บริการข่าวไทยรัฐ

เปรี้ยวฆาตกรสวยหั่นศพ EP.1 ต้องมีมากกว่าหนึ่ง ฆ่าสยองจำไม่เลือน

“จากเท่าที่ได้เห็นรูปสภาพศพของ น.ส.วริศรา กลิ่นจุ้ย หรือ น้องแอ๋ม ชาว อ.สวนกวาง จ.ขอนแก่น ส่วนตัวมีความเชื่อว่า ฆาตกรไม่ใช่มืออาชีพ หั่นศพไม่เป็น และผู้ที่ลงมือ ต้องมีมากกว่า 1 คนแน่นอน” นพ.สุรณรงค์ ศรีสุวรรณ ผู้อำนวยการกองนิติวิทยาศาสตร์บริการ ผู้เชี่ยวชาญการสืบจากศพ เริ่มต้นการสนทนากับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ไว้อย่างน่าสนใจ

งวดเข้าไปทุกทีสำหรับอีกหนึ่งคดีที่สั่นสะเทือนความรู้สึกชาวไทยทั้งประเทศ เหตุฆ่าหั่นศพที่เขาสวนกวาง จากน้ำมือของกลุ่มผู้ต้องสงสัยที่ใจคอโหดเหี้ยมเกินบรรยาย ที่ได้กระทำต่อหญิงสาวคนหนึ่ง

โดยในตอนแรกของซีรีส์สกู๊ป เปรี้ยวฆาตกรหั่นศพเขาสวนกวาง นี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะขอพาแฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ ไปฟังบทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญ เจ้าของประโยคแรกสุดที่ทุกท่านได้ผ่านสายตาไป เพื่อวิเคราะห์ทุกมุมถึงพฤติกรรมของฆาตกรในคดีนี้

“ออกตัวก่อนนะครับว่า ผมไม่ได้เห็นสภาพศพทั้งหมด การวิเคราะห์นี้ เป็นเพียงการวิเคราะห์ตามข้อมูลและรูปภาพที่ปรากฏตามสื่อมวลชนเท่านั้น!” นพ.สุรณรงค์ กล่าวอย่างสุภาพและถ่อมตน

วิเคราะห์พฤติกรรม เปรี้ยว ฆาตกรฆ่าหั่นศพเขาสวนกวาง

ผู้เชี่ยวชาญสืบจากศพ วิเคราะห์ในประเด็นนี้ว่า ... เมื่อไล่เรียงจากลำดับตั้งแต่วางแผน การลงมือ และการหลบหนี ส่วนตัวคิดว่า ฆาตกรน่าจะคิดแบบนี้ 1. รู้ว่าจะฆ่าคนแน่ๆ 2. รู้ว่าจะต้องมีการซ่อนเร้นอำพรางศพ 3. เตรียมการหนีเบื้องต้นเอาไว้แล้ว

วินาทีสังหาร บีบคอจนกระทั่งเหยื่อเสียชีวิต ทำไปเพราะแค้นสุดขีด อ้างได้ไหม ไม่ได้เจตนา

นพ.สุรณรงค์ ครุ่นคิดสักครู่ ก่อนวิเคราะห์ให้ทีมข่าวฯ ฟังว่า ...การบีบคอคนกระทั่งขาดอากาศหายใจจนเสียชีวิต ผู้กระทำจะอ้างไม่ได้เลยว่า ไม่ได้เจตนาจะให้ถึงกับชีวิต เพราะการบีบคอคน จนขาดใจตายคามือ มันไม่ใช่บีบแค่ 10 วินาทีแล้วตายเมื่อไหร่?

มันต้องบีบนานพอสมควรเป็นหลายนาที ไหนจะอาการของเหยื่อที่จะต้องดิ้นทุรนทุรายอีก ทุกอย่างมันคือภาพที่เห็นปรากฏตรงหน้า

ใครทำได้แบบนี้...เจตนาคือ...ต้องการให้เหยื่อตายแน่นอน! หนำซ้ำ เมื่อมีความพยายามซ่อนเร้นอำพรางศพ ผมมองว่า มันไม่น่าใช่เหตุทะเลาะซึ่งหน้า จนพลั้งมือฆ่าคนตาย

การหั่นศพขาดครึ่งร่าง หวังอำพรางคดี มืออาชีพหรือมือสมัครเล่น คนเดียวทำได้หรือไม่?

เบื้องต้น...ต้องไม่ลืมนะว่า การจะทำอะไรก็ตาม ที่เกี่ยวกับการซ่อนเร้นอำพรางศพ ฆาตกร มักจะประเมินกำลังคนเอาไว้แล้วว่า น่าจะเพียงพอที่จะสามารถกระทำดังที่วางแผนไว้ได้

และจากการหั่นศพครึ่งร่างนี้ ผมฟันธงได้เลยครับว่า ... จุดนี้คือข้อบ่งชี้ได้เลยว่า ฆาตกรไม่ใช่มืออาชีพ และหั่นศพไม่เป็นแน่นอน เพราะการหั่นช่วงท้อง คือการหั่นศพ ที่ทำได้ยากที่สุด! และมันยังอาจเป็นข้อบ่งชี้ที่สำคัญอีกประการคือ ฆาตกรที่ลงมือหั่นศพ ต้องมีมากกว่า 1 คน แน่นอน

เพราะการหั่นศพบริเวณท้องให้ขาดออกจากัน ในความเป็นจริงแล้ว เป็นไปไม่ได้เลย ที่จะลงมือได้ด้วยคนเพียงคนเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นผู้หญิง เพราะอย่างน้อย ต้องมีคนช่วยยกศพพลิกซ้าย พลิกขวา นี่คนหนึ่งแล้ว คนที่สองคือคนที่ลงมือหั่น และคนที่สาม คือ คนที่คอยเช็ดเลือดจากศพที่จะทะลักทลายลงมาเต็มสถานที่เกิดเหตุแน่นอน เพราะเลือดบริเวณช่องท้องมีปริมาณมากถึงเกือบ 10 ลิตร

ซึ่งสถานการณ์ที่เจอตรงหน้าแบบนั้น บอกตรงๆ เลย ...ผมจินตนาการไม่ออกเลยจริงๆ ว่า คนที่ลงมือ เห็นเลือดมากมายขนาดนั้นลงมากองเต็มพื้น แถมมีกลิ่นคาวมากๆ คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ สำหรับคนที่ไม่เคยเห็นของจริงมาก่อน เขาทนมันไปได้อย่างไร?

ส่วนตัวจึงเชื่อเหลือเกินว่า อย่างน้อยที่สุด ภาพอันน่าสยดสยองแบบนั้น จะต้องติดอยู่ในความทรงจำเหมือนดั่งฝันร้ายของผู้ที่ลงมือไปตลอดชีวิต

เอาละ ช่วงนั้น อาจจะทำไปเพราะความโกรธ หรือความสะใจ แต่เมื่อมันผ่านเวลานั้นไปแล้ว ความผิดชอบชั่วดีกลับคืนมา...ภาพจำอันน่าสยดสยองที่ประสบมา จะต้องคอยตามหลอกหลอนคนพวกนี้ไปตลอดกาล นพ.สุรณรงค์ กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

หั่นศพแล้ว แต่ฝังในหลุมเดียวกัน เพราะ...?

เชื่อว่า...วินาทีนั้น เมื่อฆาตกรลงมือไปแล้วจริงๆ คงเกิดคิดได้ อาจจะด้วยเหตุไม่มีความชำนาญพอ ระยะเวลาไม่พอ และที่สำคัญอาจจะประเมินสถานการณ์ต่ำเกินไป คิดว่า ...การหั่นศพ มันจะง่ายๆ เหมือนในหนัง

แต่พอทำแล้ว...มันยากกว่าที่คิด จึงได้ยุติการกระทำลง เพราะหากทำต่อไป อาจเหลือเวลาไม่เพียงพอสำหรับการหลบหนีออกนอกประเทศ ตามแผนที่วางไว้แต่แรก จึงเลือกที่จะหาวิธีการอื่น สำหรับการอำพรางศพ

เหตุผลของฆาตกรส่วนใหญ่ ที่ลงมือหั่นศพคู่กรณี

มี 2 รูปแบบ คือ 1. ปิดบังซ่อนเร้น อำพรางศพ และไม่ต้องการให้รู้ว่าเหยื่อเป็นใคร และ 2. เพราะต้องการระบายความแค้น

วิเคราะห์พฤติกรรม ฆาตกร ที่ลงมือก่อเหตุสยองเกินกว่าที่คนไทยจะรับได้

นพ.สุรณรงค์ นิ่งไปสักครู่ ก่อนเอ่ยปากว่า ผมอยากตั้งข้อสังเกตแบบนี้ครับว่า เบื้องต้นคนที่ทำ อยู่ภายใต้ฤทธิ์ยาเสพติดหรือไม่?...

เพราะหากเป็นเช่นนั้น คนที่ทำจะขาดสติ ขาดการรู้สึกผิดชอบชั่วดีไปชั่วขณะหนึ่ง แล้วหากใครยังไม่ทราบ ยาเสพติดบางชนิดเมื่อเสพไปนานๆ มันจะทำลายสมอง จนกระทั่งทำให้สมองพิการถาวรได้ ความรู้สึกนึกคิดบางอย่างปิดตัวไป การพิจารณาเหตุและผล หรือความเป็นไปได้ ตัวเองจะสามารถประเมินได้ต่ำลง

เพราะเหตุนี้หรือไม่ จึงทำให้เกิด ฆาตกรหั่นศพเขาสวนกวาง ขึ้น

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน