วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รอดหรือร่วง! สามีภรรยา ป.โททิ้งเงินเดือน 2 แสน มาเป็นชาวนาทั้งที่ปลูกข้าวไม่เป็น

“เงินไม่ใช่ตัวนำชีวิต ถ้าให้เลือกระหว่างเงินกับความสุข พวกเราเลือกความสุข

ด้วยเหตุผลนี้ คุณกานต์ ไตรทอง หรือ กานต์ อดีต head of Asean South Asia Pacific ดูแลและให้ข้อมูลข่าวสารทางการเงินกับผู้ค้าเงินของสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) และคุณนิศารัตน์ นาครักษ์ หรือ ฝน ดีกรีปริญญาโท เอกการเงินที่จุฬาฯทั้งคู่ จึงตัดสินใจทิ้งเงินเดือนคนละหลักแสนที่สิงคโปร์ พลิกชีวิตมาเป็นชาวนาทั้งๆ ที่ไม่มีความรู้และไม่เคยทำนาเลยทั้งคู่

สู่เส้นทางชาวนาที่มีทั้งงานให้ทำ เวลาให้เที่ยว

ย้อนไปเมื่อ 7 ปีที่แล้ว การเป็นมนุษย์เงินเดือนไม่ได้ตอบโจทย์ได้ดีนักกับชีวิตที่รักอิสระและชอบท่องเที่ยวของทั้งสอง และเงินไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของชีวิต ความสุขของชีวิตต่างหากที่สำคัญกว่าเงิน คุณฝนจึงตัดสินใจลาออกมาก่อน กลับมาไทย เพื่อปูทาง ส่วนคุณกานต์ยังทำงานอยู่ที่สิงคโปร์ และอีกไม่กี่เดือนต่อมาก็ลาออก

เริ่มแรกคุณฝน เลือกเรียนทำขนมเบเกอรี่ เพราะฝันอยากเปิดร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี่ แต่ยังไม่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่ชอบที่เป็นเจ้าของเวลา มีเวลาเป็นของตนเอง แล้วเลือกเอาเวลาที่มีไปทำในสิ่งที่ชอบ เพราะต้องอยู่เฝ้าร้าน คงไม่มีเวลาเที่ยว

ทั้งคู่จึงตัดสินใจเลือกทำเกษตร หาข้อมูลและทดลองทำ เช่น ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ แต่พบว่าไม่ใช่จริตที่ชอบ เลยหันมาซื้อที่ดิน แต่เกิดคำถามตามมาว่าจะปลูกอะไร หากปลูกผลไม้ เวลาได้ผลผลิตราคามักตกเพราะควบคุมเองไม่ได้ รึปลูกยางพารา 7 ปีแรกได้มีเวลาออกเที่ยว แต่พอยางได้กรีดแล้ว ต้องตื่นตี 1 ทุกวันมากรีดยาง ชีวิตจะถูกบีบรัดด้วยงานเหมือนเคย

สุดท้ายทั้งคู่ตัดสินใจเลือก “ทำนา” ตามบรรพบุรุษ เพราะปู่ย่าของคุณกานต์ ตายายของคุณฝนก็ทำนา จึงเริ่มศึกษาหาข้อมูล วิธีการปลูก พันธุ์ข้าวต่างๆ แมลงที่เป็นศัตรูของข้าวจากเว็บไซต์ของกรมการข้าว อ่านบทสัมภาษณ์ชาวนาคนอื่นๆ อย่างนายชัยพร พรหมพันธุ์ ชาวนาเงินล้านของสุพรรณบุรี เลยได้แนวคิดว่าถ้าเข้าใจ วางแผนและจัดการดีก็สามารถเป็นชาวนาที่มีชีวิตรอดอยู่ได้ มีรายได้เหมาะสมตามต้องการ ใช้ชีวิตอย่างที่ชอบและใช่ จึงซื้อที่นา 30 กว่าไร่ใน อ.หนองแซง จ.สระบุรี บ้านเกิดของคุณกานต์

นี่แหละคือสิ่งที่ใช่ ใจต้องการ ทำนา 4 เดือน มีเวลาอิสระ 8 เดือน

เริ่มทำนาครั้งแรกบนพื้นที่ 12 ไร่ เป็นนาปรัง เริ่มเดือน ต.ค. ปลูกข้าวพันธุ์ข้าวหอมปทุมธานี 1 อย่างเดียว เพราะปลูกได้ทั้งปี ข้าวราคาดีกว่าข้าวขาวพันธุ์อื่นนิดหน่อย ทั้งสองคนทำนาแบบมั่วๆ ทุกอย่าง จ้างคนมาช่วยบ้าง ได้ข้าวมา 3 ตัน ทำให้รู้ว่าเอาอยู่ ข้าวชุดแรกที่ได้ไม่ได้ขาย สีเป็นข้าวสารแจกญาติ บริจาคให้โรงเรียน โรงพยาบาล เอาไปทำบุญ รพ.สงฆ์เกือบตัน เก็บข้าวเปลือกไว้สีกินนิดหน่อย

รอบ 2 ทำข้าวนาปี เร่ิมเดือน พ.ค. ได้ข้าว 9 ตัน แม้ไม่มีความรู้เรื่องการปลูกข้าวเลย แต่ทั้งคู่ก็ไม่ยอมแพ้ และหาความรู้เพิ่มจากอาจารย์สุวัฒน์ ทรัพยะประภา ที่เทศบาลเชิญมาสอนทำนาที่ลดต้นทุน เรียนรู้การทำนาปลอดสารพิษ โดยใช้สารสกัดธรรมชาติในการดูแลรักษาข้าว เรียนรู้จากโรงเรียนชาวนา ทำให้ไร่นาของพวกเขาสามารถใช้ต้นทุนแค่ 2,000 บาทต้นๆ ต่อไร่

ทั้งสองยิ้มกว้างด้วยความสุขใจ เผยกับผู้สื่อข่าวว่าคิดไม่ผิดที่เลือกมาเป็นชาวนา เพราะการทำนาปี นาปรังใน 1 ปี ทำนาครั้งละ 4 เดือน รวมกันแล้ว 8 เดือน อีก 4 เดือน ที่เหลือมีเวลาว่างใช้ชีวิตไปเที่ยว หรือทำอื่นๆ ที่อยากทำได้ ไม่ต้องทำงานงกๆ เหมือนมนุษย์เงินเดือนทั่วไป

จริงๆ แล้วทำนาแค่ 2 เดือนด้วยซ้ำ คือ จะยุ่งมากจริงๆ ในช่วงเดือนแรกที่เตรียมนา เริ่มปลูกข้าว จากนั้นข้าวเริ่มโต ก็จ้างคนงานช่วยดูแลแทน ทั้งคู่ก็ยังมีเวลาเพิ่มอีก 2 เดือน ถ้าทำงานบริษัททั้งปีลาพักร้อนได้ 20 วันเอง หากลามากกว่านั้นเจ้านายเขม่นตาเขียวแล้ว ทั้งสองรักในการท่องเที่ยวตั้งแต่เริ่มเรียนมหาวิทยาลัย เคยไปเที่ยวมาแล้วหลายประเทศ จีน นิวซีแลนด์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย มัลดีฟส์ ญี่ปุ่นไปบ่อยหน่อยเพราะชอบ ส.ค. นี้แพลนไว้ว่าจะไปเที่ยวอเมริกาใต้

ในหลวง ร.9 จุดประกายให้ทำครบวงจร ทั้งปลูก สี บรรจุและจำหน่ายเอง

จากการปลูกข้าวครั้งแรก รอบที่ 2 ได้ข้าว 9 ตัน จึงขายข้าวเปลือกให้โรงสีแต่ขายได้ตามราคาที่เขากำหนดเท่านั้น ทั้งๆ ที่ข้าวของทั้งสองเป็นข้าวหอมกล้องอินทรีย์ ปลอดสาร 100% ควรได้ราคาดี อีกทั้งโรงสียังนำข้าวเปลือกไปรวมกับพันธุ์อื่นๆ อีกด้วย จึงเป็นเหตุให้ทั้งสองคิดค้นพัฒนาต่อยอดทำโรงสีขึ้นเองในปีถัดมาทั้งๆ ที่ไม่มีความรู้ด้านนี้สักนิด

คุณกานต์ฉุกคิดได้ว่าในวังสวนจิตรลดา ในหลวง ร. 9 มีโรงสีข้าวชุมชนตัวอย่าง จึงทำหนังสือขอเข้าเยี่ยมชม พบว่าพระองค์ท่านเก็บข้าวเปลือกในยุ้งไม้ที่ทำความเย็นให้ข้าว มีโดมโป่งๆ เป็นตาข่าย แล้วเอาข้าวทับโดมไว้ แล้วมีลมเย็นเป่าจากข้างล่างขึ้นข้างบนจนเย็นทั้งกอง เกิดคำถามว่าทำไมต้องใช้ลมเย็น จึงมาศึกษาหาข้อมูลพบว่าข้าวที่อยู่ในอุณหภูมิประมาณ 13 องศา มอดจะไม่โต ไม่ฟักไข่ เพราะหากมอดกินข้าวจะทำให้ข้าวหัก และหาข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องสีข้าว

จากนั้นต่อยอดทำทุกอย่างให้ครบจบกระบวนทั้งปลูก สี บรรจุ และขายเองภายใต้ยี่ห้อ “ข้าวหอมคุณยาย” มีขนาดเดียวคือ 2 กก. เพราะเป็นไซส์ที่คุณกานต์ศึกษาอย่างดีแล้วว่าเหมาะสำหรับการกินในครอบครัวต่อหนึ่งสัปดาห์

เลิกคิดเรื่องเติบโต ขายเท่าที่ขายได้ สร้างสุขให้ชีวิต

พอมาทำธุรกิจ คุณกานต์บอกว่ามุมมองเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จากที่ทำนา ทำโรงสีในปีแรกๆ คนมักคิดว่ายอดขายต้องโต เพื่อคืนทุนไว แต่เขากลับเลิกคิดที่จะเติบโต ขายเท่าที่ขายได้ มีความสุขกับสิ่งที่ทำ มีเวลาเที่ยวตามฝัน อย่างน้อยทั้งสอง และครอบครัว รวมทั้งคนรอบตัวมีข้าวดีๆ กิน แค่นี้พอแล้ว จะขายได้เดือนละตัน สองตัน ไม่มีปัญหา ทั้งคู่ยืนกรานหนักแน่นว่าเน้นความสุขในการใช้ชีวิตมากกว่าเงินตรา

แรกเริ่มคุณกานต์ทำการตลาดด้วยอีเมลล้วนๆ ส่งเมลให้เพื่อนๆ เป็นร้อยๆ คน เพื่อนๆ ก็ส่งเมลต่อให้เรื่อยๆ ก็กระจายเป็นวงกว้างออกไป มีอาจารย์ท่ีจุฬาฯกำลังจะเกษียณติดต่อมาให้ทำขนาด 1 กก. 400 ถุง และออกบูธตามงานต่างๆ สร้างเพจร้านขึ้นมา ยิ่งเป็นที่รู้จักมากขึ้น มีลูกค้าติดต่อซื้อไปแจกเป็นของขวัญปีใหม่ แจกในงานศพ งานแต่งงาน และลูกค้าชาวสิงคโปร์สั่งไปขายปีละ 2 ตัน

ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ แค่ไม่เคยทำ ความคิดนี้ช่วยหลุดพ้นจากมนุษย์เงินเดือน

คุณกานต์ฝากแง่คิดกับคนที่อยากผันตัวเองจากมนุษย์เงินเดือน มาเป็นชาวนาเหมือนทั้งสอง หรือทำเกษตรว่าถึงแม้ไม่มีเงินทุนก็อย่ากังวล เพราะหากศึกษาหาข้อมูลอย่างดีมีรายได้พอกินแน่นอน

การทำเกษตรบางประเภท 2 สัปดาห์ก็ได้เงินแล้ว เช่น ปลูกผักบุ้งจีน 15 วัน ก็เก็บขายได้แล้ว ปลูกผักชี 30 กว่าวันก็ขายได้เงินแล้วเหมือนกัน หรือปลูกผักสวนครัวอย่าง แตงกวา 30 วันก็ออกผล เก็บขายได้ เลือกทำได้หลายอย่างในอาชีพเกษตรกร ทำปศุสัตว์หรือประมงก็ได้ ให้หาและเลือกในสิ่งที่ชอบ แล้วจะได้มีเวลาทำสิ่งอื่นที่อยากทำ ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาทั้งหมดหาเงิน.

และเน้นย้ำด้วยเสียงหนักแน่นว่า “คนทุกคนไม่ได้เกิดมาแล้วทำเป็นทุกอย่าง อย่างปั่นจักรยานเป็นก็ต้องหัด ไม่มีใครที่ทำอะไรไม่ได้ แค่ยังไม่เคยทำ ถ้าไม่ชอบในส่ิงที่ทำในปัจจุบัน มันไม่มีประโยชน์ที่จะทำ บางทีออกมาทำในส่ิงที่ชอบอาจทำเงินได้มากกว่า แถมมีความสุขกว่าการทำมันทุกวันด้วยซ้ำ

คุณกานต์และคุณฝน คือตัวอย่างดีๆ ที่พิสูจน์ว่า ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ หากเราตั้งใจจริง และทุกคนมีสิทธิ์เลือกออกแบบชีวิตของตนให้มีความสุขได้ แค่คิดกล้าที่จะเปลี่ยนคุณก็จะค้นหาความสุขของชีวิตเจอเหมือนพวกเขา

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์