีถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์ การถอนตัวจากข้อตกลงปารีสจะทำให้มีการจ้างงานเพิ่มในภาคอุตสาหกรรมถ่านหินและน้ำมัน หนึ่งในธุรกิจเสาหลัก ของสหรัฐฯ

แต่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากชี้ว่าทรัมป์เข้าใจผิดมหันต์ เพราะนอกจากการถอนตัวจากข้อตกลงปารีสจะทำให้สหรัฐฯสูญเสียความเป็นผู้นำโลก ทั้งด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและศีลธรรมแล้วยัง ทำให้สูญเสียความเป็นผู้นำโลกในด้านการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ในด้าน “พลังงานสีเขียว” (Green Energy) และ “พลังงานหมุนเวียน” (Renewable Energy) ไปด้วยอย่างน่าเสียดาย

การทิ้งข้อตกลงปารีสยังจะไม่ทำให้การจ้างงานภาคพลังงานฟอสซิลเพิ่มขึ้นมากนัก เมื่อเทียบกับการจ้างงานในภาคเทคโนโลยีพลังงานสีเขียวหรือพลังงานหมุนเวียนในอนาคต เพราะยุคนี้อุตสาหกรรมถ่านหินและน้ำมันนำเทคโนโลยีการผลิตแบบอัตโนมัติมาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต้องพึ่งแรงงานมนุษย์เหมือนแต่ก่อน

กระทรวงพลังงานสหรัฐฯเองก็ระบุว่า ปัจจุบันมีการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม “พลังงานแสง อาทิตย์” (Solar Energy) ในสหรัฐฯ แล้วเกือบ 374,000 ตำแหน่ง เทียบกับภาคถ่านหินแค่ 160,000 ตำแหน่งเท่านั้น ที่สำคัญ อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ยิ่งเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จ้างงานชาวอเมริกันด้วยเงินเดือนสูงๆแล้วหลายล้านคน ดังนั้น ทรัมป์ควรหันมาเน้น เรื่องนี้ดีกว่าจะย้อนกลับสู่ยุคเก่าๆที่ทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย

นอกจากนี้ บรรดาธุรกิจหรือบริษัทยักษ์ใหญ่ส่วนใหญ่ก็สนับสนุนข้อตกลงปารีสมาตั้งแต่ต้น รวมทั้งบริษัทพลังงานแถวหน้า “เอ็กซอน โมบิล” และ “รอยัล ดัตช์ เชลล์” ไปจนถึงห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่ “วอลมาร์ท” และบริษัทเทคโนโลยี “แอปเปิล” เพราะเห็นว่าจะส่งผลดีต่ออนาคต

แม้แต่นายอีลอน มัสก์ ซีอีโอของบริษัท “เทสลา” ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และนายโรเบิร์ต อิเกอร์ ซีอีโอของบริษัท “วอลท์ ดิสนีย์” ก็ไม่เห็นด้วยกับทรัมป์อย่างแรงถึงขั้นประกาศลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาของทรัมป์

บริษัทเหล่านี้ชี้ว่าโลกต้องมีเจตจำนง กรอบกติกา แนวทางที่แน่ชัดเพื่อสู้โลกร้อน เพราะหลักฐานและผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์มากมายก็สรุปว่า ปัญหาโลกร้อนจากก๊าซเรือนกระจกเป็น “เรื่องจริง”

บริษัทเหล่านี้ยังวางแผนการลงทุนของตนระยะยาวให้สอดคล้องกับข้อตกลงปารีส เช่น “เจนเนอรัล อิเล็กทริก” มีแผนทุ่มเงินถึง 25,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสีเขียวภายใน พ.ศ.2563

นักเศรษฐศาสตร์ยังเตือนว่า ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นจากโลกร้อนจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก เช่น ภัยแล้ง ภาวะขาดแคลนน้ำ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจนท่วมเมืองหรือประเทศเกาะต่างๆที่อยู่ในที่ต่ำ จะฉุดเศรษฐกิจโลกไม่เติบโตเท่าที่ควร รายงานของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด

และแคลิฟอร์เนียปี 2558 ยังระบุว่า ภาวะโลกร้อนจะทำให้จีดีพีโลกลดลงถึง 20% ภายใน ค.ศ.2100 สูงกว่าที่ประเมินก่อนหน้านี้ถึง 5 เท่า

สิ่งเหล่านี้ชาวโลกส่วนใหญ่มองเห็นและตื่นตัวกันมานานแล้ว แต่น่าแปลกและน่าเศร้าที่ผู้นำชาติมหาอำนาจหมายเลข 1 ของโลกกลับ “มืดบอด” และโดดเดี่ยวตัวเองได้ปานนี้!

บวร โทศรีแก้ว