วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

CEO หนุ่ม Rising Star Key Success คนเจนใหม่ Passion แรงรับธุรกิจอนาคต

พิธาน องค์โฆษิต-ชานนท์ เรืองกฤตยา

ในหมู่ภาคธุรกิจเอกชนที่เป็นตัวหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไปสู่การขยายตัว ณ ระดับที่ไม่เหลือใครไว้ข้างหลังอย่างที่ผู้นำรัฐบาลต้องการ

ทีมเศรษฐกิจ มีโอกาสพบ CEO คนดังที่จัดเป็น Rising Star ของประเทศ 2 คน คือ นายพิธาน องค์โฆษิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท เคซีอี อิเล็กทรอนิกส์ จำกัด (มหาชน) กับ นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท อนันดา ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองของผู้คนของสังคมในยุคมิลเลนเนียมอย่างมากว่า เหตุใดธุรกิจของเขาจึงก้าวกระโดดไปไกลกว่าธุรกิจของคนไทยปกติ

นั่นเพราะทั้งคู่มีแนวคิดแบบเดียวกันคือ CEO ต้องรู้ทุกเรื่อง และมีความปรารถนาแรงกล้าที่จะนำพาธุรกิจตนเข้าไปคว้าดวงดาวในท้องฟ้ามาให้ได้ แม้เขาสองคนจะมีอายุต่างกันพอสมควร แต่ความมุ่งมั่นของพวกเขาดูจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ พุ่งเป้าไปสู่โลกดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง

เขาทั้งสองตั้งเป้าตัวเองว่า จะก้าวกระโดดไปหายใจรดต้นคอคู่แข่งในตลาดดิจิทัลได้อย่างสง่าผ่าเผย นำความสำเร็จกลับมาสู่บริษัทและกลุ่มธุรกิจของเขาได้ หลังจากที่ทั้งสองมีจุดหักเหในชีวิตแบบเดียวกันคือ เข้าไปแก้หนี้และฟื้นฟูกิจการของครอบครัวสำเร็จ

ตามเราไปดูพวกเขากันดีกว่า....

********************

พิธาน องค์โฆษิต

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และกรรมการผู้จัดการ
บริษัท เคซีอี อิเล็กทรอนิกส์ จำกัด (มหาชน)

พิธาน เริ่มต้นบทสนทนากับ “ทีมเศรษฐกิจ” ว่า ไม่ได้รับตำแหน่งมาด้วยฝีมือ มาด้วยโชคล้วนๆ เพราะเป็นทายาทสืบทอดกิจการจากบิดา “บัญชา องค์โฆษิต”

แต่ผลงานของเขา ในฐานะซีอีโอเคซีอี ผู้ผลิตแผงวงจร (Printed Circuit Board-PCB) เบอร์ 1 ในประเทศไทย ซึ่งเข้ามารับตำแหน่งตั้งแต่ปี 2556 ที่ผ่านมา ก็เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาคนทั่วไป พิสูจน์ได้จากผลประกอบการและกำไรที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยที่ 10-15% ต่อปี จนทำให้เขาได้รับตำแหน่ง Young Rising Star CEO คนแรกจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปีที่ผ่านมา

เคซีอีอาจเป็นชื่อที่ไม่คุ้นหูคุ้นตาคนไทยเท่าใดนัก เนื่องจากเป็นธุรกิจผลิตเพื่อส่งออกถึง 95% แต่ในระดับโลก เคซีอีมีชื่อชั้นที่อยู่ในอันดับต้นๆ

ในนามผู้ผลิตแผงวงจรสำหรับรถยนต์รายใหญ่ในประเทศไทย มีมาร์เก็ตแคป 62,000 ล้านบาท สินทรัพย์ 17,000 ล้านบาท เมื่อปีที่ผ่านมามียอดขาย 14,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 10-15% ทุกปี โดยเคซีอีถือเป็น 1 ใน 30 ผู้ผลิตแผงวงจรรายใหญ่ของโลก แต่หากนับเฉพาะผู้ผลิตแผงวงจรสำหรับรถยนต์ถือเป็น 1 ในท็อป 5

 

พิธาน ซึ่งปัจจุบันอายุ 36 ปี เล่าว่า เขาเริ่มงานกับเคซีอีในช่วงปี 2551-2552 หลังจบการศึกษาปริญญาโทด้านไฟแนนซ์จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล ซึ่งนับว่าโชคดีที่เข้ามาเจอแต่ปัญหา ตั้งแต่วิกฤติซับไพรม์ 2552 จนถึงน้ำท่วมใหญ่ปี 2554

“ตอนผมเข้ามา เคซีอียังมีปัญหาขาดทุนด้วย ถ้าผมจำไม่ผิด ปีนั้น 300 ล้านบาท ขณะที่สหภาพแรงงานก็ยังเรียกร้องว่าต้องขึ้นเงินเดือน ต้องมีโบนัส”

ข้อดีคือ เวลาเราเจอวิกฤติคนจะพร้อมเปลี่ยนมากกว่าตอนที่ธุรกิจดี ผมต้องใช้เวลา 2 ปี เจรจากับสหภาพแรงงาน โดยมีกระทรวงแรงงานเข้ามาเป็นตัวกลาง จนทุกอย่างคลี่คลาย ตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา เคซีอีจ่ายโบนัสเพิ่มขึ้นทุกปี จนปีล่าสุดจ่ายโบนัส 6 เดือนแล้ว

ผมพบว่าเคซีอีมีปัญหาที่ไม่สามารถควบคุมต้นทุนได้ ทุกคนถูกปลูกฝังให้ผลิตสินค้าที่ดีที่สุด ต้นทุนเป็นเรื่องรอง เมื่อไม่มีการควบคุมต้นทุนที่ดีพอ เราจึงขาดทุน สิ่งที่ต้องแก้ไขในทันทีก็คือการควบคุมต้นทุนให้ได้ เพราะคุณภาพที่ดีนั้น เป็นสิ่งที่เรายึดเป็นหลักอยู่แล้ว

ปัจจุบัน เคซีอีใช้เทคโนโลยีเกือบ 100% ในการบริหารจัดการ รวมทั้งการกำหนดงบประมาณในการจัดซื้อด้วย การใช้เทคโนโลยีทั้งหมด ไม่ให้อำนาจคนตัดสินใจ ช่วยทำให้บริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้น

เขายังใช้เวลาถึง 10 ปี ในการพยายามใช้ระบบ KPI (Key Performance Index) เข้ามาวัดผลงานของพนักงาน เนื่องจากการแข่งขันในยุคปัจจุบัน คุณภาพสินค้าเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะในการแข่งขันระดับโลก

“ตอนแรกๆที่ผมเข้ามา แผงวงจรจะเสียได้ 40-50 ชิ้นใน 1 ล้านชิ้น แต่ปัจจุบันลูกค้ายอมให้เสียได้เพียง 3 ชิ้นใน 1 ล้านชิ้น คิดดูว่าคุณภาพสำคัญแค่ไหน การจะทำให้พนักงานตระหนักในข้อนี้ได้ ก็คือต้องทำระบบ KPI ที่ชัดเจน เราต้องใช้เวลาร่วม 10 ปี ที่จะลดการวัดผลจากหัวหน้างานลง และให้ความสำคัญกับ KPI มากขึ้น”

พิธานยังมีระบบการคัดพนักงานที่เข้มงวด การจะเข้าทำงานกับเคซีอีได้ ต้องผ่านข้อสอบด้านจิตวิทยาก่อน จึงจะมีโอกาสสอบเข้า
ตามกระบวนการต่อไป วิธีนี้ช่วยกรองคนได้เป็นอย่างดี เหลือครึ่งต่อครึ่ง

 

ด่านหินที่ต้องผ่านให้สำเร็จทำให้ในที่สุดพิธานก็ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการบริษัท ขึ้นดำรงตำแหน่งซีอีโอเมื่อปี 2556 รับผิดชอบดูแลธุรกิจ พนักงานร่วม 5,500 คน และโรงงานอีก 7 แห่ง

ขณะที่บิดาขยับไปดูงานด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งเป็นงานถนัด และพี่ชายช่วยดูแลด้านไอทีทั้งหมด

“คุณพ่อผมชอบและให้ความสำคัญด้านการวิจัยและพัฒนามาโดยตลอด นี่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราอยู่มาได้จนทุกวันนี้ ทำให้เราสามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้ คู่แข่งของเรามีตั้งแต่จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น แต่เราก็ยังแข่งขันได้ เพราะไม่เคยหยุดคิดค้นและพัฒนา”

เคซีอีเป็นบริษัทที่ผลิตแผงวงจรมาตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อ 37 ปีก่อน แต่มีการปรับตัวต่อเนื่องเพื่อตอบสนองการทำงานของรถยนต์ในทุกยุคทุกสมัย ปัจจุบันตลาดหลักอยู่ที่ยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น

การที่เคซีอียังแข่งขันได้อย่างเข้มแข็งกับคู่แข่งจากจีน ไต้หวัน และญี่ปุ่น เป็นเพราะอยู่ในธุรกิจมานาน ถือว่ามีแต้มต่อ และที่สำคัญมีการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แม้จีนจะมีต้นทุนถูกกว่า

“แต่เราก็แข่งได้ในจุดของเราเท่านั้น การจะก้าวไปแข่งในธุรกิจใกล้เคียงซึ่งใช้เทคโนโลยีซับซ้อนกว่า เช่น การผลิตเซมิคอนดักเตอร์นั้น เป็นไปไม่ได้ ต้องยอมรับว่าเอกชนไทยไม่ได้รับการส่งเสริมเท่าที่ควร ค่าไฟ-ค่าแรงสูงกว่า ขณะที่จีนหรือไต้หวัน เขาให้เงินเอกชนไปทำวิจัยและพัฒนาฟรีๆ ให้ผลิตเทคโนโลยีแข่งกับระดับโลก แต่ของเราไม่มี”

เคซีอีสามารถแข่งกับจีนได้ จากการปรับลดต้นทุนด้วยตัวเอง ตั้งบริษัทลูกขึ้นมาผลิตลามิเนต ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของแผงวงจร แม้ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากจีน แต่การผลิตเอง กำหนดขนาดได้เอง ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้

เมื่อถูกถามว่ากลัวจีนไหม พิธานตอบทันทีว่าไม่กลัว เพราะแม้ขณะนี้ค่าแรงของจีนจะถูกกว่าไทย (ค่าแรงจีนอยู่ที่ประมาณเดือนละ 6,000-7,000 บาท ขณะที่ไทยอยู่ที่ 9,300 บาท) แต่เคซีอีก็ยังแข่งได้ ต่อจากนี้ไปจะมีแต่ดีขึ้น เพราะค่าแรงของจีนมีแต่จะปรับขึ้น ไม่มีลง จึงเชื่อว่า 5-7 ปีจากนี้ ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง ตราบเท่าที่เคซีอียังคุมต้นทุนและคุณภาพได้เช่นนี้

 

หลังจากนั้น หากจำเป็นต้องย้ายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศ เพื่อประโยชน์ด้านการลดต้นทุน เราก็น่าจะพร้อม เพราะขณะนี้กำลังพยายามทำระบบรองรับการผลิตในต่างประเทศไว้รองรับ เมื่อนั้นเราน่าจะสามารถควบคุมการผลิตได้จากกรุงเทพฯ ไม่ว่าโรงงานจะตั้งอยู่ที่ใด

เขายังเชื่อมั่นในธุรกิจแผงวงจร เพราะแม้รถยนต์จะมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง จากรถขับเคลื่อนด้วยน้ำมัน ไปจนถึงรถไฮบริด รถไฟฟ้า ตลอดจนรถไร้คนขับ (Self-Driving Car) เพราะไม่ว่าจะขับเคลื่อนด้วยวิธีใด แผงวงจรยังคงเป็นส่วนประกอบสำคัญของรถ แต่ก็มีความกังวลอยู่บ้าง ว่าจะมีวัตถุดิบใด มีโอกาสเข้ามาทดแทนแผงวงจรหรือไม่ เคซีอีจึงต้องทำ R&D อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม เขาไม่ปฏิเสธว่า มองโอกาสในธุรกิจอื่นๆไว้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นพาหนะในรูปแบบใหม่ๆ เช่น โดรน หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ตลอดจน Wearable Device หรือ Internet of Things แต่การขยับเขยื้อนของเคซีอี จะเป็นไปด้วยความระมัดระวัง

ท่ามกลางระบบนิเวศทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและฉับพลันในยุคปัจจุบัน พิธานมองว่ามีทั้งความเสี่ยงและโอกาส คนที่รับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้เร็วกว่า มีโอกาสมากกว่า

อย่างเขาทำธุรกิจส่งออก ค่าเงินและอัตราดอกเบี้ย มีความสำคัญยิ่ง และเขาจะตัดสินใจในเรื่องนี้ด้วยตัวเองเสมอ

เพื่อให้แน่ใจว่า ความหวังครั้งใหญ่ของเขา ที่จะทำให้เคซีอีก้าวไปสู่เป้ารายได้ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 35,000 ล้านบาท) ในปี 2564 จะเป็นจริงได้

ชานนท์ เรืองกฤตยา

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และกรรมการผู้จัดการใหญ่
บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)

หนุ่มวัย 43 ปี ค้นหาความหมายของการเป็น CEO ในยุคที่โลกเต็มไปด้วยผลกระทบจากการถาโถมเข้ามาของเทคโนโลยีขั้นสูงที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต และพฤติกรรมการบริโภคของผู้คน ตลอดจนถึงธุรกิจต่างๆไปอย่างมากมาย ชนิดที่เรียกได้ว่า “จากหน้ามือกลายเป็นหลังมือ” ภายในระยะเวลารวดเร็ว



ด้วยบริบทของการเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์พันธุ์ใหม่ที่มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าในอันที่จะใช้พลังในตัวที่มี เพื่อก่อให้เกิดการขับเคลื่อนองค์กรที่เขากำกับดูแลไปในทิศทางที่ก้าวกระโดดเหมือนๆกับเทคโนโลยีที่เข้ามา

Turning Point อนันดา-เคซีอี .รู้จักพนักงาน-วัฒนธรรมองค์กร .ทลายพีระมิดสู่ความเท่าเทียม

ขณะเดียวกันก็ต้องรองรับ และตอบสนองการเปลี่ยนแปลงต่างๆได้อย่างแม่นยำในทุกๆสถานการณ์ในอีก 10-20 ปี ข้างหน้า แม้ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในวันหน้า แต่ ชานนท์ ก็เชื่อมั่นว่า สิ่งที่เตรียมความพร้อมไว้ในวันนี้ จะสามารถต้านทานแรงสั่นสะเทือนที่วิ่งเข้ามากระทบธุรกิจของเขาได้

ที่สำคัญ ถ้าการลงทุนลงแรงของเขานำไปสู่การสอดประสานกับเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกได้ ทุกอย่างที่เขาวางเป้าหมายไว้ ก็น่าจะลงตัว

การขับเคลื่อน อนันดา ของ ชานนท์ อยู่ภายใต้สโลแกน TO-DAY TOGETHER TOMORROW ที่เขาคิดขึ้นโดยการทลายพีระมิดในโครงสร้างการบริหารงานแบบเก่า สู่การบังคับบัญชาที่ไม่ได้บังคับบัญชา หากแต่เป็นความเท่าเทียมกันของพนักงานในทุกระดับชั้นที่ใช้การวัดผลจากประสิทธิภาพของงาน และผลิตภาพของคนในองค์กรเป็นสำคัญด้วยเป้าหมายที่วางไว้ให้ 5 GOALS คือ 1.Resident Developer 2.Best Land 3.Go Digital 4.Customer Love และ 5.Dream Company

 

Vision ของ CEO กับ Passion ที่เป็นความปรารถนาอย่างแรงกล้าภายในตัว ชานนท์ ทำให้โครงการสร้างการทำงานของอนันดา กลายเป็นบริษัทชั้นนำของประเทศไทยที่บริษัทใหญ่ๆหลายแห่งทั้งในและต่างประเทศอยากเข้ามาร่วมงานกับเขา

“ผมไปดูงานบริษัทต่างๆ ทั่วโลกตั้งแต่ Google, Samsung, Line ฯลฯ แล้วเอาทั้งหมดที่ชอบมาปรุงแต่งให้เข้ากับคน และวัฒนธรรมองค์กรเพื่อสร้าง “อนันดา” ให้กับสังคมไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า เราต้องมองว่าสงครามที่จะเกิดขึ้นในธุรกิจคืออะไร สำหรับผมมองว่ามัน คือ สงคราม ของ Talent ความสามารถพิเศษ (อาจเรียกว่า พรสวรรค์) ที่ไม่ใช่ว่าใครก็มีได้... แบงก์อาจมีเงินในกระเป๋าให้ผมยืมสองสามหมื่นล้านบาท แต่มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว”

ชานนท์ บอกด้วยว่า ถ้าเรามองว่า อุปสรรคในอนาคตอีก 10 ปีคืออะไร อุปสรรคที่เขามอง หมายถึง คนเก่งที่สุด ฉลาดที่สุดให้ความสนใจจะเข้ามาทำงานร่วมกับอนันดาหรือไม่ ทำไม และเพราะอะไร?!

 

“เรา Imagine ระบบการบริหารงานให้ที่ทำงานเป็น Work Place Live ภายใต้ระบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นจากระบบ KPI: Key Performance Index สู่ OKR : Objective Key Results เครื่องมือตั้งเป้าหมายทางธุรกิจระดับโลก และตัววัดผลที่สามารถบอกได้ว่า คุณเดินไปผิดเป้าหรือไม่ วิธีนี้ เราได้ Platform มาจาก Google ซึ่งทุกย่างก้าวเดินจะต้องด้วยระบบดิจิทัล เมื่อไหร่ที่บริษัทมีปัญหา ในฐานะ CEO ผมจะมายืน ณ จุดศูนย์กลางที่สร้างขึ้นแล้ว Live บอกพนักงานทุกจุดให้ทราบ ไม่ว่าเขาจะอยู่ในบริษัท หรืออยู่ที่ไซต์งาน 40 กว่าแห่ง เขาสามารถรับรู้ได้พร้อมกัน...

...ผมจึงเป็น CEO ที่ไม่มีห้องทำงาน และบอกทุกคนว่า I’m every where and no where”

ด้วยสโลแกน และเป้าหมายที่ชานนท์ให้กับพนักงานพันกว่าคน เขาแสดงให้เห็นผลลัพธ์ของรายได้ที่ก้าวกระโดดในปีที่แล้วว่า สูงถึง 16,000 ล้านบาท มียอดโอนสำหรับปีนี้ 25,000 ล้านบาท ปีหน้าอยู่ที่ 42,000 ล้านบาท และปีต่อไปอีกราว 60,000 ล้านบาท

 

ขณะที่งาน หรือโครงการที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีทั้งโครงการที่กำลังโอน รอขาย รอการก่อสร้างและรอออกแบบ มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 120,000 ล้านบาท “ทุกงานที่เราทำจะต้องสอดรับไปกับเส้นทางรถไฟฟ้าที่กำลังสร้าง และทยอยดำเนินการเสร็จสิ้น”

ทฤษฎีของอนันดา คือ เราจะคืนเวลาให้กับชีวิตของคนไทยที่ติดอยู่ในรถถึง 45 วันต่อปีได้อย่างไร สำหรับเราใครอยู่ใกล้รถไฟฟ้าที่สุด คนนั้นก็จะมีเวลาของตัวเองมากที่สุด ในฐานะเป็นนักพัฒนาที่ดินตลอดแนวเส้นทางรถไฟฟ้า S-Curve (เส้นกราฟแสดงการเติบโตของธุรกิจ) ของ อนันดา อยู่ตรงที่เรามีโครงการอยู่ 81 สถานีใน 316 สถานีของเส้นทางรถไฟฟ้าที่รัฐบาล มีโครงการที่จะทำ

ชานนท์ กล่าวว่า เขาเป็นนักพัฒนาที่ดินที่สร้างโครงการต่างๆด้วยนวัตกรรม เริ่มจากการเป็นนักพัฒนารายแรกที่มองว่าอสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาดีที่สุดคือ อสังหาริมทรัพย์ตลอดเส้นทางที่ ทางด่วนตัดผ่าน หรือรถไฟฟ้าวิ่งผ่าน “เราสร้างกลุ่มเป้าหมาย เจน C (Convenient) ขึ้นมาเป็นกลุ่มแรกโดยกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่รักความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต และปรับเปลี่ยนรูปแบบทุกโครงการให้สอดรับไปกับเทคโนโลยีสมัยใหม่กับระบบดิจิทัลมาตลอด...

เราโกโมบาย คุยกับบล็อกเกอร์ เข้าสู่โซเชียลมีเดีย และปรับปรุงรูปแบบคอนโดมิเนียมของเราด้วยการใส่ความสะดวกสบายในการจับจ่ายใช้สอยของผู้อยู่อาศัยเข้าไป เช่น มีเครือข่ายร้านค้ายอดนิยมเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้อยู่อาศัยตลอด 24 ชม.อย่างสตาร์บัคส์ หรือ แมกซ์แวลูเข้าไป

อนันดา ยังเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกที่ทำงานร่วมกับ CDC : Crystal Design Center ออก Venture Bond ทำงานกับบริษัทมิตซุยยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นที่มีมาร์เก็ตแคป 1 ล้านล้านบาทใน 17 โครงการ เป็นต้น

ชานนท์อยากให้เราดูผลกระทบที่ธุรกิจต่างๆทั่วโลกได้รับจากการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งอนันดาไม่ได้รับผลกระทบอะไรด้วย เพราะดูจะวางเป้าหมายถูกต้องมาตลอด กระนั้น ก้าวต่อไปของอนันดา ก็น่าจะใช้ดิจิทัลพัฒนารูปแบบของธุรกิจตนเองได้อีกมาก เช่น จากโดรนที่บินรับส่งผู้คนจากที่หนึ่งไปที่หนึ่งโดยไม่ต้องไปติดอยู่ในรถยนต์ที่วิ่งอยู่บนท้องถนน

เราไม่เคยนิ่งนอนใจ และยังคงพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้ทฤษฎีที่มุ่งไปสู่โลกดิจิทัลในอนาคต.

ทีมเศรษฐกิจ