วันอังคารที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หนามยอกอกและนกแอร์

กลายเป็นศึกสายเลือดระหว่างแม่กับลูก หลังคณะกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จัดประชุมนัดพิเศษเมื่อ 21 พ.ค.2560 และตัดสินใจไม่เพิ่มทุนในบริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) โดยยอมรับสภาพที่จะลดสัดส่วนการถือหุ้นใหญ่ 39.99% ลงมา

การบินไทยทำเอกสารชี้แจงเหตุผลว่า หลังรับฟังรายงานของคณะทำงานเฉพาะกิจ ที่การบินไทยจัดตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาความเหมาะสมและความคุ้มค่า ในการลงทุนสายการบินนกแอร์แล้วเห็นว่า ภายใต้สภาวการณ์ปัจจุบัน การบินไทยไม่สมควรลงทุนเพิ่มในนกแอร์อีก และควรหันมาปรับปรุงฟื้นฟูกิจการภายในของตัวเองก่อนดีกว่า

เพราะการบินไทยกำลังอยู่ในแผนฟื้นฟูกิจการและขาดทุนติดต่อกันถึง 4 ปี มูลค่ากว่า 40,000 ล้านบาท เพิ่งพลิกกลับมามีกำไรหลังผ่านไตรมาสแรกของปี 2560 ที่ 3,169 ล้านบาท หากถมเงินลงไปช่วยนกแอร์อีก คงไม่ต่างอะไรกับเตี้ยอุ้มค่อม

ขณะที่นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลังและกรรมการการบินไทย เปิดเผยว่า การตัดสินใจไม่เพิ่มทุน เพราะแผนฟื้นฟูกิจการสายการบินนกแอร์ที่เสนอมา มีแต่การแก้ไขปัญหาระยะสั้น ไม่มีแผนที่ครบวงจรและเป็นรูปธรรม

เหตุผลที่ลึกกว่านั้น มาจากการที่การบินไทย ไม่เคยพอใจบทบาทในนกแอร์ แม้จะเปรียบเสมือนบุพการีผู้ให้กำเนิด คอยอุ้มชูช่วยเหลือ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุด แต่ที่ผ่านมากลับไม่สามารถสั่งการหรือมีอำนาจเข้าไปบริหารอะไรได้เลย ขณะเดียวกัน นกแอร์จึงไม่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลธุรกิจการบินไทยตามที่หวังเอาไว้ แย่ไปกว่านั้น นกแอร์ยังกลับไปคบค้าสายการบินต่างชาติ “สกู๊ต” Scoot ในเครือสิงคโปร์แอร์ไลน์ ทำตัวไม่ต่างอะไรกับคู่แข่ง

ต่อให้ช่วยเพิ่มทุนไป ก็คงไม่ทำให้อะไรดีขึ้น หากการบินไทยไม่สามารถเข้าไปมีบทบาทบริหาร จัดการอะไรได้ แม้อยู่ในฐานะถือหุ้นใหญ่

ประเด็นสำคัญยังอยู่ที่นายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินนกแอร์ ที่ถูกตั้งคำถามถึงความสามารถในการบริหารอยู่บ่อยครั้ง จนมีข่าวว่าการเพิ่มทุนในครั้งนี้ จะเกิดขึ้นได้หากนายพาทียอมลุกออกจากเก้าอี้ โดยการบินไทยมีแผนจะดันนายณรงค์ชัย ว่องธนะวิโมกษ์ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่การเงิน (ซีเอฟโอ) ของการบินไทย มานั่งบริหารแทน

และผลก็ออกมาอย่างที่เห็น การบินไทยตัดสินใจไม่เพิ่มทุนขณะที่นายพาที สารสิน กำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด โดยมองว่าการจะส่งคนมาของการบินไทยนั้น จะเน้นจัดการระบบบัญชีเป็นหลัก เป็นการหวังผลแค่เรื่องราคาหุ้นอย่างเดียว ไม่ได้มองถึงการพัฒนาในระยะยาว

สิ่งที่พาทีทำ ก็คือการส่งสัญญาณให้เห็นว่า หากการบินไทยไม่พร้อมเพิ่มทุนก็ไม่เป็นไร นกแอร์จะหาผู้ร่วมทุนใหม่จากต่างชาติเข้ามาเพิ่มทุนแทน โดยขณะนี้มีกลุ่มทุนจากจีน ที่ลงทุนธุรกิจด้านการท่องเที่ยวในยุโรปได้แสดงความสนใจ ที่สำคัญมีทุนหนาและพร้อมจ่ายหนักกว่า

แต่แม้นายพาทีจะหาผู้ร่วมทุนใหม่ได้สำเร็จ เส้นทางข้างหน้าของนกแอร์ ก็ใช่ว่าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ นกแอร์ยังอยู่ในฐานะย่ำแย่ ขาดทุนติดต่อกัน 4 ปี นับตั้งแต่ปี 2557 ขาดทุน 471 ล้านบาท, ปี 2558 ขาดทุน 726 ล้านบาท, ปี 2559 ขาดทุน 2,080 ล้านบาท และปี 2560 ไตรมาส 1 ขาดทุน 295.57 ล้านบาท แม้เพิ่มทุนในครั้งนี้สำเร็จ ก็ยังไม่ครอบคลุมหนี้และต้องกู้เงินเพื่อทำธุรกิจต่อ

ส่วนการบินไทยตกอยู่ในภาวะหนามยอกอก เพิ่มทุนก็เจ็บ ไม่เพิ่มทุนก็เจ็บ ต้องไม่ลืมว่าการบินไทยเป็นสายการบินแห่งชาติ มีนกแอร์เปรียบเสมือนลูก คอยประเคนสิทธิประโยชน์ให้ไม่ว่าจะให้เช่าเครื่องบินราคาถูก ถ่ายโอนเส้นทางบินสำคัญในประเทศ ต่อไปเส้นทางบินเหล่านี้ กำลังจะตกไปอยู่ในมือทุนต่างชาติแทน

ที่สำคัญนโยบายของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้ 3 สายการบินหลักของชาติ ทั้งการบินไทย นกแอร์ ไทยสมายล์ ผนึกกำลัง ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการบินหรือฮับในภูมิภาค ก็คงต้องกลายเป็นหมันไปในที่สุด.

สุรางค์ อยู่แย้ม