บริการข่าวไทยรัฐ

เรื่องดีๆที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

มนุษย์ในอนาคตจะเรียนหลักสูตรปริญญาน้อยลง หลักสูตรระยะสั้นจะได้รับความนิยมมากขึ้น ผู้คนอยากรู้เรื่องอะไร ก็จะใช้เวลาเพียงเล็กน้อยไปไขว่คว้าหาการเรียนรู้ในเรื่องนั้นกับอาจารย์ หรือสถาบัน หรือหน่วยงาน ที่จัดการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การปฏิวัติดิจิทัลทำให้เกิด internet of things เป็นยุคอินเตอร์เน็ตในทุกสิ่ง เป็นยุคที่ใช้เทคโนโลยีในกระบวนการผลิตทั้งหมด โลกมีการรวมกลุ่มเศรษฐกิจหลากหลาย มีการเปลี่ยนแปลงด้านสังคมอย่างเร็ว มีคนสูงวัยเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการต้องการแรงงานที่มีทักษะที่ไม่ธรรมดา มีการเคลื่อนไหลของกระแสวัฒนธรรมอย่างเร่งเร็ว ซึ่งทำให้มนุษย์ต้องปรับตัวมากขึ้น ประเทศที่ไม่เร่งพัฒนาผู้คนของตนให้รู้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องถึง 10 ปี ดอกครับ เพียง 1-2 ปี ก็จะล้าหลังและจะเผชิญกับ “ภาวะตกโลก” กันทั้งประเทศ

20 ปีที่คุ้นชินกับการออกไปบรรยายของ ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย ทั้งในหลักสูตรปริญญาตรี โท เอก ของสถาบันการศึกษาในระบบ และหลักสูตรระยะสั้นที่หน่วยงานรัฐและเอกชนเชิญไปบรรยาย ทำให้ผมพอมองเห็น “แนวโน้มการเรียนรู้ของมนุษย์”

2 เดือนที่ผ่านมา มีหน่วยงานที่ทำหลักสูตรอบรมได้อย่างมืออาชีพ คือสำนักสิริพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และกรมส่งเสริมการเกษตร แห่งแรกเป็นสำนักที่รับจัดอบรม แห่งที่สองเป็นหน่วยงานของรัฐที่ใช้ข้าราชการของตนจัดอบรมเอง

เพราะต้องพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 4.5 แสนคน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจัดบรรยายด้วยตนเองไม่ทัน ต้องไปเชิญนิด้าให้ช่วยนำความรู้ใส่นักวางแผนพัฒนาท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อให้รู้ทันนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการพัฒนาท้องถิ่น อีกหน่วยงานหนึ่งซึ่งเกี่ยวดองหนองยุ่งกับศักยภาพของมนุษย์พันธุ์ไทยหลายล้านคนก็คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงนี้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วยการตั้ง “ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการ

ผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)” 882 แห่ง มีประธาน ศพก.อำเภอ ที่นำโดยนายเชิดชัย จิณะแสน ผู้เป็นประธาน ศพก.ประเทศ

กระทรวงฯให้กรมส่งเสริมการเกษตรจัดอบรมประธาน ศพก.อำเภอ 882 คน เติมความรู้ ทักษะการเป็นผู้นำ วิทยากร นักคิด นักทำ นักวางแผน ฯลฯ เท่าที่ตามไปดูการสัมมนาทั้งที่ขอนแก่น อุบลฯ สุราษฎร์ฯ กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ พบว่าเป็นการอบรมที่สามารถติดอาวุธทางปัญญาให้กับเกษตรกรให้สู้กับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้

สิ่งที่กระทรวงเกษตรฯ ยุคนี้ยิงถูกเป้าก็คือ การช่วยเพิ่มความรู้ ความเข้าใจ ทักษะด้านการเกษตร การตลาดสมัยใหม่ ฯลฯ ให้เกษตรกรอย่างเป็นระบบ ทำให้ผู้นำเกษตรกรเห็นถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ได้รับการคิดค้นขึ้นใหม่ทุกวัน ทั้งการผลิต การแปรรูป เกษตรบริการ และการตลาด ที่ทำให้เกษตรกรรมทั้งระบบเปลี่ยนแปลงไปอย่างคาดไม่ถึง

ผมตามไปช่วยอาจารย์นิติภูมิธณัฐและได้เห็นการอบรมครบทั่วประเทศแล้ว ก็นึกขอบคุณกระทรวงเกษตรฯ โดยเฉพาะกรมส่งเสริมการเกษตร ที่กระตือรือร้นมอบความรู้ให้ผู้นำเกษตรกร ถ้าไม่มีหลักสูตรอย่างนี้ ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน ว่าเมื่อใดที่ผู้นำเกษตรกรของเราในแต่ละอำเภอ จะมีโอกาสได้รับการถ่ายทอดความรู้อย่างเป็นระบบ

หลายประเทศที่ไม่มีพื้นที่ทำการเกษตร ปัจจุบันหันมาผลิตอาหารด้วยตัวเอง ทั้งกลุ่มประเทศจีซีซี (ซาอุฯ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ บาห์เรน คูเวต และโอมาน) สิงคโปร์ ไต้หวัน ฯลฯ โดยการใช้ offshore farming ซึ่งก็คือ “การเช่าพื้นที่ทำการเกษตรนอกอาณาจักรของตน” เป็นการทำเกษตรกรรมแปลงใหญ่ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและเงินทุนมหาศาล ที่ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรออกมามีคุณภาพชั้นเลิศ ปลอดภัยต่อการบริโภค และต้นทุนต่ำ

ความประสงค์เดิมของการผลิตโดยใช้ระบบ offshore farming ของประเทศเหล่านั้น ต้องการผลิตเพียงเพื่อ “บริโภคในประเทศหรือในกลุ่มประเทศของตน” เมื่อมีผลผลิตส่วนเกินก็นำไปแปรรูปและส่งออกไปจำหน่ายนอกประเทศ แล้วก็พบว่าเกษตรกรรมเป็นช่องทางที่นำเม็ดเงินเข้าประเทศได้ไม่น้อย กลุ่มประเทศมหาเศรษฐีเหล่านั้นจึงบุกและทุ่มเทงานเกษตรกรรมอย่างจริงจัง ซึ่งกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรของไทยอย่างมาก

เกษตรกรไทยจำนวนไม่น้อยผลิตสินค้าการเกษตรโดยไม่นึกถึงแนวโน้มของอาหารโลก ซึ่งก็คือ “อาหารปลอดภัย” การอบรมสัมมนาด้วยการนำกรณีตัวอย่างจากต่างประเทศมาชี้แจงแสดงให้เห็น ทำให้เกษตรกรตระหนักและเข้าใจเกษตรกรรมโลกมากขึ้น

ขอขอบคุณทั้งนิด้า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมส่งเสริมการเกษตร และกระทรวงเกษตรฯ ที่มุ่งมั่นพัฒนามนุษย์พันธุ์ไทย ขอบคุณแทนคนไทยครับ.


นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com