วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยกระดับสูงสุด รับมือไอเอส ขั้นวิกฤติ-ผู้ดีส่งทหาร3,800ลุย

นายกฯอังกฤษประกาศยกระดับภัยคุกคามจากขั้น “รุนแรง” เป็น “วิกฤติ” หวั่นเจอเหตุก่อการร้ายอีกระลอก พร้อมระดมทหารกว่า 3,800 นาย ระดมกำลังปูพรมดูแลความปลอดภัยและป้องกันเหตุร้ายตามจุดสำคัญ ขณะที่ตำรวจอังกฤษเผยคนร้ายที่ก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตายจนกลายเป็นสังหารหมู่ เป็นหนุ่มชาวลิเบียวัย 22 ปี รมว.มหาดไทยแดนผู้ดีเชื่อไม่ได้ลงมือคนเดียว

โลกยังคงสลดใจกับเหตุเศร้าสะเทือนขวัญ ที่มีผู้ก่อการร้ายปฏิบัติการ “ระเบิดฆ่าตัวตาย” ในงานคอนเสิร์ตนักร้องคนดัง “อะรีอานา เกรนเด” ที่สนามกีฬาในร่ม “แมนเชสเตอร์ อารีน่า (MEN) เมืองแมนเชสเตอร์ ทางตอนเหนือของประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 23 พ.ค. แรงระเบิดฉีกร่างผู้มาร่วมชมคอนเสิร์ตตายคาที่ 22 ศพ คนในจำนวนนี้ มีเด็กวัย 8 ขวบที่มาชมคอนเสิร์ตกับผู้ปกครองเสียชีวิตด้วย ส่วนผู้บาดเจ็บ 64 คน ในจำนวนนี้มีอาการขั้นสาหัสราว 20 คน คาดว่ายอดผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ภายหลังกลุ่มก่อการร้าย “ไอเอส” ออกมาประกาศแสดงความรับผิดชอบ โดยระบุว่าเป็นผู้ก่อเหตุร้ายครั้งนี้นั้น สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อวันที่ 24 พ.ค.ว่า นายกรัฐมนตรีหญิง เทเรซา เมย์ ได้ประกาศยกระดับการเตือนภัยคุกคามจากขั้น “รุนแรง” ให้อยู่ในขั้น “วิกฤติ” นั่นหมายถึงเหตุโจมตีครั้งต่อไปอาจเกิดขึ้นได้ใกล้ตัว ถือเป็นการยกระดับขั้นรุนแรงสูงสุดเป็นครั้งแรกนับแต่เดือน มิ.ย. พ.ศ.2550 จากเหตุโจมตีสนามบินนานาชาติกลาสโกว์ และจากคำสั่งดังกล่าว ทำให้กองพลทหารอังกฤษกว่า 3,800 นาย กระจายกำลังไปตามท้องถนนและพื้นที่สาธารณะจุดสำคัญทั่วประเทศ แทนการปฏิบัติภารกิจของตำรวจติดอาวุธที่เรียกว่า “โอปะ– เรชั่น เทมเปอเรอร์” ที่จากเดิมต้องตรวจตรารักษาความปลอดภัยตามจุดต่างๆ เช่น การจัดงานคอนเสิร์ต การจัดการแข่งขันฟุตบอล รวมถึงพระราชวังบั๊กกิ้งแฮม บ้านเลขที่ 10 ดาวนิ่ง สตรีท ที่ทำการสถานทูตหลายประเทศและอาคารรัฐสภา เพื่อแบ่งเบางานตำรวจฝ่ายต่อต้านก่อการร้าย ขณะที่การเลือกตั้งล่วงหน้าที่ใกล้จะมาถึงในวันที่ 8 มิ.ย. ทำให้ทุกพรรคการเมืองต่างงดออกหาเสียง

ขณะเดียวกัน ตำรวจอังกฤษได้มีการเปิดเผยชื่อคนร้าย คือนายซัลแมน รอมฎอน อะเบดี อายุ 22 ปี เกิดที่เมืองแมนเชสเตอร์ พ่อแม่เป็นชาวลิเบีย ครอบครัวอาศัยอยู่ในย่านฟัลโลวฟิล์ด ตอนใต้ของเมืองแมนเชสเตอร์มากว่า 10 ปี นายอะเบดีเคยเป็นนักศึกษา คณะบริหารธุรกิจและการจัดการ มหาวิทยาลัยซัลฟอร์ด ในเมืองแมนเชสเตอร์เมื่อปี 2557 จากนั้นอีก 2 ปีต่อมาก็ทิ้งการเรียนไปเข้าสุเหร่าที่พ่อตัวเอง ในบางครั้งก็ทำหน้าที่ผู้นำละหมาด ทั้งยังมีน้องชายอีกคนทำหน้าที่เป็นอาสาสมัครที่สุเหร่าดังกล่าว และครอบครัวนายอะเบดี อพยพออกจากลิเบียเพื่อหนีการปกครองจากอดีตจอมเผด็จการ โมอัมมาร์ กัดดาฟี มีชาวลิเบียราว 16,000 คนอยู่ในอังกฤษ โดยเฉพาะเมืองแมนเชสเตอร์ถือเป็นแหล่งชุมชนใหญ่ของชาวลิเบียและเคยเป็นจุดศูนย์กลางเฉลิมฉลองช่วงโค่นล้มอำนาจกัดดาฟีเมื่อปี 2554

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อังกฤษพยายามรวบรวมข้อมูลว่านายอะเบดีเคยติดต่อกับกลุ่มกองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส) ที่ลิเบียหรือซีเรียหรือไม่ รวมถึงเป็นการทำแผนโจมตีโดยลำพัง หรือมีคนอื่นสนับสนุน

ขณะที่นางแอมเบอร์ รัดด์ รัฐมนตรีมหาดไทยอังกฤษ เผยว่า มีแนวโน้มว่าเป็นการโจมตีที่คนร้ายไม่ได้ลงมือทำเพียงลำพัง เพราะมีความละเอียดซับซ้อนมากกว่าเหตุโจมตีที่ผ่านมา คนร้ายเป็นที่รู้จักและยังถูกจับตามองจากหน่วยความมั่นคงอังกฤษ เพราะเพิ่งกลับจากลิเบียเมื่อไม่นานมานี้ หลังกลายเป็นมุสลิมหัวรุนแรงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่บุกตรวจค้นตามที่อยู่ดังกล่าว และจับกุมชายวัย 23 ปี จากนั้นก็จับกุมตัวไปสอบปากคำเพิ่มอีก 3 คน เพราะต้องสงสัยว่าอาจเชื่อมโยงกับเหตุโจมตี

ด้านสมาชิกชุมชนชาวลิเบีย ในเมืองแมนเชสเตอร์ เผยว่า นายอะเบดีปกติเป็นคนเงียบ เป็นเด็กที่มีนิสัยเคารพเชื่อฟัง ส่วนน้องชายที่ชื่ออิสมาเอลจะเข้ากับคนอื่นง่ายกว่า จึงไม่น่าเชื่อว่าอะเบดีจะเป็นคนที่ก่อเหตุร้าย และเคยมีผู้สวดมนต์ประณามเหตุก่อการร้าย ปรากฏว่าถูกนายอะเบดีหันมาจ้องใส่ด้วยสีหน้าเกลียดชัง

วันเดียวกัน นายเจราร์ด คอลลอมบ์ รัฐมนตรีมหาดไทยฝรั่งเศส เผยว่า หน่วยข่าวกรองทั้งของอังกฤษกับฝรั่งเศสต่างมีข้อมูลว่า คนร้ายเคยเดินทางไปซีเรียและกลายเป็นคนหัวรุนแรง ก่อนตัดสินใจก่อเหตุโจมตี จากการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ต่างเห็นว่า ทั้งสองประเทศควรประสานงานความร่วมมือปราบปรามก่อการร้ายอย่างใกล้ชิดต่อไป ส่วนประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส เรียกประชุมสภาด้านความมั่นคงพิเศษ และเตรียมยื่นขอมติจากสภาเพื่อขยายเวลาการใช้ภาวะฉุกเฉินนับแต่ปี 2558 ออกไปอีกจนถึงวันที่ 1 พ.ย. จากเดิมที่กำหนดสิ้นสุดวันที่ 15 ก.ค.นี้ และเตรียมร่างกฎหมายขยายมาตรการด้านความมั่นคงถาวรนอกเหนือจากภาวะฉุกเฉิน ซึ่งหากผ่านมติในสภา ก็จะถือเป็นการขยายเวลาครั้งที่ 6

วันเดียวกัน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน เผยแพร่ความคืบหน้าของเหตุระเบิดที่แมนเชสเตอร์ อารีนา ระบุว่า นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรประกาศยกระดับภัยคุกคามจากระดับ 4 (severe) เป็นระดับ 5 (critical) เพื่อเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในกรณีที่อาจมีเหตุก่อการร้ายอีก สถานเอกอัครราชทูตขอให้คนไทยที่อยู่ในสหราชอาณาจักร เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทางสัญจรและการเดินทางไปยังพื้นที่สาธารณะ โดยขอให้ติดตามข่าวสารและขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการสหราชอาณาจักร

สำหรับผู้ที่จะเดินทางมาสหราชอาณาจักรในช่วงนี้ โปรดติดตามข่าวสารของทางการอย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการกำหนดแผนการเดินทาง ในช่วงที่มีการประกาศยกระดับภัยคุกคามนี้ คาดว่า การบังคับใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยของทางการสหราชอาณาจักรจะเป็นไปอย่างเข้มข้น โปรดให้ความร่วมมือกับทางการในทุกเรื่อง และกรุณาแจ้งข้อมูลที่พักและช่องทางการติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตฯ เพื่อการประสานงานในกรณีที่จำเป็น ทั้งนี้ ในกรณีฉุกเฉิน สามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูตฯที่หมายเลข 07918651720, 07436831519