บริการข่าวไทยรัฐ

มหากาพย์รถ NGV 600 ล้านปูด TOR ใหม่?

สันติ ปิยะทัต

ปัญหาข้อพิพาทการจัดเก็บภาษีนำเข้าชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์โตโยต้า รุ่นพรีอุส วงเงินนับหมื่นล้านระหว่างค่ายรถกับกรมศุลกากรก็กำลังระอุร้อน ร่ายยาวเกี่ยวเนื่องกับคดีที่ดีเอสไอนำทีมตรวจค้นบริษัทนำเข้ารถหรู...อายัดรถซุปเปอร์คาร์เลี่ยงภาษีกว่า 100 คัน

พบ...มีการนำเข้าโดยเลี่ยงภาษีอากร สำแดงราคาต่ำกว่าเป็นจริง ก็เหมือนมีอะไรไม่ชอบมาพากล

แล้วก็มาถึงมหากาพย์ โครงการ “รถเอ็นจีวี 489 คัน” ของ ขสมก.ที่กรมศุลกากรตั้งข้อสงสัยว่า...เชื่อว่า...จึงกล่าวหาว่า...รถเอ็นจีวีที่ว่านั้นสัญชาติจีนหรือมาเลเซีย...กันแน่? อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าจะพลาดท่าตกม้าตาย ...นอกจากไม่ได้เงินภาษีเข้ารัฐแล้วยังต้องชดใช้ค่าเสียหายให้เอกชนหรือไม่?

เพราะช่วงหลังๆ มีใครบางคนออกมายอมรับว่า เอกสาร From D (เอกสารรับรองถิ่นกำเนิด) ของรัฐบาลมาเลเซียเป็นของจริง...หากคดีนี้เดินไปจนสุดทางแล้ว คิดเล่นๆถ้าเกิดเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำต้องชดใช้ค่าเสียหาย 3–4,000 ล้านบาท ก็คงไม่พ้นเงินภาษีจากหยาดเหงื่อประชาชน

ยังไม่พอ งานนี้ ขสมก. ยังถูกดึงเข้ามายืนอยู่บนความเสี่ยงอีกด้วยเมื่อนายชัยยุทธ รองอธิบดีกรมศุลฯ ออกหนังสือเลขที่ กค 0521/6853 ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2560 ถึงผู้อำนวยการ ขสมก. ยืนยันทั้งๆที่คดีความยังคาราคาซังว่ารถโดยสารเอ็นจีวีประกอบจากจีนไม่ใช่มาเลเซีย...

ถ้าจะเอาออกจากอารักขาของกรมศุลฯต้องเสียภาษีในอัตรา 40 เปอร์เซ็นต์

ย้อนไปเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ ขสมก.ตรวจรับรถยนต์โดยสารเอ็นจีวีจำนวน 390 คันที่วางประกันภาษีอัตราสูงสุด 40 เปอร์เซ็นต์ และให้ ขสมก.ปฏิบัติตามสัญญาไปจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาเป็นอย่างอื่น ส่วนเรื่องถิ่นกำเนิดจะเป็นจีนหรือมาเลเซีย ถือว่าไม่ใช่สาระสำคัญเพราะมีการกำหนดขึ้นภายหลัง ไม่ได้กำหนดในทีโออาร์

แต่ปรากฏว่า นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รักษาการผู้อำนวยการ ขสมก.อ้างว่าได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลครบถ้วนแล้ว แต่ไม่สามารถรับได้ เพราะเชื่อมั่นข้อมูลจากเอกสารที่กรมศุลกากรยืนยันว่า รถเอ็นจีวีมีถิ่นกำเนิดจากประเทศจีน จึงต้องปฏิบัติตามสัญญาทำตามคำสั่งศาลคือ ไม่สามารถรับรถได้

และนอกจากไม่รับรถแล้ว ยังประกาศยกเลิกสัญญาเอาดื้อๆ

สันติ ปิยะทัต ทนายความผู้รับมอบอำนาจบริษัทเบสท์ริน ที่เคยออกมาเปิดมุมมองกรณี อัตราดอกเบี้ย 7.5 เปอร์เซ็นต์ ที่กำหนดไว้ในกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าเป็นอัตรามหาโหดไม่ทันยุคสมัย หากเอาไปเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์สถาบันการเงินที่ต่ำเตี้ยติดดินเกือบจะ 0% บอกว่า มีข้อสังเกตอยู่หลายประเด็น

หนึ่ง...สัญญาระหว่าง ขสมก.กับบริษัทเบสท์รินขณะนี้ยังไม่ถือว่ายกเลิกหรืออาจยกเลิกโดยมิชอบเนื่องจาก ขสมก.ทำผิดขั้นตอนทางกฎหมายคือ ขสมก.ได้บอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 12 เมษายน ว่า เบสท์รินทำผิดสัญญาพร้อมประกาศออกสื่อมวลชนต่างๆว่า ได้ขึ้นบัญชีให้เบสท์รินเป็นผู้ทิ้งงานแล้วและมีหนังสือแจ้งไปที่ธนาคารที่ค้ำประกันเพื่อขอริบหลักประกัน 300 กว่าล้านบาท

แต่ปรากฏว่า ขสมก.สับสนหรืออย่างไรไม่ทราบ วันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ขสมก.มีหนังสือมาถึงบริษัทเบสท์รินให้ช่วยชี้แจงด้วยว่า เป็นผู้ทิ้งงานหรือไม่ ซึ่งเรากำลังทำหนังสือชี้แจงอยู่ ซึ่งเป็นไปตามระเบียบของทางราชการ นั่นย่อมแสดงว่า ขสมก.บอกเลิกสัญญาโดยผิดขั้นตอน

เพราะถ้าหากเบสท์รินชี้แจงได้ว่าเขาไม่ได้ทิ้งงาน ก็ย่อมไม่ได้ทำผิดสัญญา

ดังนั้นการบอกเลิกสัญญาไปก่อนหน้านี้ของ ขสมก.และการแจ้งให้เบสท์รินเป็นผู้ทิ้งงานที่ประกาศไปแล้วใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะเกิดผลกระทบต่อบริษัทและหลายๆฝ่ายแล้ว

สอง...คำสั่งของศาลปกครองกลางที่ให้ ขสมก.ตรวจรับรถและปฏิบัติตามสัญญาต่อไปนั้นทุกวันนี้ยังมีผลบังคับใช้อยู่ สาม...รักษาการ ขสมก.ไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งศาลทางเบสท์รินก็ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งไปทางรัฐบาลใช้อำนาจทางการปกครองบังคับบัญชาให้เป็นไปตามคำสั่งศาล เพื่อคงไว้ซึ่งความเคารพและความศักดิ์สิทธิ์ของอำนาจศาล ซึ่งเมื่อมีคำสั่งแล้วทุกคนต้องยอมรับ

สี่...การแจ้งหนังสือริบหลักประกันผิดขั้นตอนเพราะยังรอผลการชี้แจงว่าทิ้งงานหรือไม่?และผิดสัญญาแล้วหรือไม่?อย่างไร? ห้า...การประกาศขึ้นแบล็กลิสต์ก็ผิดขั้นตอนไม่ชอบ และ หก...การเดินหน้าร่างทีโออาร์จัดให้มีการประกวดราคาอาจไม่ชอบธรรมเสี่ยงต่อหลักเกณฑ์ของ ป.ป.ช.

ส่วนทีโออาร์ ขสมก.เปิดโอกาสรับฟังข้อเสนอแนะและวิจารณ์ของสาธารณชนระหว่างวันที่ 28 เมษายน ถึงวันที่ 8 พฤษภาคม ปรากฏว่ามีสาธารณชนเสนอแนะและวิจารณ์จำนวน 4 ราย แต่ที่น่าสนใจคือ
ข้อเสนอแนะของบริษัท ช.ทวี จำกัด (มหาชน) เสนอให้ ขสมก.ใช้ราคาที่ตนเองเคยเป็นผู้ชนะการประมูลเมื่อปี 2558 คือราคา 1,784,850,000 บาท รวม 489 คัน หรือราคาคันละ 3,650,000 บาท

ขสมก.ได้ชี้แจงว่า ราคากลางต้องยึดหลักเกณฑ์ของ ป.ป.ช. โดยจะต้องใช้ราคาที่เคยลงนามสัญญาจัดซื้อไว้กับบริษัทเบสท์ริน เมื่อปี 2559 เป็นราคากลางคือ 1,735,550,000 บาท หรือราคาคันละ 3,549,182 ซึ่งจะถูกกว่าคันละ 100,818 บาท เมื่อรวมจำนวนรถ 489 คัน ราคาจะถูกกว่า 49,300,002 บาท

ถ้าดูผ่านๆเหมือน ขสมก.จะรักษากรอบกติกาของ ป.ป.ช.แต่ก็ต้องมาสะดุดตรงที่การกำหนด “ราคากลางค่าซ่อมแซมบำรุงรักษา 10 ปี” ซึ่งผู้ประมูลจะต้องเคาะราคารวมกันทั้งก้อน ไม่แยกค่ารถค่าซ่อมบำรุง

เมื่อพลิกทีโออาร์ฉบับล่าสุดเลขที่ 09/2560 ที่เพิ่งออกมาสดๆร้อนๆและเปิดจำหน่ายซองไปแล้วนั้น ดูเผินๆก็ปกติดี แต่เมื่อเปิดไปถึงหน้า 42 ในตารางแสดงวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรและราคากลาง (ราคาอ้างอิง) การจัดซื้อรถโดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (NGV) พร้อมซ่อมแซมและบำรุงรักษารถโดยสาร จำนวน 489 คัน...ปรากฏว่าที่ข้อ 3.1 ราคากลางซื้อรถ 489 คัน 1,735,550,000 บาท

ซึ่งแน่นอนเป็นราคาที่จัดซื้อจากเบสท์รินครั้งหลังสุดตามระเบียบ ป.ป.ช.เป๊ะ พอมาถึงข้อ 3.2 ราคากลางจ้างซ่อมบำรุงรถ 489 คัน ระยะเวลา 10 ปี เป็นเงินประมาณ 2,286,160,819.50 บาท

โอ้วแม่เจ้า...เกิดอะไรขึ้นกับราคากลางตามกรอบ ป.ป.ช. เหตุใดค่าซ่อมบำรุงทำไมราคาถึงได้ห่างกับที่เคยทำสัญญาไว้กับบริษัทเบสท์รินเป็นจำนวนเงินถึง 631,999,998.50 บาท

แล้วก็เข้าใจเมื่อได้อ่าน 2 บรรทัดถัดมา ในทีโออาร์กำหนดให้ค่าซ่อมบำรุงปีที่ 1 ถึงปีที่ 5 อัตราเฉลี่ยไม่เกิน 925.91 บาทต่อคันต่อวันเป็นเงิน 826,305,231.75 บาท ตรงกันเป๊ะกับราคาที่บริษัท ช.ทวี และ บริษัทเบสท์รินเคยประมูลไว้ตรงนี้ก็ยังถือว่าปกติดี

แต่พอมาถึงค่าซ่อมบำรุงปีที่ 6 ถึงปีที่ 10 อัตราเฉลี่ยไม่เกิน 1,635.83 บาทต่อคันต่อวัน เป็นเงิน 1,459,855,587.75 บาท กลับไม่ตรงกับที่บริษัทเบสท์รินทำสัญญาจัดซื้อกับ ขสมก.ครั้งหลังสุดที่ทำไว้ 927.65 บาทต่อคันต่อวัน...เป็นเงิน 827,855,589.75 บาทเท่านั้น

จะให้สาธารณชนคนกรุงเทพฯที่รอขึ้นรถเมล์คิดยังไง? ตัวเลขจำนวน 631,999,998 บาท ที่หมกเม็ดซุกซ่อนหลบอยู่ในทีโออาร์อยู่ตรงค่าซ่อมบำรุงปีที่ 6 ถึงปีที่ 10 มาจากไหน...ยังไงกัน

หากปล่อยให้ ขสมก.ต้องซื้อรถแพงกว่าเดิม คำถามคือ ประชาชนคนกรุง...จะยอมให้เป็นเช่นนี้หรือ?